ทั้งสี่และเด็กน้อยซือเซียงเดินทางมาสักพักก็พ้นออกจากชายป่าดงดิบนั่น ออกมาสู่ทุ่งกว้าง ที่มีหญ้าเขียวขจีและลำธาร ทั้งห้าเดินไปพักไปก็เข้าสู่อาณเขตป่าไผ่ ร่มรื่นสงบ เสียงลมพัดกระทบปล้องต้นไผ่กระทบกันเป็เสียง กร๊อบ!กร๊อบ!ป๊อก!ป็อก! ร่มรื่นไพเราะ แต่สักพัก ฮวาเฟยฟาเมื่อรู้ตัว ก็หันกลับมามองทุกคน โดยเฉพาะเด็กซือเซียง ดวงตาขาวโพลนไร้สติ ส่วน เ้าวั่งซู หลิ่งกวาง และชิงหลง ต่างนิ่งๆ งงๆ เหมือนไร้สติ
“เอ๊ะทุกคน! หรือว่า! นี่คือ! “ทำนองโหยหวนพรำนำถอดจิต”
“มนต์คลายทำนองย้อนกลับ” สิ้นเสียงฮวาเฟยฟา สองมือเรียวงามประกบตั้งแปดนิ้วเรียวงามตั้งตรงเหมือนจั่ว มีเพียงสองนิ้วนางประกบเป็จั่วทิ่มลงด้านล่าง แสงสีฟ้าสว่างขึ้น เปล่งแสงพองกระจายตัวออกจากมือเรียวงามขยายวง คลื่นพลังกระแทกเข้าร่างทั้งสี่คน ดวงตากลับฟืนคืนสติ
“ฮะ! นี่ พวกเราเป็อะไรไปกัน” เ้าวั่งซูฟื้นจากพวังค์
“เสียงกระทบของต้นไผ่พวกนี้คือ ทำนองโหยหวนพรำนำถอดจิต ข้าเคยอ่านเจอว่าเป็ทำนองโบราณจากภพพืชพันธุ์ที่ร่ายลงบนบรรดาพืชพันธุ์เพื่อ สะกด จับ และหลีกเลี่ยง พรางสายตาจากศัตรู ” ฮวาเฟยฟาเล่า
“พรางตา ถ้างั้น หรือว่าจริงๆ แล้วในป่าไผ่นี่คือ”
“ป่ายูหลกโฮ่ว และ ปากทางเข้าหมู่บ้านิหยวน” ทั้งสองอุทานพร้อมกัน เมื่อสิ้นเสียงอุทาน เนื่องด้วยพลังจากมนต์คลายทำนองย้อนกลับของฮวาเฟยฟา ภาพใบไผ่ในป่าไผ่ที่กว้างใหญ่นี้ เริ่มเลือนรางดั่งภาพวาดสีละลายหลุดล่อนลง กลายเป็สถานที่จริงที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า รอบๆ บริเวณที่ทั้งห้ายืนอยู่กลายเป็ต้นไม้โบราณสีม่วงพุ่มกว้างหนาเปล่งแสงเบาๆ สีม่วง และยืนต้นอยู่มากมายเท่ากับป่าไผ่ก่อนหน้า
“นี่มัน ยูหลกโฮ่ว ที่แท้ป่าไผ่ถูกสร้างไว้เพื่อพรางตาต้นไม้พวกนี้จริงๆ” เ้าวั่งซูพูดมองแปลกใจ
“ต้นไม้นี่ไม่ควรอยู่บนโลกมนุษย์ สีม่วง เปล่งแสง มิแปลกใจเลยว่าเป็หนึ่งในพันธุ์ไม้แสนวิเศษจากภพพืชพันธุ์” ฮวาเฟยฟาเอ่ยชมความงามของต้นไม้ที่ยืนเรียงรายเปล่งแสงระยิบ
“นั่น! พวกท่านดูนั่นสิ ประตู” เด็กซือเซียง ชี้ไปด้านหน้าไกลออกไป สักนิดในกลุ่มหมอกควัน มีบางสิ่งใหญ่โตคล้ายซุ้มประตูถูกพรางตาอยู่
“นั่นต้องเป็ ซุ้มประตูหมู่บ้านิหยวนแน่ๆ เก่งมากซือเซียง ไปพวกเราไปกันเถอะ” เ้าวั่งซู เดินนำทุกคนไปทางกลุ่มหมอกนั่น
ทั้งสี่เดินมาสักพักเข้าสู่กลุ่มหมอกเริ่มหนามาก ทั้งสี่จุดดวงไฟขึ้นเพื่อนำทาง เดินฝ่าหมอกมาสักระยะก็ถึงซุ้มประตูสูง เขียนว่า “หมู่บ้านิหยวน” ทั้งห้าเดินฝ่าเข้าไป สภาพบ้านคนดูเก่า ของหล่นระเกะระกะ กลุ่มหมอกและควันหนา สภาพที่นี่คือไม่ต่างจากหมู่บ้านร้าง ลมฝุ่นหมอกพัด แต่ไม่เห็นผู้คนหรือแม้แต่ิญญา
“เกิดอะไรขึ้นที่นี่ ทำไมดูร้างเหมือนไม่มีผู้คนอาศัยอยู่มานาน ชาวบ้านไปไหนหมด” เ้าวั่งซูกวาดตามองไปรอบๆ ในหมู่บ้านที่ไร้ผู้คนนี้ ด้านหน้าตรงไป มีคฤหาสน์หลังใหญ่ตั้งตระหง่าน
“ไปพวกเราลองเข้าไปสำรวจด้านในคฤหาสน์นั่นกัน เผื่อเจอร่องรอยอะไรบ้าง” ฮวาเฟยฟาเอ่ย พร้อมจูงมือซีเซียง เด็กน้อยที่กลัวบรรยากาศรอบๆ จนทำหน้าแบะปากเหมือนพร้อมจะร้องไห้อยู่ทุกเมื่อ จับมือฮวาเฟยฟาแน่นไม่ปล่อย ทั้งห้าเดินไปที่ด้านหน้า พร้อมส่งเสียงะโเรียกผู้คนด้านในแต่ไร้เสียงตอบกลับ หลิ่งกวางะโขึ้นไปบนเหนือประตู และมองเข้าสู่ด้านในตัวเรือน และ หันมาทางเ้าวั่งซูพร้อมฉายดวงตาสีแดง “แง้ว แง้ว”
“ฮะ! ด้านในมีเงาผู้คนหรอหลิ่งกวาง ไปพวกเราเข้าไปด้านในกัน” ทั้งห้าถือวิสาสะเปิดประตู ประตูบานใหญ่ถูกเปิดเหวี่ยงออกเสียง เอี๊ยด!อ๊าด! เหมือนไม่มีคนเปิดมานาน ด้านบริเวณพื้นมีใบไม้ร่วงหล่นกองเต็มไปหมด ต้นไม้ภายในสวนยืนต้นตาย ทั้งหมดค่อยเดินเข้าไปเปิดประตูเรือน เมื่อบานประตูแง้มออกทุกคนก็ต่างใกับสิ่งที่เห็นตรงหน้า บรรดาร่างมนุษย์ที่ยังดูมีชีวิตขยับร่างกายได้ปกติ แต่ทุกคนนั่งก้มหน้าบนโต๊ะอาหารไร้การตอบสนองใดใด
“นี่พวกเค้าเป็อะไรกัน ยังชีวิตอยู่ไม๊ ข้าว่ามันเหมือนผีดิบ” เ้าวั่งซูเอ่ยน้ำเสียงแขยง ฮวาเฟยฟาเดินเข้าร้องทักแต่ไมได้มีเสียงตอบกลับ ทุกคนก้มหน้า หน้าตาเหี่ยวเฉาตอบคล้ำเซียวไร้ชีวิตชีวา น้ำลายไหล ร้องครวญครางในลำคอ ฮวาเฟยฟายื่นมือไปแตะชีพจรตรงลำคอ
“พวกเค้ายังมีชีวิตอยู่ ไม่ใช่ผีดิบ และพวกเค้าคืุ์ไม่ใช่การสวมร่าง แล้วพวกเค้าคืออะไร!?” ฮวาเฟยฟาเอ่ยคิดหน้าตาจริงจัง
“เอ๊ะ! พวกท่าน คืุ์หรือไรกัน ทำไมเข้ามาที่นี่ได้” เสียงดังมาจากมุมมืดด้านโถงบ้าน สักครู่ก็เกิดปรากฏ ชายอายุยังน้อยสภาพกายปกติแต่เสื้อผ้าแต่งกายทรุดโทรม
“ข้าน้อย หลันอี้ เป็ชาวหมู่บ้านิหยวน ไม่ทราบพวกท่านคือ”
“ข้าฮวาเฟยฟา สหายข้าเ้าวั่งซู และเด็กน้อยที่พวกข้าพบระหว่างทางนามซีเซียง พวกข้าต้องขออภัยที่เข้ามาโดยพลการ ขออนุญาตถามได้ไม๊ว่าเกิดอะไรขึ้นกับครอบครัวท่าน”
“ที่แท้คือ องค์ชายั กับ คุณชายเ้าวั่งซู ข้าน้อยขอคารวะ คนพวกนี้ ไม่ใช่ครอบครัวข้า แต่เป็ชาวบ้านที่ฟื้นกลับขึ้นมาจากการใช้ต้นยูหลกโฮ่ว แต่เื่เริ่มต้นหลายร้อยปีมาละก่อนที่หมู่บ้านนี่จะต้องถูกซุกซ่อนไว้ในสายหมอก ข้าเองก็ไม่แน่ใจในรายละเอียดเื่ราวความเป็มา ข้าขอเรียนเชิญพวกท่านพบท่านผู้เฒ่าหวังเหลียน ท่านคือผู้ดูแลต้นยูหลกโฮ่ว และ อยู่ั้แ่การเริ่มต้นเหตุการณ์วิปริตนั่น”
“หมู่บ้านนี้สาบสูญไปจากพื้นโลกมากกว่าห้าร้อยปีที่ผ่านมา แล้วท่านผู้เฒ่าหวังเหลียน ทำไมถึงอายุยืนยาวนานขนาดนั้น” เ้าวั่งซูเอยสงสัย
“เรียนคุณชายเ้า เชิญพวกท่านตามข้ามา เมื่อเจอท่านผู้เฒ่าท่านก็คงรู้เอง” หลันอี้พูดแบบนอบน้อม ผายมือ และ เดินนำทั้งห้าออกจากคฤหาสน์หลังนั้นทางสวนด้านหลัง เดินข้ามผ่านแม่น้ำ ตลาดสดในเมือง ทุกที่มีผู้คนนั่งและเดินมากมาย แต่ทุกคนล้วนไร้ชีวิตเหมือนผีดิบไร้ิญญา เดินต่อไปสักพัก ก็พบคฤหาสน์ขนาดใหญ่ ด้านในเต็มไปด้วยต้นไม้มหัศจรรย์สีม่วงเปล่งแสงระยิบระยับ สวนภายในคฤหาสน์ร่มรื่นและสงบ และเมื่อก่อนจะถึงตัวเรือนก็มีต้นยูหลกโฮ่วขนาดมหึมาต้นหนึ่งยืนต้นตระการขวางทางอยู่ และใต้ต้นไม้นั่นก็มีผู้เฒ่าเคราขาวยาวลากพื้น ตาปิดถือไม้เท้า หน้าตามีสง่าราศีใจดีนั่งลูบสุนัขคู่ใจอยู่ ทั้งหก เดินไปหยุดอยู่ด้านหลัง
“ท่านผู้เฒ่าหวังเหลียน ข้าน้อยพาแขกของท่านมาถึงแล้วขอรับ”
“แขกของท่าน เอ๊ะ นี่ท่านรู้ หรอว่าพวกข้าจะมา ท่านคือใครกันแน่ ท่านหวังเหลียน” เ้าวั่งซูเอ่ยแปลกใจ
“เทพเหลียนหม่าเติง เทพเ้าโคมวิญาณ” ฮวาเฟยฟาพูดขึ้น สิ้นเสียงฮวาเฟยฟาต้นยูหลกโฮ่วทั้งสวนก็สว่างขึ้น และผู้เฒ่าหวังเหลียนก็ลอยขึ้นกลายร่างเป็เทพที่ร่างสว่างผอมลงลอยลงมาคาราวะเฟยฟา
“ขอภัยที่เสียมารยาท ข้าน้อยเหลียนหม่าเติงขอคาราวะองค์ชายฮวาเฟยฟา และ คุณชายเ้าวั่งซู”
“เทพเ้าโคมิญญาคือสิ่งใด” เ้าวั่งซูเอ่ยถาม
“เรียนคุณชายเ้า เมื่อเจ็ดร้อยปีก่อน ข้าน้อยเทพเ้าโคมิญญาได้รับมอบหมายจากองค์จักรพรรดิให้ลงมายังโลกหมู่บ้านิหยวนแห่งนี้เพื่อดูแลต้นยูหลกโฮ่วไม่ให้ถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด ข้าน้อยคือคนที่ใช้ต้นยูหลกโฮ่วผสานเข้าเป็โคมิญญาเพื่อนำทางให้ิญญาที่ดับสูญมาอย่างสงบสุข จนกระทั่ง” เสียงเล่าของเทพเหลียนหม่าเติงหยุดไป
“เกิดอะไรขึ้นท่านหม่าเติง ทำไมผู้คนถึงได้สภาพเหมือนผีดิบ และ หมู่บ้านนี้ก็ถูกพรางสายตาหาย และลืมเลือนจากโลกนี้ไป” ฮวาเฟยฟาเอ่ยถาม เหลียนหม่าเติงคาราวะองค์ชายฮวาเฟยฟาหนึ่งที และเริ่มเอามือลูบหนวดเครายาวของตน และเริ่มเล่า
