คังอิงบอกว่าเป็คุกกี้ที่เธอทำเอง เมื่อวานเธอพบว่าที่บ้านของน้ารองมีเตาอบ เธอจึงลองทำคุกกี้ดู เผื่อระหว่างทางหิวจะได้กินรองท้อง
คังอิงไม่อยากให้เื่งานทำให้กระเพาะอาหารของเธอทำงานผิดปกติ เลยคิดหาวิธีนี้ขึ้นมา
สือเจียงหย่วนรู้สึกประหลาดใจมาก “คุณนี่เก่งจริงๆ แม้แต่คุกกี้ก็ทำเองได้ด้วย?”
ในสายตาของหนุ่มหล่ออย่างสือเจียงหย่วน การทำคุกกี้นั้นเป็งานที่ละเอียดอ่อน ต้องใช้ความอดทนมาก
“การทำขนมเป็งานอดิเรกของฉันค่ะ เื่ที่ชอบทำก็ไม่รู้สึกว่ามันยุ่งยากหรอก ลองชิมดูสิว่ารสชาติเป็ยังไงบ้าง เพียงแต่ว่าไม่มีเนย ที่นี่ดูเหมือนจะไม่มีขาย รสชาติอาจจะด้อยลงไปหน่อย” คังอิงกล่าวอย่างเสียดาย
เนยเป็ของต่างชาติ คงหาซื้อได้ยากในอำเภอหลี่ว์ สือเจียงหย่วนได้ยินแบบนั้นก็จดจำเื่นี้เอาไว้ เขาจะบอกให้จ้าวซื่อหงส่งเนยมาให้จากเมืองหลวง
พอมีเนยแล้ว ต่อไปก็จะได้กินคุกกี้ที่คังอิงทำ จะต้องอร่อยมากแน่นอน?
สือเจียงหย่วนคิดเช่นนี้ ระหว่างที่เท้าของเขาเหยียบคันเร่งอย่างมั่นคง รถวิ่งไปตามถนนเล็กๆ ในชนบท ท่ามกลางแสงแดดจ้า จู่ๆ สือเจียงหย่วนก็รู้สึกว่าการเดินทางครั้งนี้เหมือนกับการไปเที่ยวด้วยกัน ทำให้เขารู้สึกมีความสุขมาก
เขาหันไปพูดกับคังอิงว่า “ผมให้ลูกพี่ลูกน้องช่วยไปถามเื่รถจี๊ปแล้ว อาจจะต้องรออีกสักสิบกว่าวัน พอมีรถแล้ว คุณก็คงเดินทางสะดวกมากขึ้น”
พอพูดถึงเื่นี้ สือเจียงหย่วนก็พลันคิดขึ้นมาได้ว่าหากคังอิงมีรถ เธอคงไม่ต้องให้เขามาเป็คนขับรถอีกต่อไป ถ้ามีธุระอะไรอีก เธอก็คงขับรถไปเอง...
สือเจียงหย่วนพลันรู้สึกว่าการซื้อรถให้คังอิงทันทีในตอนนี้เป็ความคิดที่ไม่ดีนัก เขาจึงกล่าวเสริมว่า “ถึงจะบอกว่าสิบกว่าวัน แต่ก็ยังไม่แน่นอน การขออนุญาตต่างๆ ยังค่อนข้างยุ่งยาก อ้อ ใช่แล้ว คุณมีใบขับขี่หรือยัง? ให้ผมช่วยหาให้ไหม?”
คังอิงไม่ได้สนใจเื่เวลาในการรับรถ แค่เธอได้ยินเื่ใบขับขี่ ดวงตาของเธอก็พลันเป็ประกายขึ้นมา “ฉันไม่มีใบขับขี่ คุณหาใบขับขี่มาให้ฉันได้จริงๆ เหรอ?”
“แน่นอนสิ ในเมื่อคุณขับรถเป็แล้ว ไปเรียนก็เสียเวลาเปล่า เดี๋ยวผมให้คนจัดการเื่นี้ให้เอง” สือเจียงหย่วนกล่าวอย่างมั่นใจ
คังอิงรู้สึกประหลาดใจอยู่ในใจ เธอนึกไม่ถึงเลยว่าในยุค 90 จะมีเื่เหลือเชื่อเช่นนี้ การที่ไม่ต้องไปสอบ แต่กลับได้ใบขับขี่มาถือว่าเป็เื่ที่น่าทึ่งมาก
“ตกลง งั้นฉันจะรอใบขับขี่จากคุณแล้วกัน”
ในชาติที่แล้ว คังอิงมีใบขับขี่ เดิมทีเธอคิดจะไปสอบใบขับขี่ แต่คิดไม่ถึงว่าสือเจียงหย่วนจะช่วยจัดการเื่นี้ให้เธอเรียบร้อย จะปฏิเสธได้อย่างไรล่ะ
คนทั้งสองขับรถมาถึงตำบลอวี้เถียน ที่ตั้งของหมู่บ้านกวนซาน หลังจากสอบถามทางไปหมู่บ้านกวนซานในตำบลนั้นแล้ว ก็ขับรถต่อไป
ตอนนี้ไม่มีระบบนำทาง ดังนั้นถนนหนทางอยู่ที่ปาก หากไปไม่ถูกก็ต้องถามคนอื่น
สือเจียงหย่วนมาที่หมู่บ้านกวนซานเป็ครั้งแรก เขาคิดไม่ถึงว่าถนนหนทางจะลำบากขนาดนี้
โชคดีที่เป็รถจี๊ประบบขับเคลื่อนสี่ล้อวิ่งได้อย่างมั่นคง ไม่อย่างนั้นแล้วถนนที่ใช้สำหรับรถไถแบบนี้ ต้องขึ้นเนินชันเกือบเก้าสิบองศาตลอดทาง รถยนต์ทั่วไปคงขึ้นลำบากมาก
สือเจียงหย่วนขับรถเก่งมาก คังอิงจึงไม่ต้องกังวล ไม่อย่างนั้นหากเปลี่ยนเป็คนอื่น คงต้องกำเบาะรถแน่น ไม่กล้าปล่อยมือแน่ๆ
สือเจียงหย่วนขับรถขึ้นไปถึงยอดเนิน เขาบอกกับคังอิงว่า “ข้างล่างก็คือหมู่บ้านกวนซานแล้ว”
หลังจากที่รถขึ้นมาถึงยอดเนิน ก็พบว่าทัศนียภาพโดยรอบนั้นกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา คังอิงมองลงไปด้านล่าง เห็นหมู่บ้านเล็กๆ หลังคาบ้านเป็กระเบื้องสีดำ กำแพงบ้านสีขาว ตั้งอยู่ท่ามกลางขุนเขาเขียวขจี ดูแล้วสวยงามจับใจ
โดยรอบเป็ไร่ชาเขียวชอุ่ม ตอนนี้เพิ่งเก็บเกี่ยวชาฤดูร้อนไป ชาวไร่ชาได้ตัดแต่งกิ่งต้นชาเรียบร้อยแล้ว ต้นชาจึงดูเป็ระเบียบเรียบร้อย ราวกับกองทหารที่กำลังตั้งแถว
“ที่นี่มีต้นชาเยอะแยะเลยนะคะ!” คังอิงกล่าวอย่างตื่นเต้น
“หมู่บ้านกวนซานเป็หมู่บ้านที่ปลูกชามากที่สุดในอำเภอหลี่ว์ ชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่ว เพียงแต่หลายปีมานี้ตลาดใบชาไม่ค่อยดีนัก ตอนนี้กำลังนิยมปลูกผลไม้ ดังนั้นจึงมีคนบางส่วนโค่นต้นชาทิ้งแล้วปลูกผลไม้แทน” สือเจียงหย่วนอธิบาย
“การปลูกผลไม้ก็ไม่ใช่เื่ดีเสมอไป ถึงเวลานั้น ก็ต้องกังวลเื่ช่องทางการจัดจำหน่ายผลไม้ การลงทุนด้านการเกษตรนั้นใช้ทุนมาก ได้ผลตอบแทนช้า ในเมื่อมีต้นชาอยู่แล้ว กลับโค่นมันทิ้งเพื่อปลูกผลไม้ ไม่ต่างจากการฆ่าไก่เอาไข่เลย” คังอิงพูดอย่างรอบรู้
สือเจียงหย่วนพยักหน้าเห็นด้วย “ผมก็คิดแบบนี้เหมือนกัน ใบชาในเมืองหลวงราคาแพงมาก ใบชาขายชั่งละห้าหกสิบหยวนจนเป็เื่ปกติ
แต่ผมไม่เคยคิดจะเอาใบชาที่นี่ไปขายที่เมืองหลวง เพราะต้องเสียทั้งค่าขนส่ง ค่าธรรมเนียมต่างๆ สุดท้ายกำไรก็คงไม่ได้มากนัก”
“แต่ว่ามันสามารถช่วยให้ชาวบ้านที่นี่มีรายได้มากขึ้นนะคะ!” คังอิงกล่าว
สือเจียงหย่วนมองเธอผ่านกระจกมองหลังด้วยความรู้สึกนับถือชื่นชม “คุณนี่คิดการใหญ่จริงๆ!”
“การที่ทำให้ชาวไร่ชามีรายได้ ธุรกิจชาถึงจะสามารถพัฒนาได้อย่างยั่งยืน ที่สำคัญที่สุดคือ ฉันอยากดื่มชาดีๆ มากขึ้นค่ะ” คังอิงกล่าวด้วยรอยยิ้ม
รถวิ่งลงมาตามทางลูกรัง ฝุ่นตลบอบอวลไปทั่ว จนกระทั่งมาถึงทางเข้าหมู่บ้านกวนซาน
ทางเข้าหมู่บ้านมีต้นการบูรขนาดใหญ่ปลูกเรียงราย สือเจียงหย่วนแนะนำว่าต้นไม้ใหญ่แบบนี้ ดูแล้วน่าจะเป็ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้สำหรับเป็ฮวงจุ้ยของหมู่บ้าน ไม่มีทางโค่นมันทิ้งได้ ดูจากขนาดลำต้นที่ใหญ่โตเช่นนี้ คิดว่าน่าจะมีอายุนับร้อยๆ ปี
รถจี๊ปคงเป็ยานพาหนะที่หาชมได้ยากแถวนี้ ทันทีที่เห็นรถวิ่งเข้ามา เด็กๆ หลายคนที่กำลังเล่นสนุกอยู่ใต้ต้นไทรใหญ่ปากทางเข้าหมู่บ้านก็รีบวิ่งตามรถมาด้วยความสนใจ
เสียงกระหึ่มของรถจี๊ป เสียงร้องะโอย่างตื่นเต้นของเด็กๆ ทำให้หมู่บ้านที่เงียบสงบพลันคึกคักขึ้นมาทันที
สุนัขในหมู่บ้านก็เริ่มส่งเสียงเห่า สุนัขสีน้ำตาลหลายตัววิ่งตามรถจี๊ปอย่างเอาเป็เอาตาย ทำให้สือเจียงหย่วนกับคังอิงกลายเป็จุดสนใจของคนในหมู่บ้าน
ขณะที่รถวิ่งผ่านบ้านหลังหนึ่ง คังอิงเห็นชายคนหนึ่งกำลังนั่งผ่าไม้ไผ่อยู่หน้าบ้าน เธอจึงบอกให้สือเจียงหย่วนจอดรถ แล้วเอ่ยถามว่า “พี่ชายคะ รู้ไหมว่าบ้านของเซี่ยต้าจื้ออยู่ที่ไหน?”
ชายคนนั้นเงยหน้าขึ้นมอง แล้วตอบว่า “เซี่ยต้าจื้อหรือ? เขาเป็ผู้ใหญ่บ้าน เดินตรงไปแล้วเลี้ยวขวา มีต้นไทรต้นหนึ่ง บ้านเขาอยู่ข้างๆ ต้นไทรนั่นแหละ”
คังอิงนึกไม่ถึงว่าเซี่ยต้าจื้อจะเป็ผู้ใหญ่บ้าน แบบนี้ก็คงไม่แปลกที่เขาจะพูดจาด้วยท่าทางที่ดูต่างจากชาวบ้านทั่วไป
สือเจียงหย่วนขับรถไปตามที่ชายคนนั้นบอก จนกระทั่งมาถึงหน้าบ้านของเซี่ยต้าจื้อ
บ้านของเซี่ยต้าจื้อเป็บ้านสี่เหลี่ยมแบบสองชั้น มีหมาดำตัวใหญ่นอนเฝ้าอยู่หน้าประตู ตอนที่รถของคังอิงกับสือเจียงหย่วนจอดลง หมาดำตัวนั้นเห็นรถคันใหญ่ก็ใ มันถอยหลังไปก้าวหนึ่ง จากนั้นก็หันหลังกลับมาเห่าใส่คังอิงกับสือเจียงหย่วนด้วยท่าทางดุร้าย ราวกับมันจะกินคนทั้งเป็
คังอิงกลัวหมาที่ดุร้ายตัวนี้เล็กน้อย เธอจึงถอยหลังไปก้าวหนึ่ง เมื่อเห็นคังอิงถอยหลัง หมาดำตัวนั้นก็ยิ่งได้ใจ มันก้าวไปข้างหน้าอีกสองสามก้าวแล้วเห่าใส่คังอิงต่อ
สือเจียงหย่วนหัวเราะ เขาดึงคังอิงไปหลบอยู่ด้านหลังพลางกล่าวว่า “ไม่ต้องกลัวหรอก หมาในหมู่บ้านไม่ค่อยได้เจอคนแปลกหน้า พอมันเจอคนแปลกหน้า มันก็เห่า ไม่เหมือนหมาในเมืองหรอก ต่อให้เดินเข้าไปใกล้ๆ พวกมันก็ไม่สนใจ”
พอได้ยินเสียงเห่าสุนัขกับเสียงรถ ก็มีคนเดินออกมาจากบ้าน เขาคือเซี่ยต้าจื้อนั่นเอง
