กลางดึกของคืนวันเดียวกันนั้น จ้าวจางิ่ได้เลือกซื้อข้าวสารอาหารแห้ง ยาชนิดต่าง ๆ สำหรับสามคน ที่สำคัญนางไม่ลืมซื้อรถม้าเพิ่ม ซึ่งมันเป็รถม้าที่คันใหญ่กว่าเดิม โดยใช้ม้าตัวใหญ่แข็งแรงถึงสามตัว เนื่องจากรถม้าคันนี้เสิ่นหนิงเทียนกับคนสนิท สามารถนอนพักระหว่างเดินทางได้สบาย จ้าวจางิ่ยังไม่ลืมซื้อกระโจมที่กางง่าย มอบให้เหล่ยหงเพิ่มเพราะไม่อยากให้ใครต้องนอนตากยุงนั่นเอง
ต้นยามเหม่าคนที่รับหน้าที่คุ้มกันเสิ่นหนิงเทียน ก็มาพบจ้าวจางิ่ที่เรือนเพื่อรับสิ่งของที่จำเป็ ก็รู้สึกแปลกตามากแล้ว แต่พอได้เห็นรถม้าคันใหม่ยิ่งทำให้ตาโตเป็ไข่ห่าน พวกเขาต่างหยิกแขนตบหน้าตนเอง เพราะคิดว่ากำลังอยู่ในความฝัน
เสียอี้ลูบแขนตนเองไปมาและถามอย่างไม่เชื่อ กับสิ่งที่เห็นตรงหน้ากับเหล่ยหง “พะ พะ พี่เหล่ยหงนี่มันใช่รถม้าจริง ๆ รึ ข้าไม่เคยเห็นรถม้าเช่นนี้มาก่อน”
“คุณหนูเป็คนซื้อมาก็ต้องใช่รถม้าแล้วล่ะ อึก แต่ข้าไม่อยากนึกถึงราคาของมันเลยนะเสียอี้”
“ใช่เ้าคนเดียวที่ไหนเสียอี้ พวกข้าก็ไม่เคยเห็นมาก่อนเช่นกัน แต่ข้าคิดว่ามันงดงามกว่ารถม้าของเชื้อพระวงศ์เสียอีกนะ พวกเ้าคิดเช่นเดียวกับข้าหรือไม่” หยางไห่ที่ตะลึงเช่นทุกคนพูดขึ้นมาบ้าง
“ไม่ใช่แค่ด้านนอกที่งดงามนะ ด้านในรถม้ายังมีฟูกพับไว้สำหรับนอนพักด้วย คุณหนูของพวกเราช่างเลือกซื้อสิ่งของได้งดงามยิ่งนัก ถ้ามันไปถึงเมืองหลวงพวกคหบดีที่ร่ำรวย มาเห็นเข้าจะไม่อยากได้ขึ้นมาบ้างหรอกรึ” ซีหยุนแอบดูด้านในที่โอ่โถงกว้างขวาง พูดถึงความเป็ไปได้เกี่ยวกับรถม้าคันนี้
“อย่าเพิ่งพูดเื่ที่ยังมาไม่ถึงเลย ช่วยกันเก็บเสบียงพวกนี้ก่อนเถิด อีกประเดี๋ยวคุณชายเสิ่นก็คงออกมาแล้วล่ะ จะได้ออกเดินทางก่อนดวงอาทิตย์ขึ้น” เหล่ยหงหยุดการสนทนากับทุกคนไว้แค่นั้น เพราะใกล้ถึงเวลาออกเดินทางเต็มที
เนื่องจากเสบียงที่จำเป็ของจ้าวจางิ่ มีหลายอย่างพวกเขาจำต้องจัดให้เป็ระเบียบที่สุด ยังดีที่ด้านหลังรถม้ามีพื้นที่สำหรับวางเสบียง ระหว่างที่พวกเหล่ยหงทำงานใกล้เสร็จ จ้าวจางิ่ก็เดินออกมาพร้อมกับเสิ่นหนิงเทียน ซึ่งพร้อมออกเดินทางกลับเมืองหลวง
แต่พอเห็นพาหนะที่จะไปส่งพวกตนแล้ว ก็บังเกิดความอึ้งตะลึงไม่ต่างจากพวกเหล่ยหงเท่าใดนัก และเป็เฉียนฟานที่สะกิดเ้านายของตน “คะ คะ คุณชายขอรับนี่คือรถม้าของคุณหนูจ้าวหรือขอรับ บ่าวคิดว่ามันเป็ห้องนอนขนาดย่อส่วนมากกว่านะขอรับ”
“อะฮึ่ม คงเป็รถม้าที่ต่อเติมให้กว้างมากขึ้น เพราะต้องใช้เป็ที่พักระหว่างทางด้วยกระมัง ที่ข้าพูดไปถูกต้องหรือไม่คุณหนูจ้าว”
“หืม อ้อ ถูกต้องเ้าค่ะ กว่าจะถึงเมืองหลวงใช้เวลาเดินทางนับเดือน จะนอนกลางดินกินกลางทรายได้อย่างไร หากโดนสัตว์มีพิษกัดจะยิ่งไปกันใหญ่นะเ้าคะ นี่เป็รถม้าที่ข้าคิดแบบต่อเติมให้ใหญ่ขึ้น สำหรับบุรุษอย่างพวกท่านได้นอนสบายไม่เบียดกันเ้าค่ะ” จ้าวจางิ่สมอ้างว่าเป็ความคิดของตน เพราะนางบอกความ้ากับระบบไปว่า ้ารถม้าที่คล้ายรถบ้านแต่มีขนาดเล็กลง
“ถึงจะเป็คำพูดเดิม ๆ แต่จะไม่พูดก็คงไม่ได้อีกเช่นกัน ขอบคุณกับการช่วยเหลือข้าและคนสนิทในครั้งนี้ หวังว่าสักวันหนึ่งพวกเราจะได้พบกันอีกครั้งนะ คุณหนูจ้าว” เสิ่นหนิงเทียนไม่พูดเปล่า เขาจ้องมองไปที่ดวงตาดอกท้อคู่นั้น ประหนึ่งว่า้าจดจำดวงตาคู่นี้เอาไว้
“เ้าค่ะ วันใดที่ได้พบหวังว่าคุณชายเสิ่นจะจำข้าได้นะเ้าคะ รีบออกเดินทางเถิดระยะทางยังอีกยาวไกลเ้าค่ะ ขอให้พวกท่านเดินทางปลอดภัย”
“ลาก่อนคุณหนูจ้าว”
เมื่อเสิ่นหนิงเทียนกับคนสนิทขึ้นไปนั่งบนรถม้า พวกเหล่ยหงจึงทำความเคารพจ้าวจางิ่ ก่อนจะทำหน้าที่บังคับรถม้าและขี่ม้าตามอีกคน รถม้าที่งดงามเคลื่อนตัวออกเดินทาง โดยมีเ้าของรถม้ายืนส่งจนสุดสายตา จากนั้นค่อยกลับเข้าจวนเพื่อพักผ่อนเอาแรง ตามที่สาวใช้ทั้งสองได้ขอร้องเอาไว้
การค้าขายของจ้าวจางิ่ที่เมืองเหอเฟย ยังคงดำเนินต่อไปเช่นทุกวันหลังจากคนในภารกิจ ถูกส่งขึ้นรถม้าออกเดินทางกลับไปหาครอบครัว ซึ่งต้องใช้เวลาเกือบสามเดือนกว่าไปถึงเมืองหลวง และนางหวังว่าพวกเขาทุกคนจะปลอดภัย
ณ จวนตระกูลเสิ่นในเมืองจินชางเมืองหลวงของแคว้นเฉิน สมาชิกในครอบครัวที่มีสีหน้ากลัดกลุ้ม และเคร่งเครียดกำลังนั่งรับมื้อเช้าร่วมกัน เนื่องจากข่าวคราวของเสิ่นหนิงเทียน หลังจากเข้าไปอยู่ในกองทัพของแม่ทัพไป๋ขาดหายไป และไม่มีผู้ใดรู้ว่าเสิ่นหนิงเทียนกับคนสนิท หายไปที่ใดและหายไปได้อย่างไร แต่ความเคร่งเครียดเหล่านี้กำลังจะหายไป
เมื่อหยางฟางคนสนิทของเสิ่นอันโหว เดินเข้ามาพร้อมจดหมายฉบับหนึ่ง ที่ระบุผู้รับเป็ชื่อของตนแต่พอเห็นตัวอักษร กลับกลายเป็จดหมายถึงเ้านายของตนทันที
“นายท่าน ๆ ขอรับ”
ผู้เฒ่าเสิ่นที่นั่งอยู่หัวโต๊ะได้ยินเสียงของหยางฟาง ก็ให้สงสัยยิ่งนักว่าเหตุใดถึงมีน้ำเสียงตื่นตระหนกเช่นนั้น “อาเจินเกิดอันใดขึ้นกับคนของเ้าหรือนั่น ถึงได้เดินไปด้วยเรียกหาเ้าไปด้วย ทำเหมือนมีเื่ร้ายแรงเกิดขึ้นอย่างนั้น”
“ข้าเองก็ไม่ทราบเช่นกันขอรับท่านพ่อ”
หยางฟางเดินมาหยุดอยู่หน้าห้องทานอาหาร ก็รายงานเื่จดหมายในมือทันที “นายท่านขอรับมีข่าวดีเื่ของคุณชายแล้วขอรับ”
พรึ่บ!!
“เ้าว่าอันใดนะหยางฟาง!! มีข่าวของเทียนเอ๋อร์แล้วเช่นนั้นรึ? แล้วข่าวนี้มาจากผู้ใดเ้ารีบพูดมาเร็วเข้า” เสิ่นอันโหวลุกขึ้นยืนเมื่อได้ยินว่ามีข่าวของบุตรชาย
“เรียนนายท่านเมื่อครู่บ่าวได้รับจดหมายฉบับหนึ่ง คราแรกคิดว่าเป็จดหมายจากครอบครัวของบ่าว แต่ความจริงแล้วด้านในกลับเป็จดหมายของนายท่าน และเป็ลายมือของคุณชายขอรับ” หยางฟางรายงานเสร็จก็ยื่นจดหมายให้เ้านายของตน
เสิ่นอันโหวรับจดหมายมาเปิดอ่านด้วยมืออันสั่นเทา บนใบหน้าประเดี๋ยวมีรอยยิ้มประเดี๋ยวก็คล้ายมีโทสะ ทำเอากงฮูหยินผู้เศร้าซึมด้วยเป็ห่วงบุตรชาย อดที่จะเอ่ยถามความกับสามีไม่ได้ “ท่านพี่เ้าคะ เทียนเอ๋อร์ส่งข่าวมาว่าอย่างไรบ้างเ้าคะ ท่านรีบบอกให้พวกเราทุกคนได้รู้ด้วยเถิดเ้าค่ะ”
“นั่นน่ะสิอาเจินรีบพูดมาได้แล้ว มันเกิดอันใดขึ้นกับหลานชายข้ากันแน่ เขาถึงหายไปหลายเดือนเช่นนี้ หรือมีใครบังอาจลอบกัดทำร้ายหลานชายข้า พวกเราจะได้ส่งคนออกไปสืบหาตัวพวกมันโดยเร็ว” ผู้เฒ่าเสิ่นเร่งเอาความจากบุตรชายอีกคน
เสิ่นอันโหวพับจดหมายก่อนจะสูดลมหายใจ เงยหน้าเพื่อบอกเล่าสิ่งที่เสิ่นหนิงเทียนเขียนในจดหมาย
“เทียนเอ๋อร์ถูกคนลอบทำร้าย และนำตัวส่งไปยังโรงค้าทาสที่เมืองเหอเฟย ใกล้ชายแดนทิศบูรพาเพื่อขายไปต่างแคว้นขอรับท่านพ่อ”
“อะไรนะ!!/ถูกคนลอบทำร้าย!!”
“ทั้งสามคนถูกส่งไปที่นั่นอย่างเงียบ ๆ แต่ต่อมามีเด็กหญิงคนหนึ่งกับสาวใช้ไปที่โรงค้าทาสแห่งนั้น นอกจากซื้อทาสคนอื่นยังช่วยซื้อตัวเทียนเอ๋อร์กับเฉียนฟานและชูชางออกมา ที่สำคัญยังดูแลรักษาอาการาเ็ รวมถึงที่พักอาหารการกินทุกอย่าง คาดว่าพอจดหมายฉบับนี้มาอยู่ในมือของพวกเรา เทียนเอ๋อร์คงกำลังออกเดินทางกลับเมืองหลวง” เสิ่นอันโหวเล่าต่อจากก่อนหน้านี้เพิ่ม
ปัง!!
“คนพวกนี้เป็ใครกันถึงได้กล้าลงมือ แม้กระทั่งในค่ายทหารของแม่ทัพไป๋เช่นนี้ ส่งคนออกไปตามสืบให้ได้ว่าเป็ฝีมือของผู้ใด” ผู่เฒ่าเสิ่นเป็ที่นับหน้าถือตาของราชสำนักไม่น้อย แต่ไม่คิดว่าจะมีคนไม่เกรงในอำนาจของตน
“ท่านพ่อไม่ต้องส่งคนออกไปสืบหรอกขอรับ เพราะเทียนเอ๋อร์บอกผู้ต้องสงสัยมาในจดหมายแล้ว นั่นก็คือเจาเต๋อผิงคนที่จ้องจะล้มตระกูลเสิ่นของเราผู้นั้นขอรับ”
กงฮูหยินได้ยินว่าบุตรชายของตนปลอดภัย ก็เหมือนยกูเาออกจากอกที่หนักอึ้งมานาน “ท่านพี่เ้าคะ เราควรส่งคนไปคุ้มกันเทียนเอ๋อร์ดีหรือไม่ หากมีคนของใต้เท้าเจารู้ข่าวนี้เข้า เทียนเอ๋อร์จะเป็อันตรายอีกครั้งได้นะเ้าคะ”
“อาเจินแม่เห็นด้วยกับลูกสะใภ้นะ พวกเราไม่อาจไว้ใจใครได้ในยามนี้ จนกว่าเทียนเอ๋อร์จะกลับมาถึงจวนอย่างปลอดภัย” ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นก็เห็นด้วยกับสิ่งที่ลูกสะใภ้ของตนพูด
แม้ว่าภรรยากับมารดาจะไม่พูดเื่นี้ เสิ่นอันโหวก็คิดเอาไว้เช่นกัน แต่จะทำอย่างเอกเกริกคงไม่ได้ มิเช่นนั้นศัตรูอาจเคลื่อนไหวเมื่อเห็นว่า จวนของตนส่งคนออกไปนอกเมืองโดยไม่มีสาเหตุ
“ท่านแม่ ฮูหยิน เื่ส่งคนไปคุ้มกันเทียนเอ๋อร์ข้าก็คิดไว้เช่นกัน แต่เราไม่สามารถทำอย่างโจ่งแจ้งได้ มิเช่นนั้นจะทำให้ศัตรูของเรารู้ความเคลื่อนไหว และตามไปทำร้ายเทียนเอ๋อร์ได้ ข้าจะให้องครักษ์ลับปลอมตัวเป็นักเดินทาง เพื่อตบตาคนของเจาเต๋อผิง และพาเทียนเอ๋อร์กลับมาอย่างปลอดภัยได้แน่”
กงฮูหยินนึกขอบคุณผู้ช่วยชีวิตบุตรชาย จึงเอ่ยถามกับสามีว่าเป็คนจากตระกูลใด “ท่านพี่เ้าคะ คนที่ช่วยเทียนเอ๋อร์จากโรงค้าทาส มีชื่อแซ่ว่าอันใดในจดหมายได้บอกหรือไม่เ้าคะ”
“เห็นว่าเป็เด็กหญิงวัยย่างเจ็ดหนาวจากตระกูลจ้าวน่ะ”
“ลูกสะใภ้เ้าถามเื่นี้ด้วยเหตุใดรึ หรือเ้าคิดสงสัยคนที่บอกว่าช่วยบุตรชายของเ้าออกมางั้นหรือ” ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นถามย้อนกลับลูกสะใภ้
“มิใช่เช่นนั้นเ้าค่ะท่านแม่ ข้าแค่อยากจดจำนางเอาไว้ เผื่อวันใดได้พบเจออยากจะขอบคุณนางอีกครั้งเ้าค่ะ ที่มีน้ำใจช่วยเหลือเทียนเอ๋อร์ให้มีโอกาสกลับมาหาครอบครัว” กงฮูหยินตอบคำถามอย่างที่ใจของตนคิดเอาไว้
ทุกคนต่างพยักหน้ากับคำตอบของนาง บุญคุณที่ช่วยเหลือเสิ่นหนิงเทียนครั้งนี้ สักวันหนึ่งพวกเขาย่อมต้องตอบแทนแน่นอน แต่อย่างไรเสียคงรอฟังเื่ราวจากปากบุตรหลานของตนอีกครั้ง
ผู้เฒ่าเสิ่นไม่อยากให้ทุกอย่างล่าช้า จึงกำชับเสิ่นอันโหวให้ลงมือเสียเนิ่น ๆ “อาเจินอย่าได้ชักช้าเป็อันขาด รีบสั่งการองครักษ์ของเราให้รีบเดินทางเถิด ถ้าคนของเราไปถึงก่อนย่อมดีกว่านะ”
“ขอรับท่านพ่อ อีกประเดี๋ยวข้าจะไปจัดการเื่นี้ทันที”
“เอาล่ะ ๆ นั่งลงทานมื้อเช้าเสียให้เรียบร้อย ยามนี้หมดกังวลกันได้แล้วนะ จะรับมือศัตรูอย่างไรค่อยว่าทีหลังเถิด” ฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ยเตือนสามีและบุตรชายของตน เนื่องจากยังไม่มีใครแตะต้องตะเกียบทานข้าว เมื่อหยางฟางนำจดหมายของเสิ่นหนิงเทียนเข้ามา
“จ้ะฮูหยิน/ขอรับท่านแม่”
และวันนี้การทานอาหารของจวนเสิ่นอันโหว เป็วันแรกในรอบหลายเดือนที่ทุกคนทานอาหารได้มาก หลังจากปลดเปลื้องเื่ราวความกังวลใจ เกี่ยวกับการหายตัวไปของเสิ่นหนิงเทียนได้ จากนั้นเสิ่นอันโหวจึงไปยังค่ายฝึกทหารของตน เพื่อคัดเลือกองครักษ์ฝีมือดียี่สิบคน เร่งออกเดินทางด้วยการปลอมตัวออกจากเมืองหลวง กับการไปคุ้มกันความปลอดภัยให้บุตรชายของตน
