พ้นระเบียงไม้เป็ทางยาว เดินผ่านประตูโค้งหนึ่งบานฮูหยินจางพาอวี๋เจียวกับพวกไม่กี่คนมายังนอกห้องด้านข้างในเรือนด้านหลัง
ครั้นหญิงรับใช้ที่เฝ้าอยู่ข้างนอกเห็นฮูหยินจางมาถึงจึงเอ่ยเข้าไปข้างในห้องว่า“คุณหนู ฮูหยินมาแล้วเ้าค่ะ”
ภายในห้องกลับไม่มีเสียงใดตอบกลับ
สตรีแซ่จางทำได้เพียงเดินเข้าไปข้างหน้า นางเคาะประตูห้องเอ่ยเกลี้ยกล่อมด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “เยว่เอ๋อร์ แม่เชิญท่านหมอหญิงมาแล้วเ้าเปิดประตูห้องให้นางเข้าไปตรวจเ้าสักหน่อยเถิด”
ภายในห้องมีเสียงขุ่นเคืองเพราะความอับอายของสตรีดังลอดออกมา“ท่านแม่ ท่านบอกให้นางออกไป! ข้าไม่ให้ผู้ใดตรวจ!”
ฮูหยินสกุลจางถอนหายใจอีกครั้งหลังจากได้ฟังพยายามเกลี้ยกล่อมว่า “เยว่เอ๋อร์ เ้ารีบเปิดประตูเร็วเข้า นางคือหมอหญิงอายุยังน้อยกว่าเ้าเสียด้วยซ้ำ เ้าไม่จำเป็ต้องเขินอายแม้แต่น้อย”
ครั้นเห็นว่าภายในห้องยังคงไร้ซึ่งความเคลื่อนไหวน้ำเสียงของฮูหยินสกุลจางเปลี่ยนไปทันใด“หลังฤดูใบไม้ผลิเ้าก็ต้องแต่งงานกับเฉินอวี๋แล้วอาการป่วยบนกายจะยังล่าช้าต่อไปได้อย่างไร? เยว่เอ๋อร์ หากเ้ายังไม่เชื่อฟังอีกแม่จะสั่งให้คนพังประตูเข้าไป!”
ครั้นคุณหนูสกุลจางได้ยินชื่อของเฉินอวี๋นึกไม่ถึงว่าภายในห้องจะมีเสียงร้องสะอื้นแ่เบา
ฮูหยินสกุลจางมีสีหน้าร้อนใจเมื่อได้ยินเสียงร้องไห้ของบุตรสาวตนนางออกแรงทุบประตูไม่กี่ครั้ง “เยว่เอ๋อร์ เชื่อฟังแม่ รีบเปิดประตูเร็วเข้ามีแม่อยู่ อาการป่วยของเ้าจะต้องหายดีแน่นอน”
หลังผ่านไปครู่หนึ่ง เสียงสะอื้นไห้ภายในห้องค่อยๆ แ่ลงประตูส่งเสียง ‘เอี๊ยดอ๊าด’ ก่อนจะถูกผลักจากข้างในออกสู่ภายนอกคุณหนูสกุลจางดวงตาบวมแดง ใบหน้าเหนื่อยอ่อน เรือนร่างอรชรยืนอยู่ภายในห้อง
ฮูหยินแซ่จางเห็นแล้วปวดใจอย่างยิ่ง นางก้าวเท้าเข้าไปในห้องโอบกอดบุตรสาวเอาไว้แล้วปลอบโยนดั่งแก้วตาดวงใจ
รอกระทั่งคุณหนูสกุลจางนั่งลงบนเตียงด้วยจิตใจสงบฮูหยินสกุลจางถึงบอกให้อวี๋เจียวเข้ามาในห้องเพียงลำพังจากนั้นสั่งให้ข้ารับใช้ปิดประตูและเฝ้าอยู่ด้านนอก
อวี๋ฝูหลิงถูกกันไว้ด้านนอกนางทำได้เพียงรออยู่ข้างนอกกับหญิงรับใช้เท่านั้น
“แม่นางเมิ่ง ตรวจอาการให้เยว่เอ๋อร์ได้แล้ว” ภายในห้องฮูหยินสกุลจางเอ่ยกับอวี๋เจียว
อวี๋เจียวเดินมาตรงด้านหน้าเตียงเอาหมอนรองจับชีพจรออกมาวางลงข้างเตียง เอ่ยเข้าไปในม่านด้วยน้ำเสียงมั่นคงและอ่อนโยน“ข้าจะจับชีพจรให้คุณหนูจาง”
เยว่เอ๋อร์ที่นอนอยู่บนเตียงมองอวี๋เจียวผ่านม่านพบว่านางอายุยังน้อยนักจริงๆ ไม่ใช่สตรีมีอายุที่ออกเรือนแล้วความอับอายภายในใจกลับลดลงอยู่บ้างจึงค่อยๆ ยื่นมือออกไปนอกม่าน
อวี๋เจียววางนิ้วมือลงบนข้อมือของจางซิ่วเยว่หลังจับชีพจรเสร็จแล้ว นางเก็บหมอนรองจับชีพจรเข้าไปเก็บในล่วมยาเอ่ยกับจางซิ่วเยว่ที่นอนอยู่บนเตียง “รบกวนคุณหนูจางไปห้องน้ำ ข้าจำเป็ต้องตรวจดูจุดที่มีอาการ”
จางซิ่วเยว่เบิกตาโพล่งด้วยความใหลังได้ฟังตามด้วยความเขินอายปรากฏทั่วใบหน้างามละเอียดอ่อนคว้าหมอนโยนไปทางอวี๋เจียวด้วยความอับอายจนกลายเป็โมโห เอ่ยว่า “ไสหัวไป! ท่านแม่ให้นางออกไป! หากลูกต้องทนอับอายเช่นนี้ ลูกขอยอมตายเสียดีกว่า!”
อวี๋เจียวหลบหมอนที่พุ่งเข้าโจมตีพบว่าฮูหยินสกุลจางมองตนด้วยสีหน้าลังเล อวี๋เจียวกระตุกยิ้มมุมปากหยิบหมอนบนพื้นขึ้นมาวางบนเก้าอี้ อธิบายว่า“ข้าไม่ได้มีเจตนาจะทำให้คุณหนูอับอายแม้แต่นิดชีพจรเชื่อมโยงกับเืลมในอวัยวะภายในการจับชีพจรทำได้เพียงตรวจเืลมหยินหยางภายในกายจำต้องตรวจดูจุดที่มีอาการถึงจะสามารถตรวจโรคอย่างแม่นยำ”
เมื่อเห็นว่าถึงแม้อวี๋เจียวจะอายุน้อย แต่วาจาไม่ธรรมดาฮูหยินจางเดินไปข้างเตียงเอ่ยโน้มน้าวจางซิ่วเยว่ที่อับอายจนขุ่นเคืองเสียงอ่อนว่า “เยว่เอ๋อร์แม่นางเมิ่งก็เป็สตรี แค่ดูก็ไม่เห็นจะเป็อะไรหลังฤดูใบไม้ร่วงเ้าจะต้องแต่งไปเป็ภรรยาผู้อื่นแล้ว มีหรือจะหน้าบางเพียงนี้? มานี่ แม่จะประคองเ้าไปห้องน้ำ”
จางซิ่วเยว่กลับปัดมือฮูหยินสกุลจางออกนางกัดปากพลางเอามือทั้งสองข้างปิดหน้าร้องไห้สะอึกสะอื้นอีกครั้งไม่ว่านางจะโน้มน้าวเช่นไรก็ไม่ยอมตกปากรับคำ
ฮูหยินสกุลจางไม่กล้าบีบบังคับ ทำได้เพียงเอ่ยกับอวี๋เจียวอย่างจนปัญญาว่า“แม่นางเมิ่ง เยว่เอ๋อร์ไม่ยอม เ้ายังมีวิธีอื่นตรวจโรคหรือไม่?”
