เล่มที่ 9 บทที่ 264 ตกลง
ผู้เป็อาจารย์อาที่อยู่ด้านข้าง พอเห็นว่าผู้มาใหม่คือนักพรตเฮยซานก็ชะงักทันที ‘คนผู้นี้มีพลังปราณมหาศาลราวกับท้องทะเลอันกว้างใหญ่ หรือจะเป็ผู้บำเพ็ญขั้นจิงตัน?’
แต่ช้าก่อน…
ชุดนักพรตสีดำนั่น ทั้งเตี้ยทั้งผอม…
‘หรือจะเป็นักพรตเฮยซาน!’
‘นักพรตเฮยซานที่ขึ้นว่าเื่ความโเี้น่ะหรือ!’
อาจารย์อาหยางถึงกับใจกระตุกทันที…
แม้นักพรตเฮยซานจะมีพลังเทียบผู้บำเพ็ญขั้นจิงตันทั่วไปไม่ได้ แต่กลับมีชื่อเสียงโด่งดังมาก แทบจะเรียกได้ว่าทั่วทั้งแถบทะเลอูไห่ไม่มีใครไม่รู้ว่านักพรตเฮยซานโเี้อำมหิตเพียงใด แถมยังโอหังเอาแต่ใจเป็อย่างมาก ไม่มีเค้าความเป็ผู้บำเพ็ญชั้นสูงเลยแม้แต่น้อย แม้แต่สามสำนักใหญ่เองก็ยังไม่อยากเสวนาด้วย
พอเห็นว่าผู้ที่มาใหม่คือนักพรตเฮยซาน อาจารย์อาหยางก็ใจกระตุกขึ้นทันที…
‘แย่แล้ว!’
บัดนี้ตนเองยังคงาเ็ เหลือพลังเพียงส่วนเดียวเท่านั้น มีพลังอย่างมากก็แค่มิ่งหุนเคราะห์หกเท่านั้น แต่ในเวลานี้นักพรตเฮยซานกลับโผล่มา…
‘อีกทั้งคนผู้นี้ไม่ใช่ผู้บำเพ็ญขั้นจิงตันทั่วๆไปด้วยสิ…’
‘ไม่ว่าจะเป็เื่ฆ่าคนชิงทรัพย์หรือหน้าไหว้หลังหลอก เ้าเล่ห์เพทุบายขนาดไหน คนผู้นี้ล้วนทำมาหมดแล้ว แถมยังขึ้นชื่อว่าอารมณ์ฉุนเฉียวมากอีกด้วย แค่ไม่พอใจก็คิดจะสังหารให้ตาย สำหรับพวกเขาทั้งสามคน เกรงว่ายากเหลือเกินที่จะหนีรอดไปได้…’
คิดได้ดังนั้นอาจารย์อาหยางก็หันไปมองหลินเฟย
‘เฮ้อ คนหนุ่มก็คือคนหนุ่มอยู่วันยังค่ำ รู้ทั้งรู้ว่าอีกฝ่ายเป็ใคร ยังกล้าไปคุยด้วยอีก…’
‘หวังว่าคนผู้นี้จะไว้หน้าอดีตผู้บำเพ็ญขั้นจิงตันอย่างข้าอยู่บ้าง…’
“ที่แท้ก็เป็ศิษย์พี่เฮยซานเองหรือ…” อาจารย์อาหยางยิ้มหน้าระรื่น ก่อนจะเอ่ยแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเกรงอกเกรงใจ
“ข้าหยางเลี่ยจากหุบเขาหมื่นอสูร ได้ยินชื่อเสียงศิษย์พี่มานานแล้ว เพิ่งจะได้เจอตัวจริงก็วันนี้…”
“หือ?” นักพรตเฮยซานรอหลินเฟยเอ่ยปากอยู่นาน สุดท้ายกลับเป็คนอื่นที่สอดปากขึ้นมาแทน ทันใดนั้นใบหน้าก็ดำคล้ำลงทันที ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์
“เ้าเป็ใครกัน?”
ที่จริงเื่นี้ จะโทษนักพรตเฮยซานทีเดียวก็ไม่ได้…
ลองคิดดู ในขณะที่ถูกปีศาจเยาหวังตามไล่ล่า อุตส่าห์เจอคนช่วยเหลือทั้งที เช่นนั้นจะต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้คนผู้นี้ช่วยเหลือ ทว่าตอนนี้หยางเลี่ยกลับโผล่มาแทน แถมยังมีหน้ามาพูดว่าได้ยินชื่อเสียงมานานอีก…
‘ช่วยรู้จักแยกแยะสถานการณ์หน่อยได้ไหม?’
‘ข้าอัดอั้นตันใจจะตายอยู่แล้ว!’
‘อุตส่าห์จะเล่นตัวเสียหน่อย เ้ากลับกล้าดียังไง มาถึงก็เปิดปากบอกว่าได้ยินชื่อเสียงข้ามานาน หากหลินเฟยเกิดไม่พอใจขึ้นมา แล้วคิดไม่ช่วย เช่นนั้นแล้ว เ้าจะไปรับมือปีศาจเยาหวังแทนข้าหรือไม่?’
ยังดีที่นักพรตเฮยซานยังพอมีไหวพริบอยู่บ้าง เมื่อเห็นว่าอดีตผู้บำเพ็ญจิงตันผู้นี้มากับหลินเฟย แม้น้ำเสียงที่พูดจะไม่ดีเท่าไรนัก แต่ก็ไม่ได้จะแตกหักเสียทีเดียว…
แน่นอนว่า การที่เฮยซานตอบออกไปเช่นนั้นเ ย่อมทำเอาหยางเลี่ยถึงกับไปไม่ถูก…
“คือว่า…” แต่เพื่อความปลอดภัยของทุกคน ต่อให้ยากลำบากเพียงใด หยางเลี่ยก็ยังคงบากหน้าเอ่ยตอบออกไป
“ข้าหยางเลี่ยจากหุบเขาหมื่นอสูร คารวะศิษย์พี่เฮยซาน…”
“อ้อ ยินดีที่ได้เจอนะ” นักพรตเฮยซานไม่รู้จะทำอย่างไรดี จึงจำยอมต้องตอบกลับไป
แต่นักพรตเฮยซานกลับไม่รู้ตัวเลยว่าหยางเลี่ยได้ยินเช่นนั้นแล้ว จะรู้สึกกระปรี้กระเปร่าไม่น้อยเลย
‘ค่อยยังชั่ว อย่างน้อยอีกฝ่ายก็ยังเกรงใจอดีตผู้บำเพ็ญขั้นจิงตันอย่างข้าอยู่บ้าง…’
หยางเลี่ยจึงยกยิ้มออกมากว้างกว่าเดิม จากนั้นก็พูดยกยออีกฝ่ายเป็นาน แถมยังเอาแต่หยิบยกเื่ที่อีกฝ่ายภูมิใจออกมาพูด ทั้งเื่จัดการสี่อสุรกายแห่งหุบเขาดำ ทั้งเื่บุกบึงน้ำัขาว หรือจะเป็เื่ขึ้นเขาอสรพิษร่ำไห้ เื่ราวมากมายพรั่งพรูออกมาไม่หยุด…
“…” กระทั่งนักพรตเฮยซานอยากจะร้องไห้ออกมาแล้วจริงๆ
‘ขอร้องล่ะ ช่วยปล่อยข้าไปเถอะ’
‘ข้ากำลังร้อนใจหาคนช่วยชีวิตอยู่นะ ไม่มีเวลามานั่งฟังเ้าป้อยอหรอก หากสนใจกันละก็ วันหลังค่อยนัดเวลากันใหม่ ถึงตอนนั้นมานั่งดื่มชาสนทนากันสามวันสามคืนก็คงไม่สาย’
น่าเสียดายที่หยางเลี่ยไม่เข้าใจสถานการณ์แม้แต่น้อย…
เอาแต่คิดว่าถึงอย่างไร อีกฝ่ายก็คงไม่ลงมือกับคนที่เอ่ยด้วยใบหน้ายิ้มแย้มเช่นนี้หรอก ‘ยกยอถึงขนาดนี้แล้ว ยังจะกล้าลงมือกับพวกข้าอีกหรือไม่?’
เวลาผ่านไปอีกหนึ่งก้านธูป ในที่สุดนักพรตเฮยซานก็ทนไม่ไหว ขณะที่กำลังจะเอ่ยขัดอีกฝ่าย อยู่ดีๆใบหน้านั้นก็หน้าถอดสีลงทันที…
“แย่แล้วล่ะ…” นักพรตเฮยซานรู้ได้ทันทีว่ากำลังเกิดเื่ขึ้นแล้ว
‘บ้าเอ๊ย คราวนี้จะตายเพราะตาแก่หยางเลี่ยนี่แหละ’ หลังจากที่หันกลับไปมองด้วยความใ ก็พบว่ามีไอปีศาจเข้มข้นกำลังมุ่งมาทางนี้ แล้วก็เป็อย่างที่คิดไว้จริงๆ เพราะไอปีศาจเข้มข้นราวกับพายุสีดำ กำลังโหมพัดมาด้วยความรุนแรงแล้ว…
คราวนี้อย่าว่าแต่นักพรตเฮยซานเลย แม้แต่หยางเลี่ยที่อยู่ด้านข้างยังรู้ทันทีเช่นกันว่าเกิดเื่ขึ้นแล้ว ขณะที่กำลังจะหันไปถามว่าเกิดอะไรขึ้น ก็พบว่านักพรตเฮยซานเดินผ่านหน้าตนเองไปทางหลินเฟยแล้ว…
“สิ่งที่กำลังมุ่งหน้ามาคือปีศาจขั้นเยาหวัง ข้าสู้มันไม่ได้หรอก หากเ้าไม่ช่วยละก็ ข้าจะต้องตายแน่ๆ” ในเมื่อเื่มาถึงขนาดนี้แล้ว นักพรตเฮยซานก็ไม่อาจจะลีลาได้อีกต่อไป หลังจากตัดสินใจได้ก็หลับตาลงแน่น ทำท่าราวกับยอมรับชะตากรรม ยินดีให้อีกฝ่ายเชือดแต่โดยดี
“หากยื่นมือเข้าช่วย แล้วข้าจะได้อะไร?” และก็เป็อย่างที่คิดจริงๆ หลินเฟยไม่ทำให้นักพรตเฮยซานผิดหวังแม้แต่น้อย…
“…” แม้จะเตรียมใจไว้แล้ว แต่พอได้ยินจริงๆ นักพรตเฮยซานเองก็ยังอดที่จะตะลึงไม่ได้
‘นั่นสิ จะให้อะไรได้บ้างล่ะ?’
หากจะพูดถึงหินิญญา อีกฝ่ายก็ไม่ได้ขัดสนแม้แต่น้อย เพราะร้านหลอมอาวุธฟานซื่อโด่งดังไปทั่วเมืองวั่งไห่ ถึงกับใช้จ่ายมือเติบที่งานประมูลหอว่านเย่วได้ถึงยี่สิบล้านหินิญญา เกรงว่าต่อให้รวบรวมหินิญญาทั้งชีวิตก็เทียบไม่ติดฝุ่นอยู่ดี นอกจากนี้อีกฝ่ายยังมีอิทธิฤทธิ์สูงส่ง มีเคล็ดวิชาในมือมากมาย ตอนที่มีขั้นบำเพ็ญมิ่งหุนเคราะห์สองก็สามารถกดข่มตนเองที่เป็ผู้บำเพ็ญขั้นจิงตันจนโงหัวไม่ขึ้นได้แล้ว หากพูดว่าจะสอนเคล็ดวิชาอาคมละก็ เกรงว่าจะเป็การกวัดแกว่งขวานหน้าหลู่ปาน ไม่เจียมตนเองเสียมากกว่า
นักพรตเฮยซานครุ่นคิดอยู่นาน แต่ก็ไม่รู้ว่าควรให้อะไรอีกฝ่ายเป็การตอบแทนดี…
‘จะทำอย่างไรดีล่ะ?’
ไอปีศาจเข้มข้นจนกลายเป็พายุหมุนนั้น กำลังใกล้เข้ามาเรื่อยๆแล้ว…
เพียงครู่เดียวก็เคลื่อนตัวเข้ามาใกล้ บัดนี้ห่างออกไปเพียงร้อยลี้เท่านั้น…
เมื่อเห็นดังนั้น นักพรตเฮยซานก็รู้สึกทันทีว่าเหลือเวลาไม่มากแล้ว…
ในที่สุดก็ตัดสินใจ กัดฟันพูดออกมาอย่างยากลำบาก
“หากยอมช่วยละก็ ข้าจะพาเ้าไปแท่นบูชาบริเวณที่รกร้างแดนใต้!”
“ตกลง!”
หลังจากได้สิ่งที่้าแล้ว หลินเฟยก็เผยรอยยิ้มออกมาทันที
เกรงว่าทั่วทั้งพิภพหลัวฝู คงมีแต่หลินเฟยคนเดียวเท่านั้น ที่รู้ว่านักพรตเฮยซานเคยไปยังแท่นบูชาที่รกร้างแดนใต้มาก่อน ที่แห่งนั้นจะมีปริศนาอยู่เท่าไรกันแน่?…
หลังจากทั้งคู่เจรจากันสำเร็จแล้ว หยางเลี่ยที่อยู่ด้านข้างก็ถึงกับงงเป็ไก่ตาแตก
‘นี่มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมดูเหมือนนักพรตเฮยซานกำลังขอร้องหลินเฟยอยู่เล่า?’
ทว่าน่าเสียดาย ตอนนี้ไม่เหลือเวลาให้หยางเลี่ยสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นอีกแล้ว…
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------