ขณะเดินอยู่ภายในสำนักเทียนอี้ หลินเฟิงพบว่าท่ามกลางเหล่าผู้คน มีบางคนที่มีนิสัยเหมือนกัน ในขณะที่บางคนจะมีนิสัยที่แตกต่างออกไป
อย่างเช่นหลินเฟิงเคยเจอหญิงสาวคนหนึ่งมีใบหน้ายิ้มแย้มสดใสและมีเสน่ห์เหลือล้น แต่ในรอยยิ้มเ่าั้กลับรู้สึกได้ถึงกลิ่นอายเยือกเย็น มันช่างน่ากลัวเป็อย่างมาก
และในตอนนี้หลินเฟิงได้พบกับชายหนุ่มคนหนึ่ง เขามีกลิ่นอายที่เยือกเย็นและเขาดูชั่วร้ายอย่างไม่น่าเชื่อ
“เ้าเห็นอะไรหรือ?” เวิ่นอ้าวเสวี่ยถามเมื่อเห็นสายตาประหลาดใจของหลินเฟิง
“ลมปราณที่พวกเขาปล่อยออกมา มันค่อนข้างจะ… พิเศษ” หลินเฟิงตอบกลับเสียงเบา ไม่ใช่แค่หลินเฟิงเท่านั้นที่รู้สึกแบบนี้ กระทั่งจิ้งหยุนและต้วนเฟิงเองก็รู้สึกเช่นเดียวกัน พวกเขาพยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดของหลินเฟิง
“เ้าพูดถูก มันค่อนข้างจะพิเศษจริงๆ นั่นแหละ นี่เป็เพราะว่าพลังของพวกเขาอ่อนแอเกินไป ไม่เช่นนั้นคงไม่ถูกพวกเ้าสังเกตเห็นอย่างง่ายดาย”
เวิ่นอ้าวเสวี่ยพยักหน้าเล็กน้อย มือเรียวขาวราวกับผู้หญิงชี้ไปที่ทางหนึ่งพลางกล่าวว่า “ในสำนักเทียนอี้มีผู้คนอยู่สามประเภท นี่เป็ปัญหาที่พวกเ้าต้องเผชิญกับมันในอนาคต พวกเ้าคิดว่าตัวเองคนประเภทไหนกันล่ะ? ข้าจะได้พาไปถูกที่”
“ผู้คนสามประเภท?” ดวงตาของหลินเฟิงสว่างวูบขึ้นมาแล้วถามว่า “อะไรคือผู้คนสามประเภท?”
“แม้อยู่ในทะเลทราย แต่พวกเขาก็จะรบทัพจับศึกโดยไม่หวาดหวั่นจนกว่าทะเลทรายจะชโลมไปด้วยเื สามารถบัญชาการทหารนับสิบหมื่น ใช้ความกล้าหาญในการเข่นฆ่าศัตรูและบั่นหัวแม่ทัพของมันจนสิ้น นี่คือประเภทแรก”
“แม่ทัพ” หลินเฟิงประหลาดใจเล็กน้อย คนประเภทแรกของสำนักเทียนอี้ก็คือแม่ทัพ นอกจากนี้ยังเป็แม่ทัพที่ทรงพลัง มีความกล้าหาญและเปี่ยมไปด้วยสติปัญญา
“ประเภทที่สอง เป็พวกกุมอำนาจอยู่เื้ั สามารถบัญชาการทหารและควบคุมทุกอย่างในเงามืด นอกจากนี้ยังคอยกำจัดผู้มีพร์ของศัตรู”
“ขุนนาง!” รูม่านตาของหลินเฟิงพลันหดลง คนประเภทนี้จะต้องเป็พวกชนชั้นปกครอง
“แล้วประเภทที่สามล่ะ?” หลินเฟิงถามอย่างสงสัย ศิษย์สองประเภทแรกที่สำนักเทียนอี้อบรมจะต้องเป็แม่ทัพกับขุนนางอย่างแน่นอน ในใจของหลินเฟิงเกิดรู้สึกแปลกใจขึ้นมา
“ประเภทที่สาม เดินทางผ่านสายลมท่องไปในเมฆหมอก คนประเภทนี้อันตรายและลึกลับเป็ที่สุด ยามมีชีวิตจะไม่ปรากฏกายออกมาให้เห็น แต่ในยามไร้ชีวิตพวกเขาจะปรากฏตัวออกมา”
เวิ่นอ้าวเสวี่ยตาเป็ประกายขึ้นมาขณะที่อธิบายอย่างช้าๆ ทันทีที่ได้ยินประโยคนี้ ดวงตาของหลินเฟิงก็เบิกกว้างขึ้นมา ที่แท้ประเภทที่สามก็คือ… นักฆ่า!
“คนที่อยู่เื้ัของสำนักเทียนอี้เป็ใครกัน?”
หลินเฟิงเกิดความสงสัยขึ้นมาในใจ ด้านนอกมีแม่ทัพด้านในมีขุนนาง กำลังเสริมเป็นักฆ่า เมื่อคนทั้งสามประเภทนี้มารวมตัวกันก็สามารถควบคุมหรือปกครองอาณาจักรได้
ใครกันที่มีใจคิดการใหญ่เช่นนี้?
“หรือว่าจะเป็จักรพรรดิ?”
หลินเฟิงแอบคิดในใจเงียบๆ ก่อนจะปัดข้อสงสัยนั่นทิ้งไป ถ้าสำนักเทียนอี้เป็ของจักรพรรดิจริงๆ แล้วทำไมถึงอนุญาตให้ต้วนเทียนหลางสร้างลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่ขึ้นมา? แต่ถ้าไม่ใช่องค์จักรพรรดิที่เป็คนสร้าง แล้วทำไมพระองค์ถึงอนุญาตให้สถานที่ที่อันตรายเช่นนี้ดำรงอยู่?
“ใครเป็เ้าสำนักเทียนอี้?”
หลินเฟิงถามเวิ่นอ้าวเสวี่ย ทำให้เวิ่นอ้าวเสวี่ยรู้สึกประหลาดใจขึ้นมา ั์ตาอันงดงามของเขาจ้องมองไปที่หลินเฟิงและกล่าว “ทุกคนก็อยากจะรู้เช่นกัน แต่สำนักเทียนอี้แห่งนี้ มีแค่ท่านรองสำนักที่พำนักอยู่ที่นี่ ส่วนเ้าสำนักไม่เคยปรากฏตัวออกมาให้เห็นเลยสักครั้ง แต่มั่นใจได้ว่าเ้าสำนักจะต้องเป็คนของราชวงศ์ และยังมีฐานะที่สูงส่งอีกด้วย จุดนี้ข้าว่าเ้าก็น่าจะเข้าใจนะ”
หลินเฟิงพยักหน้าเล็กน้อย ต้องเป็คนของราชวงศ์อย่างไม่ต้องสงสัย บางทีสำนักเทียนอี้แห่งนี้ก็อาจจะคอยรับใช้ราชวงศ์
“นี่เป็เหตุผลที่ว่าทำไม สำนักแห่งนี้ไม่เปิดรับคนทั่วไป และมีเพียงแค่คนที่ได้รับจดหมายแนะนำเท่านั้นถึงจะมีสิทธิ์เข้าที่นี่ พวกลูกหลานชนชั้นสูงส่วนใหญ่ต่างก็อยากเข้ามาเรียนที่นี่ เพราะพวกเขาก็รู้ซึ้งถึงความร้ายกาจของสำนักแห่งนี้ อ่า… ที่ข้าจะพูดก็คือ เ้าจะไม่ผิดหวังที่ได้เข้าเรียนที่นี่”
เวิ่นอ้าวเสวี่ยกล่าว หลินเฟิงพยักหน้าเล็กน้อย
“โอ้ จริงสิ เ้าอาจจะรู้จักชื่อของข้าแล้ว แต่ข้ายังไม่รู้จักชื่อของเ้าเลย”
“หลินเฟิง”
“หลินเฟิงหรือ เป็ชื่อที่ดี” เวิ่นอ้าวเสวี่ยกล่าวต่อไปว่า “คนสามประเภทที่ข้าได้แนะนำไปเมื่อครู่ โดยปกติแล้วพวกลูกหลานชนชั้นสูงจะเลือกประเภทที่สอง เช่นเดียวกับผู้าุโของตระกูลพวกเขา พวกเขาชอบอยู่เื้ัมากกว่า เพราะพวกนี้สามารถเรียกลมเรียกฝนได้ตามใจ แน่นอนว่าในหมู่คนธรรมดาก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่เลือกประเภทที่สอง แต่ว่าพวกเขาค่อนข้างจะลำบากมาก”
“ถ้าเป็ชายหนุ่มเืร้อนจะเลือกประเภทแรก ส่วนประเภทที่สามมีคนเลือกน้อยที่สุด พวกเขาต้องอยู่ในเงามืดและพยายามทำตัวให้ไม่เป็ที่รู้จัก แต่ทุกเื่ที่พวกเขาทำ กลับอันตรายยิ่งกว่าคนประเภทแรกเสียอีก”
หลินเฟิงตั้งใจฟังในสิ่งที่เวิ่นอ้าวเสวี่ยพูด คนธรรมดาที่อยากก้าวเข้าสู่สังคมชนชั้นสูง จะต้องผ่านสถานการณ์ที่ยากลำบากนี่ ซึ่งมันเป็เื่ธรรมดามาก หากคิดจะกลายเป็พวกเขา ก็จำเป็ต้องมีเล่ห์เหลี่ยมที่แพรวพราว และเนื่องจากว่าพวกเขาไม่มีเื้ัคอยหนุน ทำให้ยากที่จะแทรกเข้าไปอยู่ในชนชั้นสูงได้
ส่วนนักฆ่า มีคนจำนวนน้อยมากที่ยอมเป็นักฆ่า เพราะคนประเภทนี้เสี่ยงตายมากที่สุด
“แน่นอนว่าทางเลือกของพวกเขาขึ้นอยู่กับพร์และจิติญญาของพวกเขา และไม่ว่าคนของสำนักเทียนอี้จะเลือกทางไหน พลัง คือสิ่งสำคัญที่สุด หากไร้ซึ่งพลัง ทุกสิ่งทุกอย่างจะกลายเป็เพียงธาตุอากาศ เพราะในโลกของผู้ฝึกยุทธ์นั้น เมื่อต้องเผชิญหน้ากับพลังแล้ว กลอุบายใดๆ ก็ล้วนไร้ความหมาย ”
เวิ่นอ้าวเสวี่ยมองไปที่หลินเฟิงและถามว่า “หลินเฟิง เ้าต้องคิดดีๆ นะ ว่าเ้าอยากจะเป็ประเภทไหน?”
“ประเภทแรก”
หลินเฟิงตอบกลับอย่างรวดเร็ว ถ้ามีให้เลือกแค่สามประเภท เขาจะเลือกประเภทแรกอย่างไม่ลังเล
ประเภทที่สองเป็พวกชักใยอยู่เื้ั คนพวกนี้จะต้องเป็พวกปากหวานก้นเปรี้ยว ซึ่งเขาไม่ชอบ ส่วนนักฆ่าก็ไม่ใช่แนวทางของหลินเฟิง ดังนั้นสิ่งที่ใกล้เคียงกับตัวเขามากที่สุดก็คงจะเป็ประเภทแรก
“คนประเภทแรก ต้องเป็พวกเืร้อน กล้าหาญและจงรักภักดี”
“เืร้อนและกล้าหาญมันไม่มีปัญหาสำหรับข้า แต่จงรักภักดี? ภักดีต่อใคร?”
หลินเฟิงถามเวิ่นอ้าวเสวี่ยอย่างมีเลศนัย
“อย่ามองข้าแบบนั้น ข้าก็ไม่รู้” เวิ่นอ้าวเสวี่ยกะพริบตาถี่ๆ พลางโบกไม้โบกมือเป็พัลวัน
“หลินเฟิง ข้าจะพาเ้าไปยังสถานที่ที่เ้าเลือก”
“แล้วเ้าล่ะ? เ้ายังไม่ได้บอกประเภทที่เ้าเลือกเลย?”
หลินเฟิงถามเวิ่นอ้าวเสวี่ย คนคนนี้ดูสง่างามและน่าหลงใหลเหมือนปีศาจ บนร่างของเขาเต็มไปด้วยกลิ่นอายของชนชั้นสูง แต่กลับไม่มีท่าทางยโสโอหังเหมือนลูกหลานคนชนชั้นสูงคนอื่นๆ
“ในความรู้สึกของเ้า คิดว่าข้าเป็คนประเภทไหน?”
“ประเภทที่สาม”
หลินเฟิงตอบกลับอย่างรวดเร็วโดยไม่ลังเล ทำให้เวิ่นอ้าวเสวี่ยชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มออกมาและไม่พูดอะไร
“ต้วนเฟิงแล้วเ้าล่ะ? เ้าอยากเป็คนประเภทไหน?”
หลินเฟิงหันหน้าไปถามต้วนเฟิง เขาย่อมไม่ลืมว่า เดิมทีที่มาที่นี่ก็เพื่อมาส่งต้วนเฟิงเข้าสำนักเทียนอี้ แต่ไปๆ มาๆ กลับกลายเป็ว่าเขาได้จับพลัดจับผลูเข้าร่วมสำนักเทียนอี้ไปด้วย
“ข้า?” ต้วนเฟิงกล่าวขณะยิ้ม “ข้าเลือกเหมือนพี่หลินเฟิง เป็คนประเภทแรก”
“ยอดเยี่ยม ถ้างั้นก็ไปด้วยกันเถอะ” หลินเฟิงยิ้มน้อยๆ
หลังจากนั้นไม่นาน พวกเขาก็มาถึงลานขนาดใหญ่ ซึ่งมีฝูงชนยืนอยู่ที่นั่นจำนวนไม่น้อย และด้านหน้าของฝูงชนเหล่านี้ก็มีเงาร่างหนึ่งกำลังนั่งอยู่ ซึ่งด้านหน้าของเงาร่างนั้นก็มีพิณกู่ฉินวางไว้
“ถ้าเ้าอยากจะเป็คนประเภทแรก ก็ต้องผ่านการทดสอบเสียก่อน และใครที่ผ่านการทดสอบในครั้งนี้ จะได้รับการยอมรับจากอาจารย์และถูกอบรมให้กลายเป็คนประเภทแรก”
เวิ่นอ้าวเสวี่ยอธิบายให้หลินเฟิงฟัง
ดวงตาของหลินเฟิงสั่นระริก แล้วกล่าวว่า “ในเมื่อประเภทแรกยังต้องผ่านการทดสอบพิเศษ แล้วอีกสองประเภทล่ะ? ต้องผ่านการทดสอบไหม?”
“ประเภทที่สองไม่จำเป็ต้องทำการทดสอบใดๆ แต่ประเภทที่สามต้องผ่านการทดสอบเสียก่อน และต้องผ่านการทดสอบให้ได้ถึง 3 รอบ”
เวิ่นอ้าวเสวี่ยหัวเราะออกมาทำให้หลินเฟิงประหลาดใจอยู่ชั่วครู่ ทั้งๆ ที่นักฆ่ามีคนสนใจน้อยที่สุด แต่กลับมีบททดสอบที่ยากที่สุด
ส่วนประเภทที่สอง กลับเป็ประเภทที่เข้าง่ายที่สุด
ในลานสี่เหลี่ยมจัตุรัสนอกจากจะมีศิษย์ใหม่แล้ว ยังมีศิษย์เก่ายืนอยู่ที่นั่นเป็จำนวนมาก เมื่อพวกเขาสังเกตเห็นเวิ่นอ้าวเสวี่ยส่งยิ้มให้และเดินเข้ามาหา ก็ทำสีหน้าเหมือนเห็นผีขึ้นมา ดวงตาของพวกเขาฉายแววตื่นตระหนก
และที่น่าแปลกใจไปกว่านั้นก็คือ ตอนที่เวิ่นอ้าวเสวี่ยเดินผ่าน พวกเขาก็จะหลีกทางให้ราวกับว่าพวกเขากำลังกลัวเวิ่นอ้าวเสวี่ย!
เมื่อเห็นฉากนี้ หลินเฟิงก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกแปลกใจขึ้นมา!
