ภายหลังที่ได้หลักฐานและล่วงรู้แผนชั่วแล้ว ฟู่หลงเหยียนมาส่งอวี้จิ่นด้วยวิธีเดิม และไม่ลืมพูดถึงเื่งานเลี้ยงบุปผา ที่ฮองเฮาจะจัดขึ้นในอีกเจ็ดวันข้างหน้า เขาบอกให้อวี้จิ่นและมารดารออยู่ที่จวน แล้วเขาจะเป็คนมารับอวี้จิ่นด้วยตนเอง
พอกลับมาถึงจวนฟู่หลงเหยียนย่อมไปพบบิดา เพื่อบอกเล่าแผนการของเลี่ยวหลวนคุน และยังมีหลักฐานที่สายของตนได้มา
“ก๊อก ๆ ๆ ท่านพ่อข้าเองขอรับ”
“เข้ามาเถิดอาเหยียน”
เมื่ออนุญาตให้บุตรชายเข้ามาในห้องหนังสือได้ ก็มีห่อผ้าวางลงตรงหน้าของฟู่กั๋วกง คำถามจึงเกิดจากสายตาโดยไม่ต้องมีคำพูด
“เรียนท่านพ่อ ในห่อผ้านี้เป็สมุดบัญชีที่ใต้เท้าเลี่ยว แอบนำไปฝังไว้ใต้ดินหลังจากเสร็จสิ้นการประชุม สายของเราที่อยู่ในจวนสังเกตเห็นท่าทางมีพิรุธ ถึงได้ตามไปเงียบ ๆ จากนั้นก็ขุดมันออกมามอบให้ข้าขอรับ”
“หมายความว่าสิบปีที่ผ่านมา ใต้เท้าเลี่ยวติดต่อกับโจรป่าหยางเสวียน และแบ่งปันทรัพย์สินจากการปล้น รวมถึงเงินที่เก็บภาษีจากชาวบ้านด้วยงั้นรึ” ฟู่กั๋วกงไม่คิดมาก่อนว่าใต้เท้าเลี่ยว จะเก็บซ่อนความลับนี้ได้นานถึงสิบปี โดยไม่มีผู้ใดระแคะระคายแม้แต่น้อย
“คาดว่าจะเป็เช่นที่ท่านพ่อพูดมาขอรับ ส่วนเื่ที่ขอความช่วยเหลือจากจิ่นเอ๋อร์ ก็ได้รู้ถึงแผนการมักใหญ่ใฝ่สูง จากความคิดของเลี่ยวหลวนคุน ในงานเลี้ยงบุปผาคือทำให้องค์หญิงใหญ่ตกน้ำ จากนั้นเลี่ยวหลวนคุนจะเป็คนลงไปช่วย ท่ามกลางพยานมากมายในงาน องค์หญิงใหญ่ย่อมไม่อาจปฏิเสธเื่งานแต่งงานได้ขอรับ”
“หึ ช่างเป็ความคิดที่ต่ำช้ายิ่งนัก จ้าคิดจะจัดการสองพ่อลูกคู่นี้ในงานเลี้ยงใช่หรือไม่”
“ใช่ขอรับท่านพ่อ ด้านองค์หญิงใหญ่จิ่นเอ๋อร์คอยดูแล ข้าจะให้นางกำนัลซึ่งเป็คนของเรา ผลักบุตรสาวขุนนางที่อยู่ข้างเลี่ยวหลวนคุน ตกลงไปในสระน้ำแทนขอรับ” ฟู่หลงเหยียนจะให้เลี่ยวหลวนคุนสมหวัง ได้แต่งฮูหยินเข้าจวนอย่างสมเกียรติ
“อืม ทำงานให้รัดกุมอย่าให้เกิดข้อผิดพลาดได้ นี่ก็ดึกมากแล้วเ้าพักผ่อนเถิด พ่อจะทำงานต่ออีกเล็กน้อยค่อยกลับเรือน”
“ขอรับท่านพ่อ”
เช้าวันต่อมา ภายในจวนตระกูลเลี่ยวบ่าวไพร่ยังคงตื่นตามเวลา เนื่องจากเฉินอู่กับตงลู่วางยานอนหลับแค่พอดี ๆ พวกเขาจึงไม่มีใครระแวงสงสัยเพราะไม่มีอาการมึนงง แต่ในเรือนของคุณชายเลี่ยว ยังคงมีการงอนง้อฮูหยินที่รู้สึกไม่พอใจเล็กน้อย ที่สามีอยากเป็ราชบุตรเขย
“ฮึ หากท่านพี่แต่งกับองค์หญิงใหญ่ ข้าก็ต้องเป็อนุสิเ้าคะ”
“โธ่ ฮูหยินเ้าอย่าได้คิดเช่นนั้น ข้าแค่้าใช้ประโยชน์จากนาง มิได้จะให้นางเชิดหน้าอยู่ในจวนนานเสียเมื่อไหร่ อย่างไรก็ดีหลังจากนางตาย เ้าก็ยังได้เป็ฮูหยินเอกเช่นเดิมไม่ดีรึ” เลี่ยวหลวนคุนคิดเช่นนั้นจริง
“ท่านพี่พูดจริงนะเ้าคะ ถ้านางรังแกข้าท่านพี่ต้องออกหน้า มิเช่นนั้นข้าจะโกรธไม่ให้มานอนที่เรือนเชียว”
“ข้าย่อมเข้าข้างเ้าอยู่แล้ว วันนี้เ้าก็ออกไปหาซื้อเสื้อผ้าสวย ๆ ยังมีเครื่องประดับอีก อยากได้สิ่งใดก็ซื้อตามใจที่้า จะกี่ร้อยกี่พันตำลึงตระกูลเลี่ยวย่อมไม่ขาดแคลนเงิน” เลี่ยวหลวนคุนย่อมรู้ว่าเงินเหล่านี้มาจากที่ใด เพราะบิดาของเขาเป็คนบอกเอง
“ขอบคุณท่านพี่เ้าค่ะ”
ยามนี้ภายในเมืองหลวงยิ่งคึกคักมากกว่าเดิม เมื่อมีประกาศเื่งานเลี้ยงบุปผา ซึ่งมีฮองเฮาเป็แม่งานในปีนี้ จะจัดขึ้นอีกหกวันข้างหน้า กิจการร้านค้าผ้าและเครื่องประดับย่อมขายดี
คนอื่นล้วนแย่งชิงข้าวของราคาแพงกันให้วุ่น แต่สองคนแม่ลูกของตระกูลเจียง กลับเดินเลือกเครื่องประดับอยู่ในมิติที่กว้างขวาง จนอวี้จิ่นต้องให้ตลาดส่งเครื่องประดับเพชรนิลจินดา ทองคำแท้เงินแท้ ลวดลายต่าง ๆ ออกมาวางให้มารดาได้เลือกใช้จนตาลาย
“จะ จะ จิ่นเอ๋อร์ลูกแม่ มันเยอะมากแม่เลือกไม่ถูกเลยลูก”
อวี้จิ่นเห็นมารดาไม่รู้จะเลือกชิ้นไหนดี จึงใช้สายตาไล่ตามไปทีละชิ้น จนสายตาหยุดลงยังชุดเครื่องประดับ ที่ทำจากหยกสีขาวบริสุทธิ์ แซมด้วยทองคำบาง ๆ แกะสลักเป็ลวดลายเมฆมงคลละเอียดอ่อน มีทั้งต่างหู สร้อยคอ และกำไล ทั้งหมดถูกออกแบบอย่างวิจิตร และสื่อถึงความบริสุทธิ์ สงบ แต่แฝงไว้ด้วยความสูงส่ง เครื่องประดับชุดนี้สื่อถึงความสง่างามของมารดาของเขาได้อย่างสมบูรณ์แบบ
“ท่านแม่เ้าคะ ข้าคิดว่าชุดเครื่องประดับหยกขาวจักรพรรดินี้ เหมาะกับท่านแม่มากทีเดียวเ้าค่ะ ที่สำคัญยังมีครบทุกอย่าง หากท่านแม่สวมใส่จะต้องงดงามจนทุกคนอิจฉาแน่ ๆ”
“จิ่นเอ๋อร์ของแม่ช่างสายตาแหลมคมนัก เลือกเครื่องประดับได้งดงามจริง ๆ เช่นนั้นแม่ใส่ชุดนี้ที่จิ่นเอ๋อร์เลือกให้ก็แล้วกันนะจ๊ะ” จางฮูหยินหยิบกำไลหยกขึ้นมาล้อกับแสงไฟ ก็มองเห็นความงดงามที่แฝงอยู่ทันที
“อืม ถ้างั้นข้าเลือกเป็สร้อยลูกปัดหยก หนึ่งร้อยแปดเม็ด นำไปฝากท่านย่านะเ้าคะแม่ท่านแม่ เพราะท่านยาชอบสวดมนต์บ่อย ๆ จะต้องชอบสร้อยลูกปัดหยกของข้า” อวี้จิ่นเลือกสร้อยลูกปัดหยกสีแดงเข้ม สำหรับนำไปฝากผู้เป็ย่าของตน
“จิ่นเอ๋อร์เด็กดีรู้จักนึกถึงท่านย่า แล้วของเ้าเล่าเลือกไว้แล้วอย่างนั้นหรือ” จางฮูหยินถามถึงเครื่องประดับของบุตรสาว
“ท่านแม่อย่าได้กังวลไปเ้าค่ะ ข้าจะใช้เครื่องหัวอันเล็ก ๆ กับปิ่นปักผมที่ท่านป้าเซี่ยมอบให้ มีชุดตุ้มหูกับกำไลชุดที่อยู่ด้านซ้ายมือท่าน เท่านี้ก็เหมาะกับวัยของข้าแล้วเ้าค่ะ หากใส่เครื่องประดับเยอะจะปวดคอเอาได้ แหะ ๆ ๆ” อวี้จิ่นไม่อยากเดินคอแข็งตลอดเวลาเสียหน่อย
“เ้าลูกคนนี้ช่างเปรียบเทียบเสียจริง ในเมื่อเลือกได้แล้วพวกเรากลับออกไปกันเถิด แม่ไม่อยากให้ใครสงสัยเื่นี้มากนัก” จางฮูหยินกลัวว่าบุตรสาวจะเป็อันตราย
“ได้เ้าค่ะท่านแม่”
เมื่อวันจัดงานมาเลี้ยงบุปผามาถึง สองสตรีของจวนแม่ทัพใหญ่ แต่งกายได้งดงามน่ามองไม่แพ้กัน ทั้งสองคนมายืนรอฟู่หลงเหยียน ผู้รับอาสามารับพวกนางไปร่วมงานเลี้ยงในครั้งนี้ ยามที่เขาก้าวเท้าลงจากรถม้าเกือบจะขายหน้าผู้คน เพราะมัวแต่ตะลึงกับสตรีร่างบาง ที่วันนี้งดงามน่ามองเป็พิเศษ จนฟู่หลงเหยียนไม่อยากให้นางไปร่วมงานแล้วนี่สิ
“อาเหยียน ๆ” จางฮูหยินเรียกสหายของบุตรชาย ที่เอาแต่มองบุตรสาวของตนจนสติไม่กับตัวถึงสองครั้ง
“อ้อ คารวะท่านป้าขอรับ หลานเสียมารยาทแล้ว เชิญท่านป้ากับจิ่นเอ๋อร์ขึ้นรถม้าเถิดขอรับ”
“ไม่เป็ไรจ่ะ ป้าเข้าใจดอกไม้งามใครบ้างไม่อยากมอง”
“คิ คิ คิ ท่านแม่แค่หยอกเล่นเ้าค่ะ”
“แต่พี่คิดอย่างที่ท่านป้าพูดจริง ๆ น่ะสิ” ไม่พูดเปล่าฟู่หลงเหยียนยังส่งสายตากลุ้มกริ่มให้อวี้จิ่น
“คนบ้า ข้าไม่คุยด้วยแล้วไปดีกว่า” อวี้จิ่นแก้เขินด้วยการรีบตามมารดาขึ้นรถม้าไปทันที
ส่วนคนหยอกเย้าก็ส่ายหน้าด้วยความเอ็นดู และยังทันได้เห็นพวกแก้มของอวี้จิ่นเป็สีแดงระเรื่อลามไปถึงใบหู ก่อนจะที่เขาจะตามขึ้นไปเป็คนสุดท้าย รถม้าถึงได้เคลื่อนตัวไปยังวังหลวงเสียที
บรรยากาศยามเย็นที่พระอาทิตย์ใกล้ลับขอบฟ้า งานเลี้ยงบุปผาได้เริ่มขึ้นภายในอุทยานหลวง ดอกไม้หลากสีบานสะพรั่งประดับประดารอบงาน กลิ่นหอมของบุปผานานาชนิดคลุ้งอยู่ในอากาศ ผืนพรมแดงทอดยาวจากทางเข้าจนถึงลานกลางสวน ที่จัดโต๊ะและที่นั่งสำหรับเหล่าขุนนาง บุคคลสำคัญ และเชื้อพระวงศ์ แเื่ที่มาร่วมงานต่างแต่งกายด้วยความงดงาม
เมื่อทุกคนมาถึงในงานกันครบ ฮ่องเต้จึงเสด็จมาพร้อมฮองเฮา และนางสนมในวังหลัง งานเลี้ยงบุปผาจึงถือว่าเริ่มต้นอย่างเป็ทางการ ขุนนางทั้งหลายคุยกันอย่างสนุกสนาน เสียงดนตรีจากคณะสังคีตบรรเลงอย่างไพเราะ ขับกล่อมให้บรรยากาศดูผ่อนคลาย เวทีการแสดงกลางลานมีนางรำเต้นระบำอย่างอ่อนช้อย แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีคนหมั่นไส้อวี้จิ่น และอิจฉาที่วันนี้นางดูงดงามน่ามอง เรียกสายตาบุรุษไปได้เกือบครึ่งงาน
โดยเฉพาะโต๊ะที่อยู่ใกล้กับอวี้จิ่น คือองค์หญิงใหญ่จ้าวเจียเฟย วันนี้อยู่ในชุดกระโปรงผ้าไหมสีฟ้าอ่อน ประดับด้วยลวดลายดอกบัวทองยิ่งทำให้เธอดูโดดเด่น ดวงตาของเธอมีความเฉลียวฉลาด ยิ่งมีสายตาของบุรุษจับจ้อมไปมากกว่าเดิม หนึ่งในนั้นก็คือเลี่ยวหลวนคุน ที่มององค์หญิงใหญ่ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ ว่าแผนการของตนจะสำเร็จอย่างแน่นอน
องค์หญิงใหญ่ที่ไม่ชอบงานเช่นนี้เท่าใดนัก จึงได้เอ่ยขอประทานอนุญาตจากพระบิดา พาอวี้จิ่นไปเดินเล่นชมดอกไม้ในสวนอุทยาน ซึ่งฮ่องเต้ยังทรงตามใจองค์หญิงใหญ่เช่นเคย
“เฮ้อ ค่อยหายอึดอัดหน่อย เ้าเป็เหมือนเปิ่นกงจู่หรือไม่จิ่นเอ๋อร์”
“มีบ้างเล็กน้อยเพคะ แต่หม่อมฉันชอบมองคุณหนูในห้องหอ ที่แข่งกันแต่งตัวมาประชันความงาม เพราะหลังจากจบงานเลี้ยง พวกนางต้องให้สาวใช้คอยนวดที่คอ ที่มันแข็งเสียเหลือเกินยามอยู่ในงานเลี้ยงเพคะ คิ คิ คิ”
“เ้าเด็กคนนี้มองพวกนางเป็เื่สนุกไปเสียได้ เปิ่นกงจู่ขอบใจสำหรับยาชั้นดีของเ้านะจิ่นเอ๋อร์ หากไม่ได้ยาของเ้าป่านนี้เปิ่นกงจู่ คงยังนอนอยู่บนเตียงมาร่วมงานเช่นนี้ไม่ได้เป็แน่ หากเ้าอยากได้สิ่งใดก็ส่งคนมาบอกได้ทุกเมื่อนะ” องค์หญิงใหญ่เอ็นดูอวี้จิ่นน้อยเสียเมื่อไหร่
“แน่นอนเพคะ ว่าหม่อมฉันมีสิ่งที่อยากได้ และคิดว่าพระองค์ย่อมให้หม่อมฉันได้ องค์หญิงใหญ่ทรงแอบรักพี่ชายหม่อมฉัน ใช่หรือไม่เพคะ?” อวี้จิ่นไม่อ้อมค้อมนางถามองค์หญิงใหญ่ตรง ๆ
“นี่เ้า!! เ้ารู้ได้อย่างไรอย่าได้พูดให้ใครฟังเด็ดขาดเชียว”
“ไอหยา หากสังเกตให้ดี ๆ ย่อมมองออกอย่างง่ายดายเพคะ ดวงตาเป็หน้าต่างของหัวใจ พระองค์เคยได้ยินหรือไม่เพคะ”
“เปิ่นกงจู่ดูออกง่ายถึงเพียงนั้นเชียวรึจิ่นเอ๋อร์ ถึงเ้าจะรู้ว่าเปิ่นกงจู่คิดอย่างไรกับพี่ชายของเ้าแล้วอย่างไร พี่ชายของเ้าอาจจะมีสตรีที่หมายปองแล้วก็เป็ได้” พระสุรเสียงท้ายประโยคดูเศร้าลงเล็กน้อย
“พระองค์ตรัสได้ถูกต้องเพคะ พี่ชายของหม่อมฉันมีสตรีในดวงใจจริง ๆ และยังเป็สตรีที่เพิ่งไปช่วยด้วยตนเองอีกด้วยนะเพคะ สงสัยหม่อมฉันต้องเตรียมจัดงานมงคลั้แ่เนิ่น ๆ พอพี่ใหญ่กลับมาถึงจะได้ไม่ฉุกละหุกเกินไป พระองค์ว่าเป็ความคิดที่ดีหรือไม่เพคะ” อวี้จิ่นพูดไปสังเกตุสีพระพักตร์ขององค์หญิงใหญ่ไป ซึ่งตอนนี้สีบนพระพักตร์เริ่มเปลี่ยนสีไปเสียแล้ว
“จิ่นเอ๋อร์เ้ากำลังจะบอกเปิ่นกงจู่ว่า...”
“ว่าที่พี่สะใภ้พระองค์ต้องดูแลพระวรกายให้ดีนะเพคะ เมื่อถึงวันงานพิธีมงคลจะได้มีแรงตอบโต้พี่ใหญ่นะเพคะ”
“จิ่นเอ๋อร์เ้าเด็กทะลึ่ง”
ระหว่างที่ทั้งสองกำลังพูดคุยอย่างออกรส มีคนสองกลุ่มกำลังตามพวกนางอย่างเงียบ ๆ และยังมีสตรีนายบ่าวอีกสองคน ที่พยายามเร่งฝีเท้าให้ทันอวี้จิ่นกับองค์หญิงใหญ่ เพื่อทำตามแผนที่บิดาของนางได้กำชับเอาไว้
ฟู่หลงเหยียนที่อยู่ในมุมมืดของต้นไม้ ย่อมมองเห็นทุกอย่างได้ชัดเจน มุมหนึ่งเลี่ยวหลวนคุนแอบตามมา และรอช่วยองค์หญิงใหญ่ตามแผนเท่านั้น แต่ในระยะห่างที่มองได้ไม่ชัดเท่าใดนัก เมื่อแผนการเริ่มขึ้นเขาจึงเชื่อสนิทใจ ว่าสตรีที่อยู่ในน้ำ คือพระธิดาคนโปรดของฮ่องเต้อย่างแน่นอน
อวี้จิ่นที่คอยสังเกตด้านหลังอยู่เสมอ เมื่อองค์หญิงใหญ่หยุดชมดอกไม้ ซึ่งอยู่ใกล้สระบัวก็มีสตรีนางหนึ่ง ถลาเข้ามาอย่างรวดเร็ว หวังผลักองค์หญิงใหญ่ให้ตกน้ำ แต่มันจะเกิดขึ้นได้อย่างไร ในเมื่อมีอวี้จิ่นอยู่ตรงนี้ทั้งคน ดังนั้นอวี้จิ่นจึงดึงร่างว่าที่พี่สะใภ้หลบ ผู้ที่ไม่ระวังตัวจึงรับกรรมตกลงไปแทน และอวี้จิ่นยังส่งสาวใช้ลงไปเล่นน้ำเป็เพื่อนอีกคน
“องค์หญิงระวังเพคะ!!”
ตู้มมมม!!
“กรี๊ดดด ช่วยด้วย!! ช่วยด้วย!!”
“องค์หญิงใหญ่กระหม่อมมาช่วยแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
ตึก ตึก ตึก ตู้มมมม
เมื่อมีเสียงเอะอะโวยวายเกิดขึ้น ย่อมมีคนไปถวายรายงานฮ่องเต้ ไม่นานทุกคนก็เดินตามฮ่องเต้มาทั้งหมด แต่ภาพที่เห็นและคำพูดที่ได้ยินนั้น ทำเอาทุกคนในงานงุนงง กับสิ่งที่เลี่ยวหลวนคุนกำลังทำอยู่
“แค่ก ๆ ๆ”
“องค์หญิงเป็อย่างไรบ้างพ่ะย่ะค่ะ ทรงหนาวหรือไม่ จุนซียืนนิ่งอยู่ทำไมเอาเสื้อคลุมมาให้ข้าสิเร็วเข้า” เลี่ยวหลวนคุนยังไม่คิดมองสตรีในอ้อมกอด
“เอ่อ ขอรับ ๆ”
“ไม่เป็ไรนะพ่ะย่ะค่ะ ตอนนี้พระองค์ปลอดภัยแล้ว”
เลี่ยวหลวนคุนยังคงพูดตามที่ตนเองคิด โดยไม่ยอมมองใบหน้าของสตรีที่ตนโอบกอดอยู่ จนกระทั่งเสียงของฮ่องเต้ดังขึ้น
“มีคนไปรายงานเจิ้นว่ามีคนตกน้ำงั้นรึ แล้วทำไฉนถึงได้ตกน้ำตกท่าไปได้”
“ทูลฝ่าา กระหม่อมคิดว่าพื้นริมสระบัว คงจะลื่นจากน้ำค้างทำให้องค์หญิงใหญ่ พลาดพลั้งตกน้ำก็เป็ได้พ่ะย่ะค่ะ”
“แล้วเหตุใดถึงไม่ส่งธิดาของเจิ้นให้นางกำนัลดูแล”
“ฝ่าาโปรดประทานอภัย กระหม่อมไม่ทันคิดเื่ไม่เหมาะสม เพราะห่วงเพียงช่วยคนในเมื่อองค์หญิงต้องเสียเกียรติ กระหม่อมยินดีรักษาเกียรติอันบริสุทธิ์นี้ขององค์หญิงพ่ะย่ะค่ะ
เลี่ยวหลวนคุนก้มหน้าก้มตาพูด จนลืมบิดาและฮูหยินของตน ที่ยามนี้ยืนนิ่งพูดอันใดไม่ออกไปนานแล้ว
“ไม่ทราบว่าเปิ่นกงจู่เสื่อมเสียเกียรติั้แ่เมื่อใดหรือ ถึงต้องให้ใต้เท้ามารับผิดชอบเช่นนี้”
“เพราะกระหม่อมไม่คิดให้รอบคอบ จึงถูกเนื้อต้องตัวขององค์หยะ...!!” เลี่ยวหลวนคุนหยุดคำพูดของตน เมื่อเสียงที่ได้ยินมิได้มาจากคนในอ้อมแขน เมื่อมองให้ดีกลับกลายเป็กัวเพ่ยหนิง คนที่ตนใช้ให้ทำงานต่างหาก
“เฮ้ยยย!! นะ นะ นี่ เป็เ้าไปได้อย่างไร มิใช่ว่าคนที่อยู่ในสระต้องเป็..”
“ไม่ทราบว่าใต้เท้า้าให้เป็ผู้ใดหรือ อ้อ ท่านคงไม่ได้วางแผนวีรบุรุษช่วยสาวงามกระมัง และสาวงามยังเป็ถึงองค์หญิงใหญ่เสียด้วย” อวี้จิ่นที่ยืนประกบติดองค์หญิงใหญ่ พูดให้ทุกคนคิดตาม
“ดี! เลี่ยวหลวนเฉิน!!” ฮ่องเต้ทรงกริ้วหนักในตอนนี้
“กระ กระหม่อมอยู่นี่แล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“เ้าเลี้ยงดูบุตรชายได้ดีจริง ๆ ในเรือนมีสตรีอยู่มากมาย ยังคิดจะแต่งธิดาของเจิ้นอีกเช่นนั้นรึ! ช่างเป็บุรุษที่มักใหญ่ใฝ่สูงไม่น้อย ้าความก้าวหน้าในราชสำนัก โดยใช้ธิดาของเจิ้นให้เป็ประโยชน์สินะ”
“ฝ่าา มิใช่เช่นนั้นแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ นี่อาจเป็เื่เข้าใจผิดก็เป็ได้ ต้องมีคนวางแผนใส่ร้ายบุตรชายของกระหม่อม ฝ่าาโปรดตรวจสอบด้วยพ่ะย่ะค่ะ” ใต้เท้าเลี่ยวไม่คิดว่าบุตรชายที่ดูฉลาด จะมาตกม้าตายเอาตอนนี้
“ทูลฝ่าา เลี่ยวหลวนคุนคิดใช้องค์หญิงใหญ่ เพื่อแสวงหาอำนาจให้ตนเองจริงเพคะ นอกจากนี้เมื่อใช้จนไม่มีประโยชน์แล้ว ยังคิดกำจัดองค์หญิงใหญ่อย่างเงียบ ๆ ด้วยเพคะ” อวี้จิ่นทูลต่อฮ่องเต้ในสิ่งที่ตนได้รู้
“คุณหนูเจียงเ้าอย่าได้มาใส่ร้ายผู้อื่นเช่นนี้ ข้าไม่เคยคิดเื่เช่นนั้นกับองค์หญิงใหญ่เลยสักนิด” เลี่ยวหลวนคุนรีบแก้ต่างให้ตนเองเป็พัลวัน
“หึ มิได้คิดแล้วไม่ทราบว่าท่าน แอบสะกดรอยตามองค์หญิงใหญ่ และคุณหนูเจียงยามเดินเล่นในอุทยานด้วยเหตุใด ในเมื่อหน้าที่ดูแลความปลอดภัย ย่อมเป็ของทหารองครักษ์เท่านั้น” ฟู่หลงเหยยียนก้าวเข้ามาถามย้ำเพิ่มอีกคน
“ขะ ขะ ข้า ๆ แค่ ๆ” เลี่ยวหลวนคุนคิดหาคำพูดไม่ทันเสียแล้ว
“เ้าคิดว่ายามมีงานเลี้ยงในวังหลวง องครักษ์พวกนี้จะอยู่ดูแลเชื้อพระวงศ์อย่างเดียวรึ ทั่วทั้งวังหลวงล้วเต็มไปด้วยหูตาของเจิ้น” ฮ่องเต้ได้ฟังสิ่งที่อวี้จิ่นพูดไหนจะมีฟู่หลงเหยียนอีก ก็ยิ่งทรงกริ้วหนักมากกว่าเดิม
“เสด็จพ่ออย่าทรงกริ้วไปเลยเพคะ รักษาพระวรกายด้วยเพคะ”
“กระหม่อมเห็นด้วยกับองค์หญิงใหญ่พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าาจะทรงกริ้วกับขุนนางเช่นนี้ไปใย ในเมื่อเห็นธาตุแท้แล้ว ทรงลงโทษตามกฎหมายของแคว้นมิดีหรือพ่ะย่ะค่ะ” ฟู่กั๋วกงที่กำลังจะเปิดทาง สำหรับฟู่หลงเหยียนในการยื่นหลักฐาน การทำความผิดของเลี่ยวหลวนเฉิน
“อย่างที่เจิ้นได้พูดไว้ในท้องพระโรง หากบุตรหลานตระกูลใดก่อเื่ขึ้น ย่อมได้รับโทษทั้งตระกูล สำหรับเลี่ยวหลวนคุนถูกปลดจากตำแหน่ง เป็แค่สามัยชนคนธรรมดา และต้องแต่งงานกับคุณหนูตระกูลกัว ในตำแหน่งฮูหยินเอกมีอำนาจเท่าเทียม กับฮูหยินเอกคนปัจจุบัน ส่วนคนตระกูลเลี่ยว....”
ฮ่องเต้ยังมิทันรับสั่งลงโทษให้จบ ฟู่หลงเหยียนจึงเข้ามาคุกเข่า พร้อมกับถวายหลักฐานต่อฮ่องเต้ และต่อหน้าแขกในงานเลี้ยงทุกคน
“ตุบ ทูลฝ่าา กระหม่อม้าให้พระองค์ ลงโทษใต้เท้าเลี่ยวหลวนเฉิน ข้อหาสมคบคิดกับโจรป่าหยางเสวียน เพื่อรับเงินสินบนเป็ภาษีที่ขูดรีดจากราษฎรเมืองซุยโจว พ่ะย่ะค่ะ”
“คนที่เ้าสงสัยและตามสืบจนได้หลักฐาน ก็คือหัวหน้าสำนักมือปราบอย่างเลี่ยวหลวนเฉินงั้นรึ!” ฮ่องเต้เพิ่งจะพระทัยเย็นลง กลับทรงกริ้วมีโทสะเพิ่มขึ้นจนหยุดไม่ได้
ปึก!!
“เ้าขุนนางชั่ว!! กล้ารายงานเท็จต่อเจิ้นเพื่อเลื่อนตำแหน่ง ไม่สนใจราษฎรที่ต้องทนทุกข์มานานนับสิบปี เ้าไม่คิดสงสารคนเ่าั้บ้างหรืออย่างไร ห๊ะ!! คนเช่นนี้เอาไว้ไม่ได้อีก ต้องปะาสถานเดียวเท่านั้น ปะาทั้งตระกูลอย่าได้ละเว้นเข้าใจหรือไม่” ฮ่องเต้ทรงมีโทสะจนพระทัยเต้นแรง
“ฝ่าา การปะาเป็การส่งคนเหล่านี้ ให้ตกตายอย่างสบายจนเกินไปพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อม้าให้คนตระกูลเลี่ยว และตระกูลขุนนางที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ถูกส่งไปเป็ทาสที่เมืองซุยโจว เพื่อทำนาปลูกข้าวทำสวนปลูกผัก เพื่อให้ราษฎรในเมืองซุยโจวได้อิ่มท้อง ไม่ต้องเหน็ดเหนื่อยเื่พวกนี้อีกไม่ดีกว่าหรือพ่ะย่ะค่ะ” ฟู่หลงเหยียนจะต้องให้คนพวกนี้ตายอย่างทรมานที่สุด
“เจิ้นอนุญาตตามที่ใต้เท้าฟู่ร้องขอ ปลดทุกคนที่เกี่ยวข้องกับเื่นี้เป็ทาส ส่งไปทำงานเกษตรที่เมืองซุยโจว และยึดทรัพย์สินทั้งหมดเข้าคลัง ก่อนจะตรวจสอบจำนวนผู้เสียหาย และนำเงินเหล่าส่งคืนเ้าของไปเสีย งานเลี้ยงจบเพียงเท่านี้” ฮ่องเต้ตรัสอนุญาตก็เสด็จกลับตำหนักทันที
จากนั้นเื่จัดการนักโทษจึงเป็หน้าที่ของกรมอาญา ส่วนฟู่หลงเหยียนยังทำเหมือนเช่นเดิม คือการไปส่งอวี้จิ่นกับมาดากลับจวน แต่ก่อนจะกลับอวี้จิ่นยังทำให้องค์หญิงใหญ่ มีพระพักตร์เขินอีกอายอีกครั้ง ด้วยการเอ่ยย้ำเื่ของพี่ชายตนเอง
เมื่ออยู่บนรถม้าได้บอกเล่าเื่สุดประทับใจ ระหว่างพี่ชายกับองค์หญิงใหญ่ให้มารดารับรู้ และต้องเริ่มเตรียมงานมงคล เนื่องจากอวี้จิ่นได้คำนวณไว้แล้วว่า งานมงคลจะถูกจัดขึ้น หลังจากกองทัพมาเมืองหลวงเพียงสามอาทิตย์เท่านั้น
