ไป๋หยุนเฟยจ้องมองลูกไฟที่เต้นระริกอยู่บนมืออย่างตั้งใจพร้อมกับพึมพำว่า “คิดไม่ถึงว่าจะได้รับมาโดยบังเอิญเช่นนี้...”
ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ เป็การสร้างพันธะิญญาที่นับได้ว่าแปลกพิสดารอย่างยิ่ง ไป๋หยุนเฟยไม่ทราบว่าขั้นตอนปกติต้องเป็เช่นไร แต่ก็มั่นใจว่าตามปกติแล้วคงไม่เป็เช่นที่ตนเองประสบอย่างแน่นอน
เพียงเริ่มต้นมันก็ปฏิเสธอย่างเด็ดขาด แต่ในขณะที่ไป๋หยุนเฟยกำลังรั้งพลังคืนมานั้นกลับชักนำบางอย่างที่คาดไม่ถึงกลับมาด้วย --- บางส่วนของแก่นพลังธาตุอัสนี
ยิ่งไปกว่านั้นหลังจากที่รั้งพลังกลับมา บางส่วนจากแก่นพลังอัสนีก็ยังผสานรวมเข้ากับแก่นพลังธาตุไฟ แม้จะเพียงแค่น้อยนิดจนไม่อาจนับได้ แต่ก็ยังถือว่าทำให้ไป๋หยุนเฟยกลายเป็ผู้มีพื้นฐานพลังที่ไม่เหมือนผู้ใดในแผ่นดิน หากวันข้างหน้ามีโอกาสได้ฝึกปรือพลังธาตุอัสนี ก็จะช่วยให้สามารถฝึกได้ราบรื่นและรวดเร็วยิ่งขึ้น
แต่ทว่า ในยามนี้ไป๋หยุนเฟยยังไม่เข้าใจต่อเื่นี้กระจ่างนัก ที่ทำให้มันดีใจก็เพียงเพราะขณะที่รั้งพลังกลับคืนนั้นยังมีสิ่งที่ได้รับกลับมาด้วย --- พลังิญญา
ขณะนั้นวิหคสายฟ้าไร้ปฏิกิริยาใดๆที่จะต่อต้านหรือผลักดัน ทั้งหมดเป็ไปโดยสัญชาติญาณที่จะนำแก่นพลังและพลังิญญาของตนผสานเข้ากับไป๋หยุนเฟย แต่ทว่าหลังจากไป๋หยุนเฟยถอนตัวออก มันกลับไม่มีปฏิกิริยาอันใด ปล่อยให้ส่วนหนึ่งของพลังที่ผสานเข้ากับพลังิญญาของไป๋หยุนเฟยถูกชักนำออกไปด้วย และเมื่อพลังิญญาเ่าั้เข้าสู่ร่างไป๋หยุนเฟย แทนที่จะเป็เช่นผู้ฝึกปรือิญญาอื่นที่เมื่อมีพลังิญญาแปลกปลอมเข้าสู่ร่างก็จะถูกสลายไป แต่กลับถูกไป๋หยุนเฟยดูดซับเอาไว้และผสานรวมกลายเป็พลังของตนโดยราบรื่น
ดังนั้นระดับพลังของไป๋หยุนเฟยในยามนี้ก็คือ...
“ใกล้บรรลุถึงด่านภูติญญาระดับปลายแล้ว!” ไป๋หยุนเฟยสะบัดมือสลายลูกไฟ จากนั้นััถึงพลังิญญาที่ไหลเวียนในร่าง “คิดไม่ถึงว่า เพียงพริบตาเดียวก็สามารถเพิ่มพูนพลังิญญาได้มากมายถึงเพียงนี้ หากข้าปล่อยให้ดำเนินต่อไปอีกสักครู่...”
“แต่ก็ใช่จะเป็อย่างที่คิดเสมอไป หากปล่อยให้ดำเนินต่อไปอีกสักหลายลมหายใจ ไม่แน่ว่าข้าจะไม่อาจล้มเลิกการก่อพันธะิญญาได้ และยิ่งไปกว่านั้นหาก‘่ชิง’มากเกินไปก็อาจทำให้วิหคสายฟ้าาเ็ได้ --- ทางที่ดีอย่าได้ละโมบจนเกินไป... ที่ได้รับมานี้ก็เรียกได้ว่าเกินพอแล้ว” ไป๋หยุนเฟยส่ายหน้าหัวเราะเยาะพร้อมกับตำหนิตนเอง
“ภูติญญาระดับปลาย ข้ารู้สึกได้ว่ายังขาดอีกเพียงเล็กน้อยเท่านั้น หากคำนวณจากพลังิญญาแล้ว ไม่แน่ว่าจะขาดอีกเพียงยี่สิบแต้มเท่านั้น ยามนี้พลังิญญาสูงสุดข้ามีอยู่เท่าใด ขอบเขตพลังของด่านภูติญญาระดับปลายคือเท่าใด? อีกสักครู่สมควรทดสอบดูสักครา บางทีคืนนี้ข้าอาจบรรลุถึงด่านภูติญญาระดับปลายได้...”
“แต่ทว่าก่อนจะทำเช่นนั้น ยังมีเื่ที่จะต้องขบคิด...” ระหว่างที่ไป๋หยุนเฟยครุ่นคิดก็นำเครื่องประดับที่ช่วยเพิ่มจิติญญาออกมาจำนวนหนึ่ง นี่เป็สิ่งที่มันเก็บรวบรวมมาโดยตลอด ทั้งหมดล้วนเป็ระดับ +8 เนื่องเพราะเครื่องประดับที่ช่วยเพิ่มจิติญญานั้นพบได้ยากเย็น ไป๋หยุนเฟยจึงไม่กล้าจะเสี่ยงอัพเกรดพวกมันจนอาจต้องสลายไป
“เพิ่มจิติญญาก็คือเพิ่มพลังิญญา และผู้ฝึกปรือิญญาที่จะบรรลุถึงระดับใดก็พิจารณาจากพลังิญญาว่ามีเท่าใด หากยึดตามหลักการเช่นนี้ ประกอบกับระดับพลังของข้าในยามนี้ ถ้าหากข้าสวมเครื่องประดับที่ช่วยเพิ่มจิติญญาเข้าไปก็จะช่วยเพิ่มพลังิญญาได้อีกหลายสิบแต้ม พลังิญญาข้าสมควรจะก้าวข้าม‘ขอบเขต’ไปได้ แต่ว่า...” ไป๋หยุนเฟยสวมเครื่องประดับลงไป จากนั้นหลับตาลงเพื่อััพลัง
ผ่านไปชั่วครู่ใหญ่ ในที่สุดไป๋หยุนเฟยก็ลืมตาขึ้นอีกครั้ง ดวงมันทอแววครุ่นคิด “ช่างเป็ความรู้สึกที่แปลกพิสดารนัก พลังิญญาข้าเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน แต่ว่าระดับพลังกลับไม่อาจข้ามขอบเขตไปได้ หรือจะกล่าวได้ว่าอุปกรณ์ที่จะช่วยเพิ่มพลังนั้น ไม่สามารถนับรวมเป็พลังที่แท้จริงของข้าได้? ช่างซับซ้อนนัก...”
……
สำหรับเครื่องประดับที่ช่วยเพิ่มจิติญญานั้น เนื่องเพราะมีส่วนสัมพันธ์กับพลังิญญาของผู้ฝึกปรือิญญา ดังนั้นที่ผ่านมาไป๋หยุนเฟยจึงศึกษาโดยละเอียด ประเด็นสำคัญที่สุดก็คือ ยามสวมใส่จะช่วยเพิ่มพูน ยามถอดออกก็จะลดลง
ไป๋หยุนเฟยเคยมีสมมุติฐานว่า เมื่อพลังิญญาใกล้หมดสิ้นนั้น หากสวมเครื่องประดับที่ช่วยเพิ่มจิติญญาอีกหนึ่งร้อยแต้ม ก็จะสามารถเพิ่มพลังิญญาได้อีกหนึ่งร้อยแต้ม แล้วเมื่อใช้พลังิญญาหนึ่งร้อยแต้มนี้หมดไป ก็ถอดเครื่องประดับออกออก พลังิญญาก็จะไม่ลดลง จากนั้นสวมกลับเข้าไปอีกครั้งพลังิญญาก็จะเพิ่มขึ้นอีก --- เช่นนี้ไม่เท่ากับมันมีพลังิญญาให้ใช้ได้ไม่สิ้นสุดหรอกหรือ?
แน่นอนว่าบั๊กเช่นนี้ย่อมเป็ไปไม่ได้ ด้วยกฎเกณฑ์ของโลกแห่งนี้ ส่งผลให้กระบวนการอัพเกรดมีการเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อยเพื่อไม่ให้เป็การขัดต่อกฎเกณฑ์ของโลกนี้จนเกินไป หากว่าไป๋หยุนเฟยมีความทรงจำโดยสมบูรณ์ของผู้ที่ข้ามมิติก็คงจะสามารถเข้าใจหลักเกณฑ์นี้ได้ แต่ทว่ามันมีเพียงเศษเสี้ยวความทรงจำที่ถูกฝังลึกอยู่ภายในจิติญญา อีกทั้งความสามารถในยามนี้ของไป๋หยุนเฟยก็ยังไม่เพียงพอจะหยั่งไปถึงได้ ดังนั้นที่ทำได้ก็มีเพียงต้องทดลองและค้นพบไปทีละน้อยเท่านั้น
เมื่อผลลัพธ์เป็เช่นนี้ ไป๋หยุนเฟยก็ได้แต่เผยสีหน้าเศร้าหมองออกมา ผลลัพธ์ที่ได้ไม่เป็ไปตามที่วาดฝันเอาไว้ เช่นเดียวกับเมื่อครั้งที่มันทดลองเหลือพลังิญญาเพียงสิบแต้ม แล้วจึงสวมแหวนที่ช่วยเพิ่มพลังิญญาหนึ่งร้อยแต้ม จากนั้นก็ใช้พลังิญญาหนึ่งร้อยแต้มหมดจนเหลือสิบแต้มเท่าเดิม และเมื่อถอดแหวนออก พลังิญญาก็จะลดลงหนึ่งร้อยแต้ม --- พลังิญญามีเพียงสิบแต้ม ผู้ใดว่าลดลงกว่านี้ไม่ได้? ดังนั้นแล้วพลังิญญามันจึงติดลบ... ผลของการเสื่อมสูญพลังิญญาเกินตัวก็ทำให้มันสลบไปทันที
……
ไป๋หยุนเฟยหมกตัวอยู่ในห้องเพื่อเรียนรู้และทำความคุ้นเคยกับพลังิญญาส่วนที่ได้รับเพิ่มมา จากนั้นระหว่างรับประทานอาหารเย็นเมื่อพบกับจิ้งิเฟิงจึงทราบว่าเย่ถิงได้สร้างพันธะิญญากับวิหคสายฟ้าเรียบร้อยแล้ว ขณะเดียวกันก็ก้าวข้ามเข้าสู่ด่านบรรพิญญาแล้ว ยามนี้กำลังอยู่ในระหว่างปรับพลังให้มั่นคง ไป๋หยุนเฟยได้ทราบก็ตกตะลึง เพราะขณะที่ตนเองอยู่ในห้องกลับไม่ได้รับรู้ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ทราบเป็เพราะมันจดจ่อกับการฝึกปรือจนไม่รับรู้ต่อเหตุการณ์รอบข้าง หรือเป็เพราะเย่ถิงจงใจกดพลังไว้ไม่ให้ปะทุออกมา
จากนั้น เมื่อมีจิ้งิเฟิงคอย‘คุ้มกัน’ให้ คืนนี้ไป๋หยุนเฟยจึงอัพเกรดขนานใหญ่อย่างวางใจ
……
ครึ่งชั่วยามต่อมา...
อัพเกรดสำเร็จ
“ระดับไอเทม: ชั้นดี”
“ระดับการอัพเกรด: +10”
“คุณลักษณะเพิ่มเติม: จิติญญา +63”
“ผลกระทบเพิ่มเติมระดับ +10 : สามารถสะสมแต้มิญญาเพื่อใช้ในภายหลังไว้ได้ 300 แต้ม โดยไม่นับว่าเป็แต้มิญญาของผู้สวมใส่”
“สิ่งจำเป็ในการอัพเกรด: แต้มิญญา 30 แต้ม”
ไป๋หยุนเฟยตาเป็ประกายขณะจ้องมองแหวนช่องมิติในมือ ใบหน้ามันฉายแววปลามปลื้มยินดี “สามารถสะสมพลังิญญาไว้ใช้ได้? ผลกระทบเพิ่มเติมที่ไม่เลวทีเดียว! ฮ่า ฮ่า วิเศษ วิเศษมาก วันนี้โชคของข้านับว่าไม่เลวเลย ถึงกับได้รับโชคลาภไม่คาดฝันอีกครั้งแล้ว”
แหวนช่องมิติวงนี้เป็หนึ่งในแหวนหลายวงที่แย่งชิงมาจากสำนักเ้าอสูรในคราก่อน ก่อนหน้านี้ไป๋หยุนเฟยทำแหวนเ่าั้สลายไปแล้วสี่วง คิดไม่ถึงว่าวงนี้จะได้คุณสมบัติเพิ่มจิติญญา ทั้งยังสามารถอัพเกรดจนถึง +10 มิหนำซ้ำผลกระทบเพิ่มเติมยังยอดเยี่ยมอีกด้วย ถือได้ว่าเป็โชคลาภที่ไม่เลวทีเดียว
“แต้มิญญาสามร้อยแต้ม เพียงพอให้ข้าใช้มีดปีกเพลิงได้ครั้งหนึ่งแล้ว หากใช้ให้ถูกจังหวะถือเป็ไพ่ตายได้เลยทีเดียว!” ไป๋หยุนเฟยพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ ก่อนจะสวมแหวนวงนี้ลงไป
ขณะมองดูแหวนบนนิ้วทั้งสองวง ไป๋หยุนเฟยก็ฝืนยิ้มพลางสั่นศีรษะ เช่นนี้ข้าไม่ดูคล้ายกับพวกเศรษฐีใหม่อวดรวยหรอกหรือ แต่ก็ช่างปะไร ขอเพียงช่วยเพิ่มพูนพลังความสามารถได้ เื่อื่นข้าไม่นำพา
นิ้วมือข้างขวาสวมแหวนช่องมิติซึ่งช่วยเพิ่มการฟื้นฟูพลังิญญา ส่วนอีกนิ้วสวมแหวน +10 ซึ่งช่วยเพิ่มความเร็ว(ความว่องไว) ในยามนี้มันใช้พลังในการเพิ่มความเร็ว เมื่อใดที่้าใช้พลังในการเพิ่มจิติญญาก็จะถอดแหวนเพิ่มความเร็วออก แหวนเพิ่มจิติญญาก็จะแสดงผลทันที บนมือซ้ายก็เช่นเดียวกัน --- ยามปกติใส่แหวนเพิ่มความเร็วเอาไว้จะเหมาะสมที่สุด เพราะช่วยให้มีปฏิกิริยาตอบโต้เหตุไม่คาดฝันได้อย่างรวดเร็ว
เมื่ออัพเกรดผ่านไประยะหนึ่ง ไป๋หยุนเฟยก็รู้สึกวิงเวียนหน้ามืด มันส่ายหน้าพร้อมกับหยิบอุปกรณ์ระดับ +9 ขึ้นมาอีกชิ้น ไป๋หยุนเฟยลูบหน้าผากพึมพำว่า “พลังิญญาข้าในยามนี้มีอยู่ราวสามพันเก้าร้อยเจ็ดสิบห้าแต้ม... ถ้าเช่นนั้นก็หมายความว่าด่านภูติญญาขั้นปลายสมควรต้องมีพลังิญญาสี่พันแต้มกระมัง?”
“ครั้งสุดท้ายแล้ว... อัพเกรด!”
