ไป๋เฉินจดจำใบหน้าของเว่ยเส้าเทียนได้เป็อย่างดี ปรากฏว่ามันเองก็เข้าร่วมการประลองด้วยเช่นกัน
หลังจากที่เยาวชนทั้งสามแนะนำตัวจนเสร็จสรรพและกลับไปยังข้างสนามประลอง หวงเทียนหลงจึงได้กล่าวต่อในขณะยืนขึ้น "การตรวจสอบอายุกระดูกสิ้นสุดแล้ว ต่อไปจะเข้าสู่รอบการคัดเลือกที่แท้จริง"
สีหน้าของบุคคลทั้ง 31 คนแปรเปลี่ยนเป็จริงจังและสะดับรับฟังอย่างตั้งใจ
ทันใดนั้นปรากฏให้เห็นวัตถุทรงกลมมนขนาดพอดีมือปรากฏขึ้น 8 ลูกลอยอยู่เหนือมือเหี่ยวย่นของเซียวชิงโหรวก่อนที่มันจะเริ่มอธิบาย "การคัดเลือกรอบแรก การประลอง้าผู้เข้าร่วมประลองเพียงแค่ 8 คนจาก 31 คนเท่านั้น"
ผู้เข้าร่วมประลองพยักหน้าอย่างพร้อมเพรียง
เซียวชิงโหรวพยักหน้าและอธิบายต่อไป "ดังนั้นข้าจะเริ่มอธิบายกติกาการคัดเลือกรอบแรก...ผู้เข้าแข่งขันทั้งหมดต้องอยู่ในสนามประลองอย่างพร้อมเพรียงกัน โดยที่ข้าจะโยนบอลทั้ง 8 ลูกไปแบบสุ่มๆ ข้ามีเวลาให้ครึ่งก้านธูป หากหมดเวลาและบอลอยู่ในมือของผู้ใด คนผู้นั้นจะได้เข้าสู่รอบที่สองโดยทันทีโดยที่สามารถถือครองเพียงหนึ่งคนต่อหนึ่งลูกในขณะสิ้นสุดเวลาที่กำหนด..."
"แต่มีเงื่อนไขสำคัญนั่นคือในระหว่างที่ยังไม่หมดเวลาที่กำหนด จะไม่มีผู้ใดออกจากสนามประลองแม้แต่ผู้เดียว นอกเสียจากว่าการเอ่ยยอมแพ้และตัดสินใจออกนอกสนามประลองหรือสละสิทธิ์ออกมาด้วยตนเอง"
"และสุดท้ายห้ามมิให้มีการเข่นฆ่ากัน รอบแรกนี้ไม่สามารถใช้ศาสตราวุธในการต่อสู้ได้ พวกเ้าจงเอาตัวรอดด้วยความสามารถของพวกเ้าเอง...หากมีผู้ใดฝ่าผืนจะถูกตัดสิทธิ์โดยทันที" เมื่อเซียวชิงโหรวกล่าวจบ สีหน้าของใครหลายๆคนกลับน่าเกลียดโดยพลัน
กติการอบแรกเช่นนี้ทำให้ผู้ที่ฝึกฝนศาสตราวุธโดยตรงจะเสียเปรียบอย่างยิ่ง และยิ่งเป็ผู้ที่เป็ผู้ฝึกฝนวิถีดาบหรือกระบี่ด้วยแล้วย่อมเสียเปรียบอย่างถึงที่สุด
ในทวีปแห่งนี้มีน้อยคนนักที่ฝึกฝนศิลปะการต่อสู้มือเปล่า กว่า 80% จะเป็ผู้ฝึกฝนวิถีกระบี่ทั้งสิ้น ดังนั้นรอบแรกนี้ความได้เปรียบจะตกอยู่ที่ผู้ฝึกฝนศิลปะการต่อสู้มือเปล่าหรือแม้แต่การเคลื่อนไหวที่ว่องไว
แต่แม้นว่ารอบคัดเลือกในรอบแรกอาจจะฟังแลดูยากเล็กน้อยสำหรับผู้ใช้ศาสตราวุธ แต่ก็มีจุดอ่อนที่ยิ่งใหญ่ซุ่มซ่อนอยู่
นั่นคือพรรคพวก!
ในบรรดาผู้ที่เข้าร่วมสามารถจับกลุ่มกันเพื่อทำร้ายใครบางคนและ่ชิงบอลมาได้ ดังนั้นบุคคลที่แปลกแยกและไม่มีความสนิทสนมในวงกว้างจะเป็ผู้ที่เสียเปรียบ
ไม่ว่าจะการแย่งชิงบอลไปจากอีกฝ่าย หรือการครองบอลไว้โดยมิให้ถูก่ชิง ไม่ว่าจะทางใดก็นับว่าเป็เื่ยากมหันต์
เมื่ออธิบายจนจบเซียวชิงโหรวะโขึ้นไปยังอัฒจันทร์ที่มีระฆังสีทองห้อยอยู่โดยปล่อยให้ผู้เข้าแข่งขันยืนอยู่ในสนามประลองคละๆกันไป โดยส่วนใหญ่ก็ริเริ่มที่จะจับกลุ่มกันแยกตามเมืองของแต่ละเมือง
หวงหลิงซูในอาภรณ์สีทองเขยิบเข้าใกล้ไป๋เฉินก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล "เฟยเฉิน เดี๋ยวข้าจะไปแย่งชิงบอลมาสองลูก ก่อนที่จะหมดเวลาข้าจะมอบให้เ้าหนึ่งลูก"
ประโยคของนางดึงดูดสายตาของใครหลายๆคนในวินาทีนั้น แม้นว่านางจะพยายามลดเสียงอย่างไร แต่ก็มีผู้แข็งแกร่งบางส่วนได้ยินประโยคของนางอย่างประจักษ์แจ้ง
"โอ้?" ไป๋เฉินอดไม่ได้ที่จะชื่นชมในวิธีการของหวงหลิงซูอย่างยิ่ง หากเขามิได้เป็ผู้ถือครองบอลแต่แรก เขาจะไม่ต้องตกเป็เป้าหมายของการ่ชิง จนเหลือวินาทีสุดท้ายเขาก็จะได้รับสิทธิ์ในการเข้าสู่รอบที่สองโดยตรงโดยที่ไม่จำเป็ต้องออกแรงแม้แต่น้อย
แม้นว่าวิธีนี้จะแลดูขี้ขลาดสำหรับบุรุษ แต่ไป๋เฉินก็มิได้ถือสา
ไม่ว่าอย่างไรเขาก็เป็คนไร้ยางอายอยู่แล้ว ดังนั้นเขาจึงเอ่ยตอบนางอย่างยิ้มแย้ม "เช่นนั้นรบกวนเ้าแล้ว ข้าจะได้มีเวลาเดินเล่นเสียบ้าง"
หวงหลิงซูพยักหน้าอย่างเหนียมอายที่นางสามารถที่จะทำให้ประโยชน์ให้แก่ไป๋เฉินได้
เห็นได้ชัดว่าหวงหลิงซู้าสร้างความประทับใจให้แก่ไป๋เฉิน
หวงเทียนหลงที่เผอิญได้ยินก็อดไม่ได้ที่จะกุมขมับ "ช่างเป็การเอาอกเอาใจที่สะดวกสบายอะไรเยี่ยงนี้"
"ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า! สมกับเป็ลูกศิษย์ของข้า ช่างเป็วิธีการที่น่าชื่นชมยิ่งนัก" ไป๋ซวนหัวเราะเสียงดังและตบเก้าอี้อย่างพึงพอใจอย่างยิ่ง เขาหยิบเหยือกเหล้าออกมากระดกในขณะรอชมการต่อสู้อย่างใจจดใจจ่อ
มุมปากของหวงเทียนหลงและหวงเทียนหลิงกระตุกอย่างหนัก บุคลิกนอกรีตของเฟยเฉินและาานักฆ่าช่างเหมือนกันทุกประการอย่างแท้จริง
แต่มีหลายๆคนที่ได้ยินคำตอบของไป๋เฉินก็อดไม่ได้ที่จะแสดงสีหน้าเหยียดหยามและเย้ยหยัน
หากจะเอ่ยในนามของสัจธรรมในโลกใบนี้ วิธีการของไป๋เฉินเป็สิ่งที่เสียเกียรติและเสียศักดิ์ศรีในฐานะบุรุษอย่างยิ่ง
แน่นอนว่าคำตอบของไป๋เฉินได้สร้างความไม่พอใจให้แก่ใครหลายๆคน แต่คนแรกที่เปิดประเด็นขึ้นมาคือชายหนุ่มจากตระกูลเสิ่น เสิ่นกู่ชางที่มีใบหนัาอิจฉาริษยาจนเป็ฟืนเป็ไฟ
มันชี้หน้าด่ากราดไป๋เฉินและฉีกยิ้มเยาะเย้ย "เ้าเก่งแต่หลบอยู่ใต้กระโปรงของสตรีหรืออย่างไร!?"
เห็นได้ชัดว่ามันตั้งใจที่จะตะคอกเสียงดังเพื่อให้ไป๋เฉินได้อับอายขายขี้หน้าต่อหน้าเ้าเมืองทั้งสี่ ซ้ำแล้วยังรวมถึงมหาอำนาจจากแผ่นดินใหญ่เองก็เช่นกัน
ข้างๆสนามประลองร่างของเว่ยเส้าเทียนกำลังจ้องมองดูอย่างตั้งใจ "ข้าละชักอยากจะเห็นเสียแล้วว่าเฟยเฉินผู้นั้นจะแก้ปัญหาอย่างไร"
เซียวหยูหลงในกี่เพ้าสีแดงยกมือมาป้องปากและหัวเราะอย่างมีเสน่ห์ "คิคิคิ เหตุใดเ้าจึงสนใจชายที่ชื่อเฟยเฉินถึงเพียงนั้น?"
แต่เว่ยเส้าเทียนเอ่ยตอบด้วยสุ้มเสียงที่จริงจัง "เขาเป็บุคคลลึกลับคนที่สองที่ข้าเคยพบเจอ นอกเสียจากท่านเ้าสำนักแล้ว ก็มีเฟยเฉินที่ข้ามิอาจมองผ่านความคิดและความรู้สึกได้แม้แต่น้อย"
ข้อเท็จจริงนี้ทำให้มันจำต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง
"โอ้? นั่นหมายความว่าเฟยเฉินผู้นั้นอันตรายงั้นรึ?" เจี้ยนเจี้ยนเอ่ยถามด้วยสีหน้าสนอกสนใจ
เว่ยเส้าเทียนผงกศีรษะเบาๆ "พวกเ้าเองก็ระวังให้ดี ม้ามืดในปีนี้มิใช่หวงหลิงซูหรือมู่เทียนเฉิง แต่เป็เฟยเฉินผู้นั้น"
"โอ้? หายากยิ่งนักที่เ้าจะประเมินชายหนุ่มสักคนสูงลิ่วถึงเพียงนี้" เห็นได้ชัดว่าเซียวหยูหลงมิได้เชื่อในคำเตือนของเว่ยเส้าเทียนแม้แต่น้อย
เว่ยเส้าเทียนที่เห็นกิริยาเช่นนั้นก็ไม่พูดอันใดต่อให้เปลืองน้ำลาย
สิ้นสุดคำพูดของเสิ่นกู่ชาง เสียงประนามไป๋เฉินดังขึ้นจากรอบทิศ ตามมาด้วยเสียงซุบซิบจากฝูงชน
"ไม่คาดคิดว่าเป็ถึงผู้บำเพ็ญปราณ์แต่มันกลับขี้ขลาดถึงเพียงนี้"
"หากข้าเป็มันข้าคงจะหาปี้ปมาคลุมหัวไปเสียแล้ว"
แม้นว่าฝูงชนจะกำลังประนาม แต่มู่ซวนหยวนกลับสังเกตเห็นเพียงแววตาเรียบเฉยและสงบในรูม่านตาสีเืคู่นั้น
มันยังสังเกตเห็นบางสิ่งที่แตกต่างออกไปจากตัวของไป๋เฉินนั่นคือกลิ่นอาย
มันเป็กลิ่นอายที่เย่อหยิ่งและไม่แยแสราวกับมองผู้คนเป็เพียงผักปลาไม่ควรค่าแก่การเป็มนุษย์
บุคคลที่มีกลิ่นอายเช่นนี้ย่อมเป็ตัวอันตรายในภายภาคหน้า!
ไม่เว้นแม้แต่เย่ซือหยูที่มันเองก็คิดไปในทางเดียวกันเมื่อเห็นเพียงความสงบดุจน้ำนิ่งที่แสดงออกมาผ่านกลิ่นอายของไป๋เฉิน
เมื่อได้ยินการประนามไป๋เฉินต่อหน้าต่อตา การแสดงออกทางสีหน้าของหวงหลิงซูแสดงออกถึงอาการเกรี้ยวกราดในขณะจ้องมองอย่างไม่เป็มิตร "เสิ่นกู่ชาง! เ้า้าอะไร!?"
แต่เสิ่นกู่ชางทำเป็ไม่สนใจและยังปรามาสไป๋เฉินต่อไปอย่างสนุกปาก "เป็ไปได้ไหมว่าเ้ามีไม่มีฝีมือพอที่จะแย่งชิงบอลมาจากผู้อื่น? เฮ้อ~ เ้าทำให้ชื่อเสียงของาานักฆ่าหมัวหมองไป-"
ไม่ทันที่มันจะได้กล่าวจบจบประโยค ผู้นำตระกูลเสิ่นที่ซึ่งเป็บิดาของมันคำรามตะคอกอย่างเดือดดาล "หุบปาก!!!"
รังสีเข่นฆ่าแผ่ซ่านปกคลุมจนเสิ่นกู่ชางตัวสั่นสะท้าน
การที่เสิ่นกู่ชางจะกล่าวปรามาสไป๋เฉินนั้นเป็เื่ที่พอเข้าใจได้ แต่หากมันดึงาานักฆ่าเข้ามาเกี่ยวข้อง นั่นคงไม่ต่างจากการเพรียกหาหายนะมาสู่ตัว!
เสิ่นกู่ชางที่เพิ่งจะตระหนักได้ก็รีบปิดปากโดยพลัน หางตาของมันชำเลืองมองไปยังาานักฆ่าที่จ้องมองมายังทิศทางของมันด้วยสายตาแข็งกร้าว
[ฉิบหายแล้ว]
[แย่แน่ๆ]
แต่ใบหน้าของไป๋เฉินหนาเสียยิ่งกว่าฝาผนัง เขาเอามือไพล่หลังและยิ้มอ่อนๆ "ดูเหมือนว่าความอิจฉาจะทำให้คนปกติกลายเป็หมาบ้าได้จริงๆ เฮ้อ ช่างน่าเวทนาเสียนี่กระไร"
"เ้า!" แม้นว่าเสิ่นกู่ชางจะตะตอกอย่างเดือดดาล แต่มันกลับมิได้ขยับเขยื้อนราวกับว่ามีอสรพิษกำลังจ้องเอาชีวิตมันอยู่อย่างไรอย่างนั้น
เมื่อเห็นการตอบโต้ของไป๋เฉิน มู่หรงปิงเฟิงลอบบ่นพึมพำ "ช่างเป็สภาพจิตใจที่แข็งแกร่ง ไม่มีสิ่งใดสามารถโค่นล้มความมั่นใจและจิตใจของมันลงได้ สมกับเป็ศิษย์ของาานักฆ่าอย่างแท้จริง"
เจี้ยนเทียนกงเองก็พยักหน้าอย่างเห็นด้วย "นอกเสียจากเขาหน้าด้านแล้ว เขายังไร้ยางอายอีกต่างหาก"
. . .
หลังจากนั้นเพียงสิบลมหายใจ เซียวชิงโหรวจุดไฟที่ก้านธูปที่หักครึ่ง
เมื่อเห็นปฏิกิริยานั้นผู้เข้าแข่งขันตั้งท่าสำหรับการเคลื่อนไหวโดยพร้อมเพรียง
เซียวชิงโหรวยกยิ้มมุมปาก มันยกแขนขึ้นพร้อมประกาศเสียงดัง "การต่อสู้รอบแรก...เริ่มได้!"
"หว่อง!" เสียงลั่นระฆังดังเป็สัญญาณเริ่มต้นการแข่งขัน ตามมาด้วยลูกบอลทั้งแปดที่ถูกขว้างลงมาโดยเซียวชิงโหรวกระจัดกระจายไปทั่วทั้งสนามประลอง
ในวินาทีนั้นผู้เข้าแข่งขันจำนวนมากพุ่งทะยานไปยังกลางเวหาที่มีบอลทั้งแปดลูกลอยล่องลงมาราวกับอีแร้งที่เข้าตะครุบเหยื่อ!
