หลายวันต่อมา
การตรวจสอบโรคระบาดในเขตผิงเริ่มมีความคืบหน้ามากขึ้น ผู้ที่ใช้จดหมายลับติดต่อกับหลี่สวินก็ถูกเปี้ยนฉุนตามหาจนพบ
คนผู้นั้นเป็หนึ่งในขุนนางตุลาการระดับกลางของราชสำนัก มีนามว่าเฉาเสียน
ไม่ว่าใครต่างก็รู้ว่าเฉาเสียนผู้นี้เป็ทหารผู้ช่วยในกองบัญชาการ ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาขององค์ชายสอง แน่นอนว่าฮ่องเต้ฉงเต๋อก็ทรงรู้เช่นกัน แต่พระองค์มักจะปิดตาข้างหนึ่งเสมอ ทำเป็เพิกเฉยเพื่อไม่ให้เหล่าองค์ชายจัดการก่อตั้งกองทัพกันอย่างโจ่งแจ้ง
ทว่า หลังจากที่ตรวจสอบกระทั่งพบเบาะแสนี้ได้ไม่นาน คนผู้นั้นกลับถูกสังหารอยู่ในบ้านของตนเอง อีกทั้งยังทิ้งจดหมายลาตายเอาไว้หนึ่งฉบับอีกด้วย
ในจดหมายลาตายกล่าวไว้ว่า โรคระบาดในเขตผิงถูกนำเข้ามากับบางสิ่งบางอย่างที่เขาพกติดตัวมาด้วย ภายหลังกลับมาจากนอกเมือง เนื่องจากระหว่างทาง เขาผ่านเขตผิงแล้วไม่ทันได้ระวังตัว ทำให้ตนเองนำโรคระบาดนี้กลับมา จากนั้นไม่นาน พอได้ยินข่าวว่าเขตผิงเกิดโรคระบาด ในใจของเขานึกหวาดกลัวเป็อย่างมาก เพื่อไม่ให้เื่นี้กลายเป็เื่ใหญ่และถูกตรวจสอบ จนกระทั่งพบว่าตนเองเป็ผู้กระทำความผิด เขาจึงได้ลอบเขียนจดหมายลับในนามขององค์ชายสองอวี้ฉู่ซวน นำส่งไปถึงเ้าเมืองจั๋วโจวเพื่อทำการจัดการกับโรคระบาด ถึงกระนั้น โรคระบาดนี้กลับเริ่มลุกลามมากขึ้น เขาจึงได้อ้างนามขององค์ชายสองอวี้ฉู่ซวนอีกครั้งเพื่อออกคำสั่งให้เผาเมืองทิ้งเสีย
เฉาเสียนรู้ดีว่าบรรพบุรุษของหลี่สวินมีความเกี่ยวข้องกับต้นตระกูลของฮองเฮา รวมถึงตนเองยังเป็ทหารผู้ช่วยในกองบัญชาการ ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาขององค์ชายสอง
ฉะนั้น การยุยงให้หลี่สวินกระทำเช่นนั้น จึงแทบไม่ต้องใช้ความพยายามอะไรมากด้วยซ้ำ
นอกจากนี้ ในจดหมายลาตายที่เขียนด้วยลายมือของเฉาเสียนนี้ ก็มิได้แจ้งรายละเอียดว่าเขานำโรคระบาดนี้เข้ามาได้อย่างไร สุดท้าย คดีนี้จึงถูกปิดลงโดยที่ไม่ได้รับการไข้ข้อสงสัยใดๆ ทั้งสิ้น
หากจะกล่าวว่าคดีได้ปิดลงแล้ว นั่นก็คงเป็เพราะคดีนี้มีผู้กระทำผิดและมีรายละเอียดของกระบวนการขั้นตอนั้แ่ต้นจนจบ
แต่ว่า…หากจะกล่าวว่าคดีนี้ยังไม่ปิดลง นั่นอาจเป็เพราะยังมีประเด็นที่มีคำอธิบายไม่ชัดเจนและดูคลุมเครืออยู่ ตัวอย่างเช่น สรุปแล้วเื่นี้เกี่ยวข้องกับอวี้ฉู่ซวนหรือไม่ เพราะเฉาเสียนตายไปแล้ว ทำให้ไม่สามารถตรวจสอบในส่วนนี้ได้ อีกทั้งสิ่งที่หลี่สวินรู้ก็มีไม่มากนัก
แท้จริงแล้ว ผู้ที่ติดต่อกับเขาคือเฉาเสียนที่แอบอ้างชื่อของอวี้ฉู่ซวนจริงหรือไม่
อย่างไรก็ตาม เื่นี้กลับไม่ได้ถูกตรวจสอบต่อไป และยังมีอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้การตรวจสอบถูกยุติลง นั่นเพราะฮ่องเต้ฉงเต๋อทรงมีรับสั่งให้ยุติการตรวจสอบทั้งหมด ให้ทุกคนหันมาให้ความสำคัญกับการหาวิธีรักษาโรคระบาดเพียงเท่านั้น
เหตุผลของฮ่องเต้ฉงเต๋อคือเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้นเอาเสียเลย พระองค์เป็ถึงพระจักรพรรดิ เหตุใดจะไม่รู้ว่าเื่นี้มีความเกี่ยวข้องกันอย่างไร เท่ากับเป็ไปได้อย่างยิ่งว่าเฉาเสียนจะถูกดึงออกมาเป็แพะรับบาปแทนอวี้ฉู่ซวน
ถึงอย่างนั้น เมื่อรู้เช่นนี้แล้วจะทำอันใดได้ เพราะอย่างไรพระองค์ก็คงไม่ลากโอรสของตนเองให้ออกมารับผิดเป็แน่ จึงทำให้เื่ราวต้องจบลงเช่นนี้
ส่วนอวี้ฉู่ซวน เขาสันนิษฐานไว้ว่าฮ่องเต้ฉงเต๋อคงผิดหวังในตัวเขาอยู่มากโข
ก่อตั้งกองกำลัง วางแผนชั่วร้ายและใช้วิธีอันน่ารังเกียจ ความกังขาของพระบิดากับโอรสคู่นี้คงไม่ต่างกัน นั่นคือไม่รู้ว่าตนเองจะถูกกำจัดไปเมื่อไร
………
อีกด้านหนึ่ง ภายหลังเื่ราวที่เกิดขึ้นเริ่มคลี่คลาย หรงจิ่งจึงมายังตำหนักอ๋อง
“ท่านอ๋องมีความคิดอย่างไรกับเื่นี้พ่ะย่ะค่ะ?” หรงจิ่งเอ่ยถามพร้อมกับจิบชาจากถ้วยเคลือบดินเผาศิลาดล1 ช้าๆ
“ไม่เลว ไม่ต้องเสียแรง แต่สิ่งที่ยังปกปิดอยู่ คืออวี้ฉู่ซวนสมรู้ร่วมคิดในการก่อโรคระบาดนี้ขึ้นมาเพราะเหตุใด”
หากรวมกับเหตุการณ์ในชาติภพก่อน อวี้ฉู่จาวก็เกิดความสงสัยในตัวของอวี้ฉู่ซวนว่ากำลังคิดสร้างกองกำลัง ‘ทหารปลอม’ อยู่อย่างแน่นอน
ถึงอย่างไร นั่นกลับเป็เพียงข้อสันนิษฐานเท่านั้น สิ่งที่เขาพบเจอในสนามรบก็คือทหารปลอม และยังไม่อาจรู้ได้แน่ชัดว่ามีสิ่งนี้ปรากฏขึ้นในสนามรบอื่นอีกหรือไม่
ดังนั้น เื่ราวที่เกิดขึ้นในวันนี้ เขาจะต้องวิเคราะห์อย่างละเอียดรอบคอบ
“อืม” หรงจิ่งพยักหน้าเล็กน้อย “กระหม่อมคิดว่าข้อสงสัยนี้ มีคนผู้หนึ่งสามารถให้คำตอบได้พ่ะย่ะค่ะ”
หรงจิ่งหันไปสบตากับอวี้ฉู่จาวเพียงครู่หนึ่ง อวี้ฉู่จาวเข้าใจแล้วกล่าวออกมาทันที “อวี้ฉู่เฉิง”
“ไม่ผิด สิ่งที่องค์ชายสองปฏิบัติต่อองค์ชายสี่ ไม่ว่าใครต่างก็รู้ แต่ท่านอ๋องก็คงพอจะดูออกว่าองค์ชายสี่นั้นไม่ธรรมดาเช่นกัน แน่นอนว่าเื่ขององค์ชายสองไม่มีทางที่องค์ชายสี่จะไม่ทราบ สำหรับสถานะขององค์ชายสี่ แม้จะสร้างความน่าอึดอัดใจอยู่บ้าง อย่างไรเสียก็คงได้ยินเื่ราวมาไม่มากหรือน้อยเช่นกัน”
หรงจิ่งกล่าวต่อ “ตอนนี้องค์ชายสองกำลังจะสูญเสียอำนาจ องค์ชายห้าก็ไม่อาจรับประกันได้ว่าจะมีชีวิตรอดหรือไม่ ฉะนั้น นี่จึงเป็โอกาสขององค์ชายสี่”
หรงจิ่งจ้องมองอวี้ฉู่จาวด้วยสายตามีความหมาย แน่นอนว่าอวี้ฉู่จาวเข้าใจสิ่งที่เขาพูดเป็อย่างดี
พระราชโอรสของฮ่องเต้ที่อยู่ใน่วัยเติบโตเป็บุรุษกล้าแกร่ง ณ เวลานี้ก็มีเพียงสี่พระองค์นี้เท่านั้น
องค์ชายสองกำลังทำให้พระองค์ผิดหวัง องค์ชายห้าก็กำลังใกล้สิ้นชีวิต พระองค์ไม่มีทางปล่อยให้อวี้ฉู่จาวได้รับอำนาจอันยิ่งใหญ่แต่เพียงผู้เดียวเป็แน่ ด้วยเหตุนี้ พระองค์จะต้องดึงองค์ชายสี่อวี้ฉู่เฉิงออกมาขัดขวางอย่างแน่นอน
“ไม่ต้องรีบร้อน” อวี้ฉู่จาวยังคงมีท่าทีเรียบเฉยดังเดิม
“พ่ะย่ะค่ะ” หรงจิ่งยิ้มก่อนจะพยักหน้ารับ แล้วเอ่ยถามอีกครั้ง “ชิงเฟิงกับพระชายาศึกษาเื่ยารักษาโรคเป็อย่างไรบ้างแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“่นี้สองคนนั้นเอาแต่หมกตัวอยู่ในห้องตำราจนแทบไม่กินไม่นอน กลางคืนชิงเฟิงก็นอนในตำหนัก ราวๆ สองวันก่อนกระมังที่ชิงเฟิงพบวิธีหยุดยั้งโรคระบาด ตอนนี้เขาได้แจ้งใบเทียบยาออกไปแล้ว” อวี้ฉู่จาวกล่าว
“จริงหรือพ่ะย่ะค่ะ แต่ไม่ว่าอย่างไร โรคระบาดนี้ก็ต้องได้รับการรักษาให้หายขาด ถ้าเช่นนั้น เราไปดูกันเถิดพ่ะย่ะค่ะ”
“ได้”
จากนั้น ทั้งคู่ก็เข้าไปในห้องตำราของหลินหร่านที่อยู่ในส่วนหลังของตำหนัก
พระชายาของท่านอ๋องเป็บุรุษ อีกทั้งอวี้ฉู่จาวก็ไม่ได้มีพระสนม ทำให้ในส่วนหลังของตำหนักนี้มิได้มีข้อต้องห้ามใด เพราะอย่างนั้น หรงจิ่งกับซูชิงเฟิงจึงสามารถเข้าออกตรงส่วนนี้ได้อย่างอิสระ
อวี้ฉู่จาวกับหรงจิ่งเดินมาจนถึงห้องตำราก็พบกับหลินหร่านและซูชิงเฟิงที่กำลังก้มหน้าก้มตาค้นหาบางอย่างอยู่ โดยมีตำราในห้องวางกระจัดกระจายไปทั่ว
“มีความคืบหน้าหรือไม่” อวี้ฉู่จาวลองถาม
เมื่อได้ยินเสียงของอวี้ฉู่จาว หลินหร่านก็เงยหน้าขึ้นมาโดยพลัน
ใบหน้าเขายังคงมีร่องรอยของหมึกดำจากพู่กันเปื้อนอยู่สองรอย แววตาเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า ทว่ายังคงมีท่าทีสดใส
เมื่อมองดูอีกครั้งก็พบว่าในมือของหลินหร่านถือพู่กันอยู่ ส่วนมืออีกข้างกลับเปื้อนหมึกมากมาย
“ท่านอ๋อง ท่านต้าซือหม่า” หลังจากเอ่ยทักทายเรียบร้อย หลินหร่านก็ก้มหน้าลงไปอีกครั้ง ท่าทีเ่าั้ช่างน่าขันและน่าเอ็นดูมากทีเดียว
หรงจิ่งเห็นท่าทีเอาจริงเอาจังเช่นนั้นของพระชายาก็รู้สึกประหลาดใจอย่างยิ่ง
“ชิงเฟิง เ้าพบความคืบหน้าหรือ” หรงจิ่งทำเพียงก้าวไปหยุดยืนอยู่ข้างกายซูชิงเฟิงพร้อมเอ่ยถาม
ผ่านไปครู่หนึ่ง ซูชิงเฟิงถึงค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมาตอบ
“ใช่แล้ว ข้าพบสมุนไพรที่สำคัญกับตัวยานำพาอีกหนึ่งตัว พวกเราต้องหาให้พบให้ได้ว่าสมุนไพรเหล่านี้อยู่ที่ใด ซึ่งนั่นอาจทำให้เราสามารถรักษาโรคระบาดได้…”
ขณะที่ทั้งคู่กำลังสนทนากันอยู่ หลินหร่านก็หาตัวยาที่กำลังตามหากันอยู่พบ “อยู่นี่ขอรับท่านอาจารย์ ต้นเฟิร์นกนกสีฟ้า…” ฉับพลัน หลินหร่านกลับหยุดเอ่ยต่อ
ซูชิงเฟิงรีบถามด้วยความร้อนใจ “อยู่ที่ใด มันเติบโตที่ใด”
และแล้ว ทั้งสามคนต่างก็พากันจ้องมองหลินหร่าน หลินหร่านมองกลับมาที่พวกเขาก่อนเอ่ยตอบช้าๆ “อยู่ที่...เผ่าจือเม่ยขอรับ”
พวกเขาทั้งสามคนตกตะลึงไปทันที
ซูชิงเฟิงขมวดคิ้วแน่น ก่อนที่หรงจิ่งจะเอ่ยถาม “แล้วตัวยาสมุนไพรนี้มีความสำคัญมากหรือไม่”
ซูชิงเฟิงพยักหน้ารับ “สำคัญ แต่ก็ยังไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุด ต่อให้มีสมุนไพรตัวนี้ก็ยังรักษาโรคระบาดไม่ได้”
“เช่นนั้นสิ่งสำคัญที่สุดคือตัวยานำพาอย่างนั้นหรือ?”
ซูชิงเฟิงหันไปมองหรงจิ่งก่อนพยักหน้ารับ “เฟิร์นกนกสีฟ้า ข้าเคยได้ยินมาก่อน แต่ก็ไม่รู้แน่ชัดว่ามันอยู่ที่ใด ในที่สุดวันนี้ข้าก็ได้รู้เสียที ทว่าตัวยานำพาอย่าง ‘น้ำยาแห่งจิติญญา’ นั้น ข้าไม่ทราบอะไรเลย”
“น้ำยาแห่งจิติญญา” หรงจิ่งกล่าวโดยเน้นถึงสิ่งนี้อีกครั้ง
อวี้ฉู่จาวเดินเข้าไปหาหลินหร่านอย่างใจเย็นก่อนโอบอุ้มอีกคนขึ้น จากนั้น เขาหยิบผ้าเช็ดหน้าหนึ่งผืนมาเช็ดคราบหมึกดำออกจากใบหน้าของอีกคนแ่เบา
หลินหร่านอยู่นิ่งให้อวี้ฉู่จาวเช็ดใบหน้าให้ แต่หูก็คอยฟังที่ท่านอาจารย์ของตนเองกล่าวทุกถ้อยคำ
“เ้าช่วยบอกข้าเกี่ยวกับเื่โรคระบาดนี้ได้หรือไม่” หรงจิ่งกล่าวพร้อมกับเดินไปหาที่นั่ง
ซูชิงเฟิงจึงเริ่มเล่าทุกสิ่งที่ศึกษามาจากตำราจนหมดอย่างไม่คิดปกปิด
หลินหร่านกับอวี้ฉู่จาวเองก็หาที่นั่งเพื่อรับฟังเช่นกัน
---------------------------------------------------
1 ศิลาดล หมายถึง จัดเป็เครื่องสังคโลกหรือเครื่องปั้นดินเผาที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น มีสีเขียวหยกใส พื้นผิวแตกลายงา ทำจากดินสีดำที่ถูกปั้นให้ขึ้นรูป แล้วนำเข้าไปเผาด้วยความร้อนสูง ทำให้ผิวเคลือบรานแตกลายงาบนผิว มีสีเขียวสุกสว่างสดใส ดูแตกต่างจากเครื่องปั้นชนิดอื่น นี่จึงเป็เอกลักษณ์เฉพาะตัวของ เครื่องปั้นดินเผาศิลาดล
