สายตามุ่งมั่นของพระชายาทอดมองไปตามทางเดินขนาดใหญ่ภายในตำหนักตงเป่ย เหล่าทหารและนางกำนัลน้อมกายเคารพ ขณะที่สภาพร่างกายของเสวี่ยนหนิงย่ำแย่จนต้องมีคนคอยประคองตลอดเวลา หญิงสาวกลั้นใจเดินต่อไปจนถึงห้องเสวยอาหาร ก่อนนางจะหยุดนิ่งหน้าประตู พร้อมสูดลมหายใจเพื่อตั้งสติ
“ไป๋เจิน เ้ารอข้าอยู่ที่นี่”
“เพคะ” ร่างของพระชายาเดินเข้าไป ท่ามกลางแสงตะเกียงที่ส่องสว่างอยุ่
ชายหนุ่มสูงศักดิ์ในชุดสีขาวขลิบทอง รูปร่างสูงโปร่ง ใบหน้าหล่อเหลาราวกับภาพวาด จับจ้องมองตรงมายังพระชายาด้วยสายตาแน่นิ่ง ก่อนนางจะน้อมกายลงเคารพ
“ถวายพระพรเพคะ”
“นั่งตรงนั้น” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงเ็า ก่อนนางจะเดินไปยังเก้าอี้อีกฝั่งที่วางอยู่ กิริยาท่าทางของนางถอดแบบมาจากจางหลันหนิงทุกประการ ทว่าเขาไม่ได้รู้สึกพิศวาส เพราะรู้ความจริงทุกอย่าง ว่าฮองเฮาคือผู้อยู่เื้ัเื่ราวทั้งหมด
“ข้าไม่รู้ว่าทำไมครั้งแล้วครั้งเล่า เ้าถึงดวงแข็งนัก ทำยังไงก็ไม่ยอมตาย” คำพูดเ็าเอ่ยขึ้น ท่ามกลางสายตาสั่นไหวของพระชายาที่มองเขาด้วยสายตาราบเรียบ
“ไม่ต้องมองข้าเช่นนั้น ที่ข้าไม่ฆ่าเ้า ไม่ใช่เพราะข้าใจอ่อนหรือคิดสงสาร เ้าไม่ได้มีค่ามากมายเพียงนั้น” พระชายาฝืนยิ้มแล้วจับจ้องมองไปยังอาหารตรงหน้า พลันเอ่ยขึ้น
“หม่อมฉันรู้เพคะ ว่าพระองค์อยากฆ่าหม่อมฉันมากแค่ไหน ไม่ต้องย้ำถึงความโเี้ให้หม่อมฉันฟัง ลำพังาแตามตัวที่เกิดขึ้น นั่นก็แสดงให้เห็นว่า หากพระองค์พยายามฆ่าหม่อมฉันอีกเพียงครั้งเดียว ชีวิตของหม่อมฉันก็อาจดับสูญ เหตุใดจึงไว้ชีวิต?” สายตาสั่นไหวของพระชายาทอดมองเขาแน่นิ่ง
“ในเมื่อเ้าเป็พี่สาวฝาแฝดของหลันหนิง เรียนรู้ทุกอย่างจากนางได้อย่างดี จนตบตาข้าได้ขนาดนี้ เ้าลองเดาดูสิ ว่าเพราะอะไร ข้าจึงไม่ลงมือสังหารเ้าด้วยตัวเอง”
“เพราะคำสัญญาที่ท่านให้ไว้กับหลันหนิงงั้นเหรอเพคะ”
“เ้าเรียนรู้ทุกอย่างจากนางได้ดีจริง ๆ ข้าชื่นชม” เขายิ้มแล้วพยักหน้าตอบ ก่อนนางจะนิ่งเงียบ หวนนึกถึงเื่ราวต่าง ๆ แล้วกลืนน้ำลายอึกใหญ่
“เช่นนั้น ปล่อยหม่อมฉันกลับไปที่เขาไท่หลิน หม่อมฉันสัญญาว่าจะไม่กลับมาเหยียบวังหลวงอีก ในเมื่อเกลียดกัน ก็ควรอยู่ห่างไม่ต้องเห็นหน้า” เขาหัวเราะในลำคอเบา ๆ ก่อนจะเอื้อมมาหยิบอาหารใส่ปาก แล้วตอบกลับ
“นั่นไม่พอชดใช้ต่อสิ่งที่เ้าทำหรอก”
“หม่อมฉันรู้ ว่าการแอบอ้างเป็หลันหนิง เพื่อหลอกให้พระองค์อภิเษกด้วยเป็การกระทำที่ยากจะให้อภัย เช่นนั้นบอกหม่อมฉันมาเถิดเพคะ ว่าจะให้หม่อมฉันทำยังไงพระองค์จึงจะปล่อยหม่อมฉันเป็อิสระ” นางพยายามต่อรอง ก่อนชายหนุ่มจะยิ้มมุมปาก
“คนชั่วอย่างเ้า อยากเป็อิสระงั้นเหรอ ได้!หากเ้าทำให้ข้าพอใจ ข้าจะปล่อยเ้าเป็อิสระ” คำตอบของเขาทำให้แววตามีความหวังของพระชายาแสดงออกมา นางตั้งมั่นมองตรงไปยังอีกฝ่ายแล้วเอ่ยถาม
“ให้หม่อมฉันทำอะไรเพคะ” ชายหนุ่มยิ้มมุมปาก
“ช่วยให้ข้าได้ตำแหน่งรัชทายาทมา ถึงเวลานั้นข้าจะปล่อยเ้าเป็อิสระ ละเว้นชีวิตเ้า” หญิงสาวสบสายตาเขาด้วยความผิดหวัง แท้จริงแล้วต้าเทียน มีความละโมบและกระหายอำนาจไม่ต่างจากคนอื่น ๆ ที่เคยพบ
สิ้นคำพูดของเขา พระชายาเลื่อนสายตามองอาหารมากมายหลายอย่างบนโต๊ะ ก่อนจะเอื้อมไปตักผัดเห็ด ท่ามกลางสายตาของสวี่เหวินที่มองมาอย่างเงียบ ๆ เพราะผัดเห็ดเป็ของโปรดของจางหลันหนิง ชายหนุ่มละสายตาจากนางแล้วยกชาขึ้นจิบเบา ๆ
“หม่อมฉัน ไม่มีความสามารถมากมายเพียงนั้น อาจทำให้พระองค์ผิดหวัง”
“หากข้าผิดหวัง เ้าก็ต้องตาย!” นางสงบนิ่งในคำขู่ของอีกฝ่าย พลันค่อย ๆ เลื่อนสายตามองตรงไปยังใบหน้าหล่อเหลาของเขาที่จับจ้องตาไม่กะพริบ
ไม่ว่าพยายามบอกความจริงเท่าใด ว่านางคือหลันหนิง นอกจากไร้ความหมายแล้ว ยังกระตุ้นความโกรธของเขาให้ะเิออกมา สายตาสั่นไหวของพระชายามองอีกฝ่ายแล้วฝืนยิ้มออกมาเล็กน้อย
“เช่นนั้นพระองค์จะให้หม่อมฉันทำอะไร”
“กลับไปที่ตำหนักเหรินของฮองเฮา นำป้ายประจำตัวของข้า ที่เ้าขโมยไปให้นางกลับมา!” คิ้วเรียวเล็กของพระชายากระตุกเล็กน้อย
"ไม่ต้องแสร้งทำสายตาว่างเปล่า ราวกับไม่รู้เื่อะไร ป้ายประจำตัวของข้าหายไป มีเพียงเ้าคนเดียวที่เข้าห้องส่วนตัวข้าได้” พระชายาได้ยินดังนั้น จึงปรับสีหน้า แล้วเอ่ยขึ้น
“เพคะ หากหม่อมฉันทำสำเร็จ พระองค์จะปล่อยหม่อมฉันกลับไปที่เขาไท่หลินหรือไม่” นางยังคงร้องขอความเป็อิสระ ก่อนเขาจะส่ายศีรษะ
“เ้าต้องทำทุกอย่างเพื่อไถ่โทษ จนกว่าข้าจะได้ตำแหน่งรัชทายาทมา”
“หม่อมฉันอาจรอไม่ไหว” นางย้อนกลับในทันที
“เ้ามีทางเลือกด้วยงั้นเหรอ?” คำตอบของเขาทำให้พระชายาชะงักนิ่ง เกือบลืมไปว่าในวังหลวงอันกว้างใหญ่ เขามีอำนาจรองจากฮ่องเต้และฮองเฮาเท่านั้น หลันหนิงในร่างพระชายาตั้งสติ แล้วตอบรับ
“เช่นนั้น ขอให้พระองค์ทำตามสัญญาด้วยเพคะ” ชายหนุ่มยิ้มมุมปากเล็กน้อย
“อยู่ให้ถึงวันที่ข้าได้เป็รัชทายาทก็แล้วกัน” ว่าแล้วเขาก็ลุกขึ้น พลันทอดสายตามองอาหารบนโต๊ะขนาดใหญ่ ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ตอนนี้ข้ากลืนอาหารไม่ลง ยกให้เ้าทั้งหมดก็แล้วกัน”
“ขออภัยที่ร่างกายทรุดโทรมไม่น่ามองนี้ ทำให้พระองค์เสวยอาหารไม่ลง ต่อไปหม่อมฉันจะพยายามบำรุงร่างกาย ให้กลับมางดงามอีกครั้ง”
“ต่อให้งดงามเพียงใด สำหรับข้าแล้ว เ้าก็เป็ได้เท่านี้ ไม่ต้องพยายามให้เสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์” คำพูดเจ็บแสบของเขาทำให้พระชายานิ่งเงียบ ได้แต่มองอาหารมากมายตรงหน้า เมื่อร่างขององค์ชายสวี่เหวินเดินจากไป นางตัดสินใจเรียกนางกำนัลบริเวณนั้นเข้ามา
“พวกเ้ากินอาหารพวกนี้เถอะ ข้ากินคนเดียวไม่หมดหรอก” เหล่านางกำนัลพากันเลิ่กลั่ก ก่อนจะน้อมกายลงเคารพ
“พวกเราทำเช่นนั้นไม่ได้เพคะ อาหารของพวกเราอยู่ในครัว นี่เป็อาหารทรงเสวย กินไม่ได้เด็ดขาด”
“อาหารมากมายเพียงนี้ หากกินไม่หมดจะทำเช่นไร ทิ้งงั้นเหรอ?” หญิงสาวค่อย ๆ เรียนรู้ธรรมเนียมในวังหลวงอย่างช้า ๆ ก่อนนางกำนัลพวกนั้นจะน้อมกายลง
“ไม่ทิ้งเพคะ หากองค์ชายและพระชายาเสวยไม่หมด พวกเราจะนำไปกินต่อ แต่ว่าพวกเรากินภาชนะเดียวกับพระองค์ไม่ได้เด็ดขาด” คำตอบของนางกำนัล ทำให้หลันหนิงในร่างของพระชายาเข้าใจ
“เช่นนั้น เ้าก็ไปนำภาชนะของพวกเ้ามาถ่ายอาหารออกไปให้หมด เหลือเพียงเห็ดผัดถ้วยเดียวก็พอ”
“เพคะ” เหล่านางกำนัลรีบทำตามคำสั่ง หญิงสาวนั่งมองพวกนางที่ทำหน้าที่ด้วยความรีบร้อน เพียงแค่คำสั่งเดียว ก็ทำให้ทุกอย่างตรงหน้าเรียบร้อยในเวลาไม่นาน ทำให้นางเข้าใจถึงอำนาจในตำแหน่งที่อยู่
‘นี่คือสิ่งที่เสวี่ยนหนิงกระหายมาตลอดสินะ’ หญิงสาวขบคิด พร้อมเอื้อมมือไปคีบผัดเห็ดใส่ปากพร้อมขบคิดสิ่งต่าง ๆ ตามลำพัง
หลังจากซือเถารายงานการกระทำของพระชายาเสวี่ยนหนิงให้องค์ชายสวี่เหวินฟัง เขาเพียงแค่ยิ้มมุมปากแล้ววางพู่กันในมือลงช้า ๆ ท่ามกลางแสงตะเกียงที่ส่องไสวไปมา
“แจกอาหารของข้า ให้กับเหล่านางกำนัลงั้นเหรอ?”
“ก่อนหน้าพระชายาไม่เคยทำเช่นนี้” ซือเถาอธิบาย
“ข้าเคยโง่งมเชื่อนางมาแล้วครั้งหนึ่ง หลังจากนี้ไม่ว่าอะไรจะเปลี่ยนแปลง ข้าไม่มีวันเชื่อนางอีก จับตาดูนางไว้ หากฮองเฮาหรือใครทำอันตรายนาง ก็ให้ปล่อยไป อย่าได้เข้าขัดขวางเหมือนที่ผ่านมา” คำพูดราบเรียบ ขององค์ชายสวี่เหวิน ทำให้ซือเถาน้อมกายรับ
