“เสี่ยวถงเล่า?”
หลังจากที่อวี๋ถงและเฟิงหลัวเพิ่งจะจากไป หญิงชราผู้หนึ่งที่ใบหน้าเต็มไปด้วยความเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทาง มือถือไม้เท้าหัวงูอันหนึ่ง เดินขากะเผลกเข้ามาใกล้อย่างเชื่องช้า
“แม่เฒ่าเสิ่น”
ผู้แข็งแกร่งหลายคนของสำนักโลหิตพอมองเห็นนางปรากฏตัวก็พากันเอ่ยปากทักทายด้วยท่าทีนอบน้อม
ผู้ที่มาคือเสิ่นซิ่วแห่งสำนักโลหิต ตำแหน่งของนางเป็รองเพียงแค่เ้าสำนัก และนางก็เป็อาจารย์ของอวี๋ถง
เส้นเืเ่าั้ที่โผล่ทะลุออกมาจากพื้นดินก็คือ “ตาข่ายปฐี” ที่นางร่ายออกมาด้วยเวทลับ นางเร่งรีบเดินทางมาที่นี่ก็เพราะกังวลว่าอวี๋ถงจะทำตัวเหลวไหล
“อวี๋ถงไล่ตามพวกเด็กรุ่นเล็กของสำนักหลิงอวิ๋นไปแล้ว” หยางหยวนตอบรับหนึ่งประโยคจากนั้นจึงเอ่ยปากถาม “แม่เฒ่าเสิ่น ตาข่ายปฐี... ดูเหมือนว่าจะก่อตัวไม่สมบูรณ์?”
ด้วยขอบเขตตบะของเสิ่นซิ่ว หากตาข่ายปฐีก่อตัวขึ้นอย่างสมบูรณ์แบบจริง เืของนักพรตทุกคนที่อยู่ในหุบเขาอย่างน้อยก็ต้องยุ่งเหยิงไม่เป็ระเบียบนานพอหนึ่งเค่อ[1]
เมื่อมีเวลาหนึ่งเค่อนั้น ผู้แข็งแกร่งของสำนักโลหิตสามารถเปิดฉากการสังหารครั้งใหญ่ ่ชิงความได้เปรียบในการโค่นล้มอีกฝ่าย
แต่หยวนหยางกลับสังเกตเห็นว่าเส้นเืแดงสดที่โผล่ออกมาจากใต้ดินไม่ได้โรมรันคู่ต่อสู้ของเขานานนัก อีกทั้งเส้นเืแดงเ่าั้ก็ไม่ได้แผ่ขยายออกไปนอกหุบเขา ไล่ตามพวกเนี่ยเทียนที่หนีไป
“จุดลึกใต้ดินของเทือกเขาชื่อเหยียนล้วนเป็ลาวาร้อนไหม้แผดเผา การเคลื่อนไหวของตาข่ายปฐีในจุดลึกของใต้ดินจึงเต็มไปด้วยข้อจำกัด” เสิ่นซิ่วขมวดคิ้วน้อยๆ กล่าว “อีกอย่างค่ายกลใหญ่เพลิงพิภพเผานภานั่นก็คล้ายจะแทรกซึมไปยังจุดลึกของใต้ดิน ท่ามกลางลาวาร้อนแผดเผาพวกนั้นยังมีเส้นสายของค่ายกลเพลิงพิภพเผานภาอยู่ด้วย”
“อย่าได้ดูถูกค่ายกลใหญ่เพลิงพิภพเผานภาของหอหลิงเป่าเด็ดขาด ตามความเห็นข้า ค่ายกลใหญ่นั่น... ไม่ได้แค่ปกคลุมหุบเขาอันเป็ที่ตั้งของหอหลิงเป่าเท่านั้น”
“ตลอดทั้งเทือกเขาชื่อเหยียน ูเาไฟหลายลูกรอบด้านก็ดูเหมือนว่าจะถูกเพลิงพิภพเผานภาปกคลุมไว้ด้วย”
“ตาข่ายปฐีของข้าเมื่อแทรกลงลึกไปยังใต้ดินก็ได้รับอิทธิพลจากเส้นใยที่สร้างจากเพลิงพิภพเผานภา จึงไม่สามารถก่อตัวได้สมบูรณ์แบบอย่างแท้จริง”
พูดมาถึงตรงนี้ เสิ่นซิ่วพลันก้มลงมองใต้เท้า กล่าว “ไม่รู้ว่าเหตุใด ข้าถึงมักรู้สึกว่าจุดลึกใต้ดินของเทือกเขาชื่อเหยียนมีบางอย่างแปลกประหลาดซ่อนอยู่ ข้าเองก็บอกไม่ถูกเหมือนกันว่ามันคืออะไร แต่มักรู้สึกว่าการดำรงอยู่ของเพลิงพิภพเผานภาไม่ได้มีไว้เพียงแค่ปกป้องหอหลิงเป่าเท่านั้น”
“ท่ามกลางเส้นสายของเปลวเพลิงเ่าั้ ข้าััได้ถึง... ปราณแห่งการกักขังยับยั้งบางอย่าง”
“เสิ่นซิ่ว!”
ไม่รอให้นางอธิบายอย่างชัดเจน โฮ่วเจิงเฉินเ้าสำนักหลิงพลันปรากฏกายตรงจุดที่ห่างไกล พริบตาเดียวก็กระโจนเข้าหาเสิ่นซิ่ว
ในดวงตาของโฮ่วเจิงเฉินคล้ายแฝงไว้ด้วยความกังวลและความร้อนใจ ดูเหมือนว่า... เขาไม่อยากให้เสิ่นซิ่วพูดข้อสงสัยออกมามากเกินไปนัก
ไม้เท้าหัวงูในมือของเสิ่นซิ่วพลันเปล่งแสงสีเื รีบหันหน้าไปปะทะกับโฮ่วเจิงเฉินทันที
......
เบื้องใตู้เาหัวโล้นเล็กเตี้ยแห่งหนึ่งของเทือกเขาชื่อเหยียน
“พักสักครู่เถอะ” พันเทาหยุดเดินกะทันหัน มองม่านรัตติกาลที่ค่อยๆ ถอยร่น แทนที่มาด้วยท้องฟ้าที่เริ่มสว่างไสว แล้วกล่าวว่า “เร่งเดินทางมาทั้งคืนแล้ว ก่อนหน้านี้เพื่อรับมือกับเส้นเืที่โผล่ออกมาจากใต้ดิน ทุกคนเองก็สูญเสียพลังิญญากันไปไม่น้อย เพียงแต่หากเร่งเดินทางตลอดเวลา พวกเราไม่สามารถฟื้นคืนพลังได้ จึงยากที่จะรับมือกับวิกฤตที่อาจเกิดขึ้นอย่างฉับพลันได้”
เนี่ยเทียนปลดปล่อยกระแสจิตออกไปโดยอัตโนมัติ รับัักับรอบด้านอยู่ครู่หนึ่ง ไม่พบคลื่นพลังชีวิตใดๆ
เขาจึงพยักหน้า พูด “อืม ทุกคนล้วนจำเป็ต้องพักผ่อน”
เขามองประเมินไปรอบด้าน เห็นว่าบนผนังของูเาหัวโล้นลูกนี้มีถ้ำขนาดเล็กใหญ่ไม่เท่ากันอยู่มากมาย ถ้ำเ่าั้ลึกและมืด มองไม่เห็นสภาพภายในอย่างชัดเจน
“ที่นี่ก็ถือว่าอยู่ในขอบเขตของเทือกเขาชื่อเหยียนเหมือนกัน และเทือกเขาชื่อเหยียนก็มีูเาไฟที่ดับแล้วมากมาย ท่ามกลางูเาไฟเ่าั้ว่ากันว่ามีหินวิเศษเปลวเพลิงระดับสูงหลงเหลืออยู่” อันซืออี๋สังเกตเห็นสายตาของเขาจึงเอ่ยอธิบายด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “ลูกศิษย์หอหลิงเป่าของพวกเรามักจะไปเสี่ยงโชคในูเาไฟที่ดับแล้วเ่าั้เพื่อลองดูว่าจะเจอหินวิเศษเปลวเพลิงระดับสูงหรือไม่”
“และก็ด้วยเหตุนี้ ในยอดเขาใกล้เคียงจึงถูกขุดเป็ถ้ำมากมาย”
“ถ้ำเ่าั้ล้วนทอดยาวไปถึงกลางูเาหรือไม่ก็ใตู้เา พวกเขาล้วนคาดหวังว่าจะโชคดีมากพอ ได้รับหินวิเศษเปลวเพลิงระดับสูงมาครอง ไม่ว่าจะเป็การหลอมอาวุธวิเศษ หรือว่านำมาใช้ฝึกบำเพ็ญตบะเองก็ล้วนเป็เื่ดีทั้งสิ้น”
พันเทาเองก็พูดเสริม “ูเาไฟบนเทือกเขาชื่อเหยียนที่ยังมีเพลิงใต้พิภพอย่างแท้จริง เหลือแค่เพียงูเาสามลูกของหอหลิงเป่าพวกเราเท่านั้น ผู้าุโในหอใช้ค่ายกลใหญ่เพลิงพิภพเผานภายับยั้งไม่ใหู้เาไฟทั้งสามนั้นพ่นไฟออกมา แล้วดึงเอาเพลิงลาวาใต้ดินมาใช้ชุบหลอมอาวุธ”
“ูเาไฟลูกอื่นๆ ที่เหลือ หลังจากผ่านการสำรวจจึงรู้ว่ามันไม่มีไฟลอยปะทุขึ้นมานานมากแล้ว แต่เมื่อสิบล้านปีก่อน ูเาไฟพวกนั้นยังคงมีเปลวเพลิงร้อนแรงพวยพุ่งขึ้นมา”
“ขอแค่เป็ูเาที่ยังมีเพลิงใต้พิภพเข้มข้น ด้านในล้วนอาจให้กำเนิดวัตถุวิเศษฟ้าดินที่มีธาตุไฟได้ วัตถุวิเศษพวกนั้นส่วนใหญ่ล้วนถูกขุดค้น มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ยังคงหลงเหลืออยู่ภายในูเา จำเป็ต้องใช้แรงกายเยอะมาก แล้วก็ต้องมีโชคที่ดีมากด้วยถึงจะได้มาครอง”
พันเทาอธิบายไปพลางแนะนำให้ทุกคนเข้าไปพักผ่อนในถ้ำหินเ่าั้ชั่วคราว
“มากสุดหนึ่งชั่วยาม หนึ่งชั่วยามให้หลัง ไม่ว่าทุกคนจะฟื้นตัวได้ถึงระดับใดก็ต้องเดินทางต่อ” อันซืออี๋พูดเสียงดัง
ไม่มีหลิวเหยี่ยน ไม่มีสื่ออี้และหลัวซิน นางก็คือคนที่มีขอบเขตสูงสุด
ดังนั้นนางจึงกลายมาเป็ผู้นำของเด็กรุ่นเล็กกลุ่มนี้ เป็ผู้ควบคุมสถานการณ์ได้อย่างเป็ธรรมชาติ
ไม่นานทุกคนต่างก็เลือกถ้ำของใครของมัน ซุกซ่อนร่างเข้าไปด้านใน ต่างก็ใช้หินวิเศษมาฟื้นคืนพละกำลัง
ถ้ำหินเ่าั้ล้วนอยู่ใกล้เคียงกัน แค่ใครสักคนพูดขึ้นมา คนอื่นๆ ก็ล้วนได้ยินกันหมด
ทุกคนที่แค่้าไปจากเทือกเขาชื่อเหยี่ยนให้ไกลมากที่สุดล้วนไม่มีใครอยากสังเกตความแปลกประหลาดในถ้ำหิน ไร้ซึ่งความสนใจต่อวัตถุเปลวไฟที่อาจหลงเหลืออยู่ ต่างก็ตั้งใจฟื้นพละกำลังของตัวเอง
เนี่ยเทียนเองก็เป็เช่นนี้
หลังจากที่เขาเจอถ้ำแห่งหนึ่งแล้วซุกตัวเข้าไปด้านใน จึงหยิบเอาหินวิเศษออกมา เตรียมฟื้นฟูพลังิญญาในมหาสมุทริญญา
ขณะที่กำลังจะโคจรคาถาหลอมลมปราณนั้นเอง เขาพลันฉุกคิดถึงอะไรบางอย่าง จึงหยิบเอากระดูกสัตว์ที่ล่ายอี้เรียกว่า “แกนเื” ออกมาจากกำไลเก็บของ แล้วก็เอาเกราะัเพลิงออกมาวางข้างกายไปพร้อมกัน
ทำทุกอย่างนี้เสร็จ เขาถึงได้สงบใจดูดซับเอาพลังงานที่อยู่ในหินวิเศษ
ระหว่างการฝึกบำเพ็ญตบะ เขารู้สึกถึงความร้อนแผดเผาจากกระดูกสัตว์ชิ้นนั้นอีกครั้ง และก็สังเกตได้ว่าปราณเืเนื้อบริสุทธิ์จากร่างของเขาค่อยๆ ลอยออกไปหลอมรวมเข้ากับเกราะัเพลิงทีละนิด
เกราะัเพลิงที่หนักอึ้งอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ชิ้นนั้นค่อยๆ ปลดปล่อยประกายแสงสีแดงเข้ม คล้ายถูกเืเนื้อของเขาบำรุงให้อบอุ่น
ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาพลันสังเกตเห็นว่ากระดูกสัตว์ชิ้นนั้นเปลี่ยนมาเป็ร้อนลวกมากยิ่งขึ้น ทั้งยังปลดปล่อยแสงไฟโชติ่ออกมา
“เอ๊ะ!”
เขาร้องอุทานเบาๆ แอบแบ่งพลังจิตออกมาส่วนหนึ่งเพื่อรับัั แล้วก็ค้นพบทันทีว่าแสงไฟจำนวนนับไม่ถ้วนที่เลื้อยขยุกขยิกอยู่ด้านในได้มารวมตัวกันที่เืสดในกระดูกสัตว์หยดนั้น
เืสดหยดนั้นที่พาเขาไปยังดินแดนลึกลับ เนื่องจากสูญเสียพลังงานมากเกินไป เดิมจึงหดเล็กลงไปเยอะมาก
ตอนนี้เนื่องจากการเคลื่อนไหวของเส้นแสงไฟในกระดูกสัตว์ แรงดึงดูดแปลกประหลาดอย่างหนึ่งที่เขาััได้อย่างชัดเจนจึงถือกำเนิดขึ้นอย่างเชื่องช้า
ไม่นานเขาก็ััได้ว่าในถ้ำที่เขาอยู่ค่อยๆ มีเส้นแสงเปลวเพลิงที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าเพิ่มมากขึ้น
เขาพลันหลับตาลง ใช้กระแสจิตไปสำรวจ พบว่าเส้นแสงเปลวเพลิงเ่าั้คล้ายลอยมาจากเส้นทางหินมืดดำที่อยู่ด้านหลังของเขา ดูเหมือนว่าทางหินนั่น... จะทอดยาวลงไปยังจุดลึกใต้ดินของูเาลูกเตี้ย
เมื่อเส้นแสงเปลวเพลิงปริมาณมากมารวมตัวกันอยู่ในถ้ำแล้วค่อยๆ แทรกซึมเข้าไปในกระดูกสัตว์ เขาก็สังเกตเห็นว่าเืหนึ่งหยดที่อยู่ในกระดูกสัตว์นั้นค่อยๆ ขยายใหญ่มากขึ้น
“หรือว่า...”
เนี่ยเทียนที่สังเกตอยู่นานดวงตาพลันเปล่งประกาย ไพล่นึกไปถึงเื่ประหลาดที่เกิดขึ้นในถ้ำขุดแร่ของตระกูลเนี่ยปีนั้น
ตอนนั้นที่อยู่ในถ้ำขุดแร่ตระกูลเนี่ย เขาเอากระดูกสัตว์ชิ้นนี้แนบลงไปบนหินเมฆอัคคีก้อนหนึ่ง สุดท้ายกลับกลายเป็ว่าหินเมฆอัคคีตลอดทั้งถ้ำที่ยังไม่ถูกขุดออกมาล้วนถูกดึงเอาพลังเปลวเพลิงมาจนหมด!
ครั้งนี้ เส้นแสงเปลวเพลิงที่ค่อยๆ ลอยออกมาจากจุดลึกของถ้ำหิน เห็นได้ชัดว่าก็คือพลังเปลวเพลิง!
และดูเหมือนว่าจะเป็พลังเปลวเพลิงที่บริสุทธิ์ยิ่งกว่าด้วย!
“ตึง!”
ขณะที่เขากำลังแปลกใจนั้นเอง กระดูกสัตว์ชิ้นนั้นพลันลอยออกมาแล้วฝังเข้าไปยังรอยเว้าตรงหน้าอกของเกราะัเพลิงในพริบตาเดียว
เกราะัเพลิงพลันปลดปล่อยแสงไฟไหลกราก คล้ายว่าอยู่ๆ ก็เปลี่ยนมาเป็ดวงอาทิตย์แผดเผาร้อนแรงดวงหนึ่งที่แผ่คลื่นเปลวเพลิงน่าใจหายใจคว่ำ!
ไม่รอให้เขาตั้งตัวได้ทัน เกราะัเพลิงชิ้นนั้นก็บินเข้าไปยังใต้ดินที่มองไม่เห็นของถ้ำมืดมิด
เนี่ยเทียนเบิกตากว้าง ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ทำได้เพียงลุกพรวดขึ้นยืน กล่าวกับอันซืออี๋ที่อยู่ในถ้ำข้างกันว่า “ข้าเจอเหตุการณ์ฉุกเฉิน! เมื่อถึงเวลาแล้วพวกเ้าไม่จำเป็ต้องรอข้า พวกเ้าสามารถไปได้เลย!”
“เนี่ยเทียน! เ้าจะทำอะไร!” อันซืออี๋เอะอะเสียงดัง
ทุกคนที่กำลังฟื้นตัวถูกปลุกให้ตื่น แต่ละคนลืมตาขึ้นจากการบำเพ็ญตบะ
ห้าวินาทีหลังจากนั้นทุกคนล้วนมารวมตัวกันตรงถ้ำที่เนี่ยเทียนอยู่ แต่กลับพบว่าเนี่ยเทียนได้หายไปแล้ว
“จริงๆ นะ! ไม่ต้องสนข้า! พวกเ้าจากไปก่อนได้เลย!”
เสียงของเนี่ยเทียนลอยมาจากทางหินที่ทอดยาวไปใตู้เา
เจิ้งปินและหันซินแห่งอารามเสวียนอู้มองทางหินที่มืดมิดจนมองไม่เห็นก้นแห่งนั้น ต่างก็มีสีหน้าที่ดูไม่ได้แล้ว
“เ้าหมอนี่ชอบหาเื่ใส่ตัวจริงๆ!” หันซินทนไม่ไหวอีกต่อไป กล่าว “ตลอดทางที่มา ทุกคนเสียเวลาก็เพราะเขา! หากไม่มีเขา พวกเราอาจจะออกมาจากหอหลิงเป่าผ่านทางถ้ำที่กันคังเฝ้าก่อนที่ประตููเาจะเปิดแล้วด้วยซ้ำ”
“ไม่มีเขา บางทีแม่เฒ่าเวิงก็คงไม่ตกอยู่ในอันตราย!”
หันซินข่มกลั้นอารมณ์มานาน เห็นว่าเนี่ยเทียนสร้างเื่ใน่เวลาคับขันอีกครั้ง ในที่สุดจึงตวาดขึ้นด้วยความเดือดดาล “ใครอยากจะรอก็รอไปเถอะ อย่างไรเสียข้าก็ไม่มีทางรออยู่ที่นี่จนกว่าเขาจะกลับมาแน่!”
เจิ้งปินสีหน้ามืดคล้ำ กล่าว “ต่อให้เขาปรารถนาอยากได้หินวิเศษเปลวเพลิงพวกนั้นที่หลงเหลืออยู่ก็ไม่ควรไปเสี่ยงโชคในเวลาอย่างนี้ อีกอย่างหินวิเศษเปลวเพลิงของที่นี่ก็น่าจะถูกลูกศิษย์หอหลิงเป่าพลิกหาไปร้อยรอบแล้ว หากยังเหลืออยู่อีกจริงๆ ก็ไม่ใช่ว่าจะหาเจอกันง่ายๆ”
เขาคิดไม่ออกว่านอกจากหินวิเศษเปลวเพลิงแล้ว เนี่ยเทียนยังจะต้องอยากอยู่ต่อด้วยเหตุผลอันใดอีก
เขารู้สึกสิ้นหวังในตัวเนี่ยเทียนอย่างถึงที่สุด จึงไม่คิดจะเสียเวลาอีกต่อไป “ทุกท่าน พวกเราไปก่อนนะ” กล่าวจบเขากับหันซินสองคนก็เดินออกจากถ้ำไปเป็กลุ่มแรก มุ่งหน้าไปทางอารามเสวียนอู้
ในถ้ำจึงเหลือแค่พี่น้องตระกูลอัน พันเทา เจียงหลิงจูและเย่กูโม่
คนทั้งกลุ่มมองหน้ากันไปมา
“พวกเราจะอยู่ต่อเพื่อรอเขา” อันซื่ออี๋นั่งแปะลงไปบนพื้น กล่าวเสียงราบเรียบ “พวกเราพี่น้องสามารถรอดชีวิตมาได้จนถึงตอนนี้ก็ล้วนเป็เพราะความเอาแต่ใจของเขา หากเขาไม่เอาแต่ใจตัวเอง ผู้าุโอูซิ่งย่อมไม่มีทางสนใจพวกเรา บางทีพวกเราอาจถูกผู้แข็งแกร่งของสำนักโลหิตฆ่าตายไปนานแล้ว ดังนั้น ไม่ว่าเขาจะใช้เวลามากมายเท่าไหร่ พวกเราก็จะรอเขา”
อันอิ่งเองก็นั่งลงไปเงียบๆ
พันเทายิ้มเจื่อนหนึ่งครั้ง เขาส่ายหัวแต่กลับไม่ได้พูดอะไร แล้วก็นั่งลงไปเช่นกัน
เจียงหลิงจูและเย่กูโม่มองตากัน
“เ้าหมอนั่นคืออาจารย์อาน้อยของพวกเรา หากนับกันตามลำดับศักดิ์แล้ว พวกเราต้องเชื่อฟังเขา” เจียงหลิงจูเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันอย่างขุ่นเคือง แต่กลับไม่ได้พูดว่าจะจากไป นั่งลงรอเขาเช่นกัน ทว่านางกลับด่าออกมาเบาๆ ทุกประโยค... ล้วนด่าว่าเนี่ยเทียนทำตัวเหลวไหล ด่าว่าเนี่ยเทียนไม่รู้ผิดชอบชั่วดี รนหาที่ตาย โลภมากในทรัพย์สินเงินทองอะไรขนาดนี้
“เฮ้อ” เย่กูโม่ถอนหายใจยาวหนึ่งครั้ง และก็ทำได้เพียงนั่งรอเงียบๆ เช่นกัน
-----
[1] หนึ่งเค่อ (一刻)เท่ากับสิบห้านาที
