ลู่เวินที่พานายช่างหานมาถึงบ้านก็ไม่รอช้า พวกเขาเดินไปดูพื้นที่รอบ ๆ บ้าน เพื่อทำการวัดขนาดความกว้างความยาวของที่ดินทั้งหมด ลู่ชิงยังบอกให้นายช่างหานทำกำแพงบ้านสูงหนึ่งจั้งเสียก่อน จากนั้นค่อยสร้างบ้าน
โดยบ้านที่ลู่ชิงจะให้สร้างตามแบบ เป็บ้านสองชั้นต้องใช้ก้อนอิฐในการสร้างเท่านั้น ชั้นบนมีสี่ห้องนอนมีห้องน้ำในตัว ส่วนชั้นล่างหนึ่งห้องนอนมีห้องน้ำเช่นกัน และมันเป็ห้องของลู่ชิงเอง ส่วนห้องน้ำอีกห้องเอาไว้สำหรับแขกที่มาเยี่ยมบ้าน
นายช่างหานก็รับปากจะทำอย่างเต็มที่ และที่สำคัญเขาอยากเห็นบ้านหลังนี้ หลังจากสร้างเสร็จตามแบบที่ได้รับมาเร็ว ๆ เสียเหลือเกินตอนนี้หมดหน้าที่ของลู่ชิงตรงนี้แล้ว นางจึงขอตัวไปเข้าครัวเพื่อเตรียมข้าวมื้อเที่ยงสำหรับทุกคน
ลู่ชิงเข้ามาในบ้านก็เอ่ยชวนมารดาเข้าครัวด้วยกันทันที “ท่านแม่เ้าคะ พวกเราเข้าครัวเตรียมทำอาหารมื้อเที่ยง รอท่านพ่อกับนายช่างหานกันเถิดเ้าค่ะ”
“ชิงเอ๋อร์จะให้แม่ทำตรงส่วนไหนบ้าง บอกมาได้เลยลูกแม่จะจำวิธีการทำไว้ เผื่ออยากกินอีกจะได้ลงมือทำเอง” ฟางซินชอบดูวิธีการทำอาหารของบุตรสาวมาก
“ได้สิเ้าคะ เช่นนั้นรบกวนท่านแม่ล้างพวกผักต่าง ๆ ที่ต้องใส่ในอาหารสองอย่างนี้ จากนั้นหั่นเป็ชิ้นพอดีคำใส่ชามไว้รอนะเ้าคะ ส่วนพริกกับกระเทียมค่อยนำไปจัดการปั่นหยาบ ๆ ในมิติ เพราะจะต้องเอาเนื้อหมู ไข่ไก่ในมิติออกมา ท่านแม่ดูต้นทางให้ด้วยนะเ้าคะ”
ลู่ชิงบอกมารดาเช่นนั้นแล้ว ก็หายเข้าไปในมิติทันทีเพื่อเลือกวัตถุดิบในการปรุงอาหารมื้อนี้ ฟางซินที่ล้างผักและหั่นผักไว้รอบุตรสาว เพียงครู่เดียวลู่ชิงก็ออกมาจากมิติแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็เป็วิธีการทำอาหารอย่างผัดกะเพราเสียที
“ท่านแม่รอดูวิธีการทำให้ดีนะเ้าคะ ต่อไปท่านแม่ฝึกทำบ่อย ๆ ย่อมทำได้อร่อยไม่แพ้ข้าอย่างแน่นอนเ้าค่ะ” นางแอบชมตัวเองไปด้วยนิดหน่อยล่ะนะ
“ท่านแม่อาหารอย่างเ้าผัดกะเพรา ท่านต้องเอาผ้ามาปิดจมูกไว้ก่อนนะเ้าคะ เพราะกลิ่นพริกมันจะฉุนนิดหน่อยเ้าค่ะ” ลู่ชิงไม่ลืมเตือนมารดาให้หาผ้ามาปิดจมูก เพราะผัดกะเพรามันจะทำให้คนที่ได้กลิ่นตอนผัดนั้นจามออกมาได้
ลู่ชิงเมื่อเตือนมารดาแล้ว ก็หันไปลงมือผัดกะเพราต่อทันที โดยตั้งกระทะใส่น้ำมันให้ร้อน นำพริกกับกระเทียมที่ปั่นหยาบลงไปผัดให้หอม ต่อด้วยเนื้อหมูสับลงไปผัดให้สุกพอประมาณ ปรุงรสด้วยซอสหอย น้ำปลา ซีอิ้วดำหวานเล็กน้อย พริกไทยป่นและผัดจนเนื้อหมูสุก ลองชิมดูว่าได้รสชาติที่้าหรือไม่ จากนั้นใส่ใบกะเพราลงไปผัดเพียงครู่เดียว ก็ยกลงตักใส่ชามใบโตเอาไว้ก่อนต่อด้วยการทอดไข่ดาว ที่มีทั้งไข่แดงสุกกับไม่สุกให้ทุกคนได้เลือกเอง
“ชิงเอ๋อร์ผัดกะเพราของลูก กลิ่นมันชวนให้อยากจามออกมาหลายครั้งมากเลยนะ แต่พอทำเสร็จกลับหอมมาก ชวนให้อยากลิ้มลองรสชาติยิ่งนัก” หากว่านางไม่ทำตามคำเตือนของบุตรสาวละก็ นางจะต้องจามจนน้ำตาไหลเป็แน่
“อาหารจานใหม่นี้ต้องถูกใจทุกคนอย่างแน่นอนเ้าค่ะ ประเดี๋ยวข้าเข้าไปยกหม้อน้ำซุปออกมาก่อนนะเ้าคะ แล้วค่อยไปตามท่านพ่อกับทุกคนมาทานมื้อเที่ยงแสนอร่อยกัน” พูดจบลู่ชิงก็เข้าไปในมิติอีกรอบ ออกมาพร้อมหม้อน้ำซุปขนาดกลางนำไปอุ่นบนเตารออีกครั้ง
“ชิงเอ๋อร์ออกไปตามท่านพ่อกับคนอื่น ๆ นะลูก ประเดี๋ยวแม่จะจัดโต๊ะอาหารรอเ้ากับทุกคนเอง” ฟางซินอาสาจัดโต๊ะรอระหว่างที่บุตรสาวไปตามทุกคนมาทานมื้อเที่ยง
“เ้าค่ะท่านแม่”
บ้านของลู่ชิงในตอนนี้ทุกคนกำลังจะได้กินมื้อเที่ยงที่แสนอร่อย และมีความสุขกับอาหารรสชาติแปลกใหม่ ซึ่งแตกต่างกับอีกคนที่นั่งหน้าบอกบุญไม่รับ อยู่ในห้องพักของโรงเตี๊ยมในตำบลหย่งฝู
ความจริงแล้วที่เซียวหนิงหลงและผู้ติดตามเดินทางมาที่นี่ เพราะมีสายข่าวรายงานว่ามีสายลับของแคว้นตงหนาน ปลอมตัวเป็พ่อค้าเร่เข้ามาสืบข่าวในแคว้นฉู่ เพื่อเตรียมทำายึดพื้นที่แถบชายแดนทิศตะวันตกเฉียงใต้
ฮ่องเต้แคว้นตงหนาน้าขยายอาณาเขต และมีความกระหายอยากเป็ผู้ยิ่งใหญ่เหนือแคว้นอื่น ๆ บิดาของเขาจึงสั่งให้มาตรวจสอบดูว่า ข่าวที่ได้มาเป็ความจริงหรือไม่ เพราะการที่สายลับจะเข้ามาในแคว้นอย่างง่ายดายนั้น ต้องมีคนในให้ความช่วยเหลืออย่างแน่นอน
พวกเขาจะต้องรีบจัดการก่อนที่จะเกิดาระหว่างแคว้นให้จงได้ หากปล่อยให้แคว้นศัตรูลงมือทำา จะมีราษฎรอีกมากมายที่ต้องเดือดร้อนกับความกระหายอยาก จากผู้ปกครองแคว้นใกล้เคียงกัน
เซียวหนิงหลงที่กำลังนั่งฟังชุนชานรายงาน เื่ที่เขาให้ไปสืบประวัติเกี่ยวกับครอบครัวของแม่ค้าตัวน้อย ก็อยากจัดการตระกูลเห็นแก่ตัวนั่นเสียให้สิ้น ช่างจิตใจดำมืดทำร้ายบุตรหลานในสายเืได้ลงคอ ซึ่งเซียวหนิงหลงเกลียดคนประเภทมากที่สุด
“รายงานมา ได้เื่ว่าอย่างไรบ้าง” เขารีบสั่งให้ชุนชานรายงานมาเสียที
ตันเจียงที่ยืนอยู่ด้านหลังก็ส่งสัญญาณถึงสหายให้รีบพูดโดยเร็ว
“เรียนซื่อจื่อ ข้าน้อยได้ไปสืบหาข้อมูล จากหัวหน้าหมู่บ้านอันผิงรวมถึงเหล่าพ่อค้า ที่มักจะเข้าไปค้าขายในเมืองหลวงมาแล้ว อันที่จริงหัวหน้าครอบครัวนี้เดิมมีแซ่ว่าอู๋ เขาเป็บุตรชายคนรองที่เกิดจากอนุของคหบดีอู๋เจียงสง เ้าของกิจการผ้าไหมขนาดใหญ่ในเมืองหลวง มีภรรยาชื่อว่าเฟยฟางซิน บุตรชายคนโตชื่อลู่จื้อ บุตรชายคนรองชื่อลู่เสียนและบุตรสาวคนเล็กชื่อลู่ชิงขอรับ” ชุนชานไม่รอช้ารีบรายงานตามข้อมูลที่ได้รับมาทันที เมื่อเห็นนายน้อยยังเงียบไม่มีคำถามอะไรชุนชานจึงรายงานต่อไป
“ด้วยความเฉลียวฉลาดของคุณชายลู่เวิน ที่โดดเด่นกว่าบุตรชายคนโต นายท่านอู๋จึงได้มอบหมาย ให้เข้าไปช่วยทำการค้าผ้าไหมของตระกูล จนทำให้กิจการผ้าไหมมีกำไรเพิ่มมากขึ้นทุกเดือน ทำให้คุณชายใหญ่อู๋ติ้งเกาบุตรฮูหยินเอกอิจฉาริษยาน้องชาย ที่มักได้รับคำชมจากบิดา และฮูหยินเอกก็เข้าข้างบุตรชายของตน สนับสนุนเื่การสร้างหลักฐานเท็จใส่ร้ายคุณชายรองลู่เวิน ว่ายักยอกเงินของร้านผ้าไหมไปจำนวนมาก
นายท่านอู๋เห็นหลักฐานนั้นจึงเชื่อว่าบุตรชายคนรองทำเช่นนั้นจริง ๆ จึงได้ตัดชื่อของครอบครัวคุณชายรองออกจากผังตระกูล และไล่ออกมาจากจวนทั้งยังโดนสั่งห้าม ไม่ให้หยิบอะไรติดไม้ติดมือออกมาจากจวนนั้นอีกด้วยขอรับ ไม่รู้ว่าก่อนหน้านั้นคนในครอบครัวนี้ได้แอบซ่อนเงินไว้หรือไม่ แต่ก็เดินทางมาถึงที่ตำบลหย่งฝู อาศัยอยู่บ้านเดิมของมารดาและเปลี่ยนมาใช้แซ่สวี ซึ่งเป็แซ่ของมารดา ่ฤดูหนาวที่ผ่านมาคุณหนูลู่ชิงได้ล้มป่วย เพราะช่วยครอบครัวทำงานหาเงิน แต่พวกเขาไม่มีเงินมากพอจะเชิญหมอมารักษา จึงไปเก็บสมุนไพรบนูเามาต้มเองขอรับ”
ชุนชานเล่าจบก็มองหน้าของซื่อจื่อ ที่ตอนนี้ไม่มีใครจะคาดเดาได้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่ แม้จะรับใช้ใกล้ชิดมานานหลายปีก็ตาม ยังไม่เคยมีใครอ่านสายตาของซื่อจื่อได้ นอกเสียจากว่าซื่อจื่อจะใช้สายตาส่งสัญญาณยามทำภารกิจ ที่มีความเสี่ยงและไม่้าใช้เสียงในการออกคำสั่งเท่านั้น
“ข้าถึงได้เกลียดการที่บุรุษมีภรรยาหลายคน ไม่แปลกใจที่พวกเขาจะยังดูซูบผอมอยู่บ้าง หลังจากที่มาทำอาหารขายคงจะมีความเป็อยู่ที่ดีขึ้น” เขาเกลียดพวกบุรุษมักมากเ่าั้เป็ที่สุด
ท่านพ่อของเขาถึงตอนนี้อายุก็ปาเข้าไปสี่สิบกว่าแล้ว พวกขุนนางหน้าด้านพวกนั้นยังไม่หยุดที่จะส่งบุตรหลานเข้ามาในจวน พอเขาอาละวาดก็พากันเงียบหายไปพอไม่อยู่ก็เริ่มจะทำอีก สงสัยคราวหน้าต้องเล่นแรง ๆ เสียหน่อยแล้วกระมัง
“ซื่อจื่อขอรับข้าน้อยเหมือนจะนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ ชุนชานบอกว่าบิดาของคุณหนูลู่ชิงเป็บุตรชายของนายท่านอู๋ ถ้าจำไม่ผิดแล้วละก็เหมือนก่อนหน้านี้จะมีแม่สื่อมาจากตระกูลอู๋ เพื่อทาบทามท่านหญิงให้กับหลานชายคนโตของตระกูล แต่ถูกท่านอ๋องปฏิเสธการทาบทามในครั้งนั้นไปขอรับ” ตันเจียงนึกขึ้นได้จึงพูดออกมาทันที เพราะเขารู้สึกคุ้น ๆ กับแซ่อู๋ที่เคยได้ยิน ตอนที่แม่สื่อมาแจ้งที่หน้าประตูจวนชินอ๋อง
“อยากได้น้องสาวข้าเพื่อหวังพึ่งอำนาจจวนชินอ๋องทำการค้าสินะ เ้าส่งจดหมายไปถึงท่านพ่อ บอกเล่าเื่ไร้ศีลธรรมของตระกูลนี้ และให้เพิ่มคนติดตามน้องสาวข้า อย่าให้คนตระกูลอู๋ได้มีโอกาสใช้แผนชั่ว ทำลายชื่อเสียงของนางเด็ดขาด” พวกเ้ารอข้ากลับไปเมืองหลวงก่อนเถิด อย่าได้คิดจะอยู่อย่างมีความสุขเลย
“ข้าจะรีบไปส่งจดหมายถึงท่านอ๋องตอนนี้เลยขอรับ” ชุนชานรับคำสั่งแล้วก็ออกไปจัดการเื่จดหมายทันที
“ตันเจียง เมื่อเช้าตอนที่เ้าไปซื้ออาหารที่ร้านของนาง ได้พูดคุยอย่างอื่นเพิ่มเติมอีกหรือไม่” เขานึกขึ้นได้ว่าเมื่อเช้า เหมือนนางจะพูดอะไรกับองครักษ์ของเขาสักอย่าง
“อ่อ คุณหนูลู่ชิงฝากมาขอบคุณซื่อจื่อที่ใจดี เหมาอาหารของนางเลี้ยงชาวบ้าน และบอกว่าอีกไม่นานนางจะเปิดร้านเป็ของตัวเองแล้ว หากซื่อจื่อได้ผ่านมาทางนี้อีก ก็ขอเชิญไปอุดหนุนที่ร้านของนางได้ขอรับ” ตันเจียงเล่าให้เซียวหนิงหลงฟังครบทุกประโยคไม่มีตกหล่น
“นางจะเปิดร้านเช่นนั้นหรือคงจะขายดีอีกเช่นเคย เมื่อทำงานเสร็จเรียบร้อยแล้วก่อนจะกลับเมืองหลวง เ้าส่งจดหมายไปเรียกตัวเจียวมิ่งให้เดินทางมาที่นี่ และคอยติดตามดูแลนางอย่าลืมกำชับเจียวมิ่งให้ดี ห้ามให้ใครหน้าไหนมารังแกนางได้ เข้าใจหรือไม่” นางจะเปิดร้านค้าเมื่อมีรายได้เยอะ มีหรือที่จะไม่มีคนอิจฉาริษยา และหาทางกลั่นแกล้งรังแกครอบครัวของนางอย่างแน่นอน
ไม่ว่าใครหน้าไหนก็อย่าได้คิดมารังแกคนของข้าได้ ส่งเจียวมิ่งมาคอยดูแลความปลอดภัยให้นาง และยังป้องกันพวกเหลือบไร ที่คิดจะมาเกี้ยวพาชิงเอ๋อร์ของเขาไปพร้อมกัน ย่อมเป็ทางเลือกที่ดีที่สุดแล้ว
