พอพวกจ้าวไห่เฟิงเหยียบย่างเข้าไปในเมืองเฮยอวิ๋นก็มองเห็นผู้คนที่อยู่เต็มถนนทันที
ถนนหนทางที่เดิมทียังพอถือว่ากว้างขวาง เนื่องจากการพังถล่มของหอเรือนหินจึงมีเศษหินมากมายกลิ้งเกลื่อนกลาดถนน บวกกับกลุ่มคนที่ร้องไห้คร่ำครวญ เป็เหตุให้ถนนที่กว้างขวางกลายมาเป็คับแคบ
ขอบเขตของพวกจ้าวไห่เฟิงสามคนยังอยู่ไกลจากระดับที่จะบินกลางอากาศได้ไกลโข กลุ่มคนที่เบียดเสียดจึงทำให้การเคลื่อนหน้าของพวกเขายากลำบากอย่างเห็นได้ชัด
“สวบ! สวบๆ!”
หอกกระดูกสามเล่มที่ติดตามจ้าวไห่เฟิงมาติดๆ กลายร่างเป็สายฟ้าสีขาวซีดสามเส้นแล้วแทงทะลุเข้าใส่เรือนกายของมนุษย์ชาวเมืองเฮยอวิ๋นสามคนที่กำลังโหยไห้จนเป็รูโหว่
สามคนนั้นถูกแรงโจมตีจากหอกกระดูกร่างจึงลอยทะยานขึ้น
“นั่นใครกัน?”
ชาวบ้านของเมืองเฮยอวิ๋นที่กำลังตกอยู่ในความเ็ปรวดร้าวพอมองเห็นว่ามีคนสามคนถูกฆ่าตายจึงโมโหเดือดขึ้นมาในพริบตา
พวกเขาพุ่งเข้าไปหาจ้าวไห่เฟิงด้วยความเคียดแค้นไม่กลัวเกรง
“มนุษย์ธรรมดา...”
จ้าวไห่เฟิงขมวดคิ้ว พึมพำเบาๆ หนึ่งครั้ง หอกกระดูกสามเล่มนั้นพลันลอยกลับมา เสียบแทงทะลุร่างของคนที่พยายามจะเข้ามาล้อมโจมตีพวกเขาไปทีละคน
“คน... คนของวังยมบาล!”
การสังหารอย่างโเี้ทำให้คนมากมายสงบลงได้อย่างรวดเร็ว พวกเขาจ้องมองอาภรณ์ของพวกจ้าวไห่เฟิงสามคนอย่างละเอียด แล้วก็ต้องกรีดร้องเสียงหลง
หน้าอกของพวกจ้าวไห่เฟิงสามคนปักภาพหนึ่งที่ดูสมจริงราวกับมีชีวิตเอาไว้ ภาพนั้นคือ... ปีศาจร้ายตัวหนึ่งที่กำลังร้องคำราม
“อย่ามาขวางทางพวกเรา”
ใบหน้าของจ้าวไห่เฟิงเ็า มือซ้ายยกขึ้นโบกหนึ่งครั้ง หอกกระดูกทั้งสามที่ไม่เคยร่วงลงพื้นก็พุ่งคำรามแทงทะลุออกไปเบื้องหน้า
ชาวเมืองเฮยอวิ๋นที่ยังคงยืนออกันเต็มถนนด้านหน้าเห็นเช่นนั้นก็ใลนลาน ต่างคนต่างเบียดกันไปมาจนกลายเป็การเปิดทางออกกว้างให้กับคนทั้งสาม
จ้าวไห่เฟิงพยักหน้าน้อยๆ ไม่สนใจคนอื่น พาต้วนหยวนและหูฉิงเหวินมุ่งหน้าตรงดิ่งไปยังทิศที่ตั้งของตระกูลอวิ๋น
ตระกูลอวิ๋น
เนี่ยเทียนเดินลงมาจากหินอุกกาบาตเย็นเฉียบก้อนนั้น กลับมายืนอยู่หน้าประตูตระกูลอวิ๋นพร้อมกับพวกเนี่ยตงไห่ อันหรงอีกครั้ง
“ท่านประมุขเล่า?”
“ตระกูลอวิ๋นล่มสลายแล้ว! เป็อย่างนี้ไปได้อย่างไร?”
คนตระกูลอวิ๋นหลายคนที่ห้อตะบึงมาถึงวิ่งผ่านพวกเนี่ยเทียนเข้าไปในตระกูลอวิ๋น พอมองเห็นว่าจวนตระกูลอวิ๋นถูกหินอุกกาบาตกระแทกโจมตีจนจมลงไปอยู่ในหลุมั์ คนเ่าั้ก็ร้องคร่ำครวญด้วยความเศร้าอาดูร
ไม่ว่าอย่างไรพวกเขาก็คิดไม่ถึงแม้แต่นิด เมื่อตอนกลางวันตระกูลอวิ๋นยังคงตั้งตระหง่านอยู่ในเมืองเฮยอวิ๋น ทว่าตอนกลางคืนกลับ...กลายมาเป็ซากปรักหักพังในพริบตาเดียว
พวกเขาล้วนยอมรับความจริงเบื้องหน้านี้ไม่ได้
“ตระกูลอวิ๋นจะจบเห่แบบนี้หละหรือ?” อันหรงประมุขตระกูลอันถอนหายใจด้วยความหมดอาลัยตายอยาก ส่ายหัวไปมา และก็รู้สึกปลงอนิจจังอย่างสุดซึ้ง “เผชิญกับภัยแห่ง์เช่นนี้ นอกจากสำนักใหญ่ที่แข็งแกร่งอย่างสำนักหลิงอวิ๋นแล้ว ตระกูลในสังกัดอื่นๆ ล้วนมิอาจต่อกรใดๆ ด้วยได้ ตระกูลอวิ๋นเองก็อยู่ในเมืองเฮยอวิ๋นมาหลายปีแล้ว นึกไม่ถึงเลยว่าภัย์มาเยือนแค่ครั้งเดียวก็ต้องมาถูกทำลายจนพินาศวอดวายแบบนี้”
“น่าเสียดายจริงๆ กว่าข้าจะรวบรวมมหาสมุทริญญาขึ้นมาใหม่ได้ไม่ใช่เื่ง่าย ยังหมายจะคิดบัญชีกับอวิ๋นเิอยู่เลย” เนี่ยตงไห่เองก็ถอนหายใจด้วยความปลง
ข้างกายของเขา เนี่ยเฉี่ยนสีหน้ามืดมน ไม่เอ่ยอะไร
แม้ว่านางจะเกลียดแค้นอวิ๋นจื้อกั๋ว ทว่าอย่างไรเสียอวิ๋นจื้อกั๋วกับนางก็เคยเป็สามีภรรยากัน หลายปีมานี้ได้มองเนี่ยเทียนค่อยๆ เติบโตและโดดเด่นขึ้นมา นางยังคิดจะยืมใช้เนี่ยเทียนมาทวงคืนความยุติธรรมจากสามีภรรยาอวิ๋นจื้อกั๋วและหยวนชิวอิ๋งอยู่เลย
นางเองก็คิดไม่ถึงสักนิดว่าตลอดทั้งตระกูลอวิ๋นจะดับสิ้นไปในพริบตาเดียว
“เป็แบบนี้ก็ดี วันหน้าเวลากลับเมืองเฮยอวิ๋นจะได้ไม่ต้องเสียเวลาไปทวงบัญชีแค้นกับคนตระกูลอวิ๋นทีละคน” เนี่ยเทียนกล่าว
ในความคิดของเขา รอวันหนึ่งที่เขาแข็งแกร่งมากพอแล้ว เขาจะมาเยือนตระกูลอวิ๋นด้วยตัวเองแล้วเรียกคนทั้งตระกูลอวิ๋นออกมาด่าประณาม
น่าเสียดาย ตระกูลอวิ๋นไม่ทันรอให้ถึงวันนั้นก็ล่มสลายไปเองเสียก่อนแล้ว
“รีบหลบเร็ว!”
“คนของวังยมบาลสามคนนั้นฆ่าคนตาไม่กะพริบ!”
“เปิดทางให้พวกเขา!”
และเวลานี้เอง บนถนนที่พวกเนี่ยเทียนเดินผ่านมามีเสียงเอะอะด้วยความตะลึงและหวาดกลัวดังขึ้น
“วังยมบาล!”
เนี่ยตงไห่และอันหรงสบตากันหนึ่งครั้ง สีหน้าต่างก็เปลี่ยนมาเป็เคร่งเครียดถึงขีดสุด
พวกเขาล้วนรู้ดีว่ามีผู้แข็งแกร่งมากมายโอบล้อมูเาหลิงอวิ๋นเอาไว้ เพื่อขัดขวางไม่ให้คนของเขาหลิงอวิ๋นไปช่วยเหลือหอหลิงเป่าได้
โดยทั่วไปแล้วานองเืระหว่างสำนักหลิงอวิ๋นกับวังยมบาล สำนักภูตผี และสำนักโลหิตล้วนไม่มีทางเกี่ยวพันมาถึงเมืองคูน้ำที่มนุษย์ธรรมดาใช้ชีวิตอยู่ได้
วังยมบาลล้อมเขาหลิงอวิ๋นเอาไว้หลายวันก็ยังไม่มีผู้แข็งแกร่งของวังยมบาลสักคนย่างกรายเข้ามาเปิดฉากสังหารในเมืองเฮยอวิ๋น
ทว่าตอนนี้อยู่ๆ กลับมีคนของวังยมบาลมาเยือนเมืองเฮยอวิ๋นกะทันหัน นี่เห็นได้ชัดว่าเป็การละเมิดกฎที่ทั้งสองฝ่ายรักษาไว้หลายปี
“จะเป็คนใดของวังยมบาลกัน?” อันหรงกังวลใจ
เนี่ยเทียนเองก็แอบใ
ตอนที่เขาอยู่ในโลกมายามรกต เคยได้เจอกับลูกศิษย์ของสำนักภูตผีและสำนักโลหิต อีกทั้งยังเคยประมือกับนางมารอวี๋ถงอยู่หลายครั้ง
เขารู้ดีว่าลูกศิษย์ของสำนักภูตผีและสำนักโลหิตมีประสบการณ์ในการต่อสู้มากกว่าหอหลิงเป่าสี่สำนักมากมายนัก ทว่าลูกศิษย์ของวังยมบาล... เขายังไม่เคยเจอแม้แต่คนเดียว
แต่เขาได้ยินพวกเจียงหลิงจู พันเทาเล่าให้ฟังว่า คนของวังยมบาลน่ากลัวยิ่งกว่าคนของสำนักภูตผีและสำนักโลหิตเสียอีก!
ปีนั้นตอนที่พวกเจียงหลิงจูและพันเทาเข้าใจไปว่าวังยมบาลก็บุกเข้าไปในโลกมายามรกตและมองเห็นอารามเสวียนอู้เป็เป้าหมาย พวกเขาต่างก็รู้สึกว่าอารามเสวียนอู้คงไม่มีใครรอดชีวิตแม้แต่คนเดียว
ซึ่งรวมถึงเจิ้งปินด้วย!
เห็นได้ชัดว่าพวกเขารู้สึกว่าคนของวังยมบาลเป็ภัยคุกคามที่น่ากลัวมากกว่าสำนักภูตผีและสำนักโลหิต
“สำนักภูตผีและสำนักโลหิตต่างก็มีผู้แข็งแกร่งในเขตลี้ลับกันสำนักละหนึ่งคน ส่วนวังยมบาล... กลับมีผู้แข็งแกร่งขอบเขตลี้ลับถึงสองคน ท่านอาจารย์เคยเล่าให้ฟังว่าเ้าวังคนปัจจุบันดูเหมือนใกล้จะฝ่าทะลุเขตลี้ลับแล้ว” เนี่ยเทียนสีหน้าเคร่งขรึม “ลำพังเพียงแค่วังยมบาลแห่งเดียว หากมีผู้แข็งแกร่งเขตลี้ลับปรากฏขึ้นถึงสามคน ถ้าเช่นนั้นวังยมบาลก็จะอยู่เหนือทุกสำนัก กลายเป็ขอบเขตอิทธิพลที่ใหญ่เป็อันดับหนึ่งของอาณาจักรหลีเทียน”
“ต้วนหยวน ฉิงเหวิน พวกเ้าไปดูที่บนหินอุกกาบาตก้อนนั้น หากเจอกุญแจจากหินอุกกาบาต พวกเ้าสองคนก็เก็บมาก่อนเลย” เวลานี้เองเสียงของจ้าวไห่เฟิงก็ดังแว่วๆ มาจากบนถนน
และเรือนกายสูงตระหง่านราวกระบี่ของเขาก็ค่อยๆ มาปรากฏอยู่ด้านหน้าพวกเนี่ยเทียนอย่างรวดเร็ว
“เพียงแค่... เด็กรุ่นเล็กสามคนเท่านั้น?” อันหรงมองเห็นพวกเขาก็อึ้งตะลึง แล้วพลันเกิดความรู้สึกเหมือนถูกเหยียดหยาม
เห็นได้ชัดว่าพวกจ้าวไห่เฟิงสามคนอายุประมาณแค่สิบห้าสิบหกปี แค่เด็กรุ่นเล็กสามคนนี้กลับกล้าบุกเข้ามาในเมืองเฮยอวิ๋นและฆ่าคนอย่างกำเริบเสิบสาน
นี่หมายความว่าอย่างไร?
หมายความว่าพวกคนของวังยมบาลไม่ได้เห็นเมืองเฮยอวิ๋นอยู่ในสายตา ไม่ได้เห็นหัวเขาอันหรง ตระกูลอวิ๋นและตระกูลเนี่ยเลยแม้แต่นิด!
ราวกับว่าในสายตาของผู้แข็งแกร่งวังยมบาล เด็กรุ่นเล็กเพียงสามคนก็มากพอที่จะกวาดทำลายเมืองเฮยอวิ๋นได้
อันหรงคือประมุขของตระกูลอัน ซึ่งชาวบ้านมากมายที่อยู่ในเมืองต่างก็มองเขาเป็เหมือนเ้าเมืองเฮยอวิ๋น
วังยมบาลส่งแค่เด็กรุ่นเล็กสามคนมา ทำให้เขารู้สึก... ถูกสบประมาทอย่างรุนแรง!
“ต้วนหยวน! ฉิงเหวิน!”
ก่อนหน้าที่อันหรงจะบันดาลโทสะ จ้าวไห่เฟิงขมวดคิ้วฉับ ออกเสียงห้ามปราม
สองคนนั้นมองเขาอย่างไม่เข้าใจ
เขาหรี่ตาลง สายตาที่ราวกับกระบี่แหลมคมเย็นเยียบสาดแทงไปบนหลังมือข้างซ้ายของเนี่ยเทียน กล่าว “กุญแจประตู์ของหินอุกกาบาตก้อนนั้นถูกเขาแย่งชิงไปแล้ว”
ต้วนหยวนและหูฉิงเหวินหยุดชะงัก มองไปตามสายตาของเขา จึงเห็นภาพบนมือข้างซ้ายของเนี่ยเทียน
“เป็อย่างที่คิดเอาไว้จริงๆ” ต้วนหยวนนแค่นเสียงเ็าหนึ่งครั้ง
หอกกระดูกสีเทาสามเล่มซึ่งมีไอเย็นะเืโอบล้อมบินออกมาจากถนนด้านหลังของจ้าวไห่เฟิง
หอกกระดูกทั้งสามเล่มนั้นยังคงมีเืหยด “ติ๋งๆ” ลงมาไม่หยุด
จ้าวไห่เฟิงมองเนี่ยเทียนหนึ่งครั้ง กล่าวด้วยน้ำเสียงเป็ธรรมชาติอย่างยิ่ง “พวกเรามาที่นี่ก็เพื่อกุญแจของประตู์ ไม่อยากเสียเวลามากนัก พวกเรายังต้องรีบไปที่ป่ารกร้างเพื่อตามหากุญแจประตู์ต่อ ดังนั้น...”
เขาหยุดชะงักไปครู่หนึ่งก็พูดกับเนี่ยเทียนว่า “แค่เ้าตัดมือซ้ายของตัวเอง มอบกุญแจประตู์ที่ประทับอยู่บนมือนั้นให้แก่พวกเรา พวกเราก็จะจากไปทันที ไม่คิดอยู่ต่อในเมืองเฮยอวิ๋นอีก”
“เ้า้าให้ข้าตัดมือซ้ายของตัวเองมอบให้เ้า?” เนี่ยเทียนแสยะปากยิ้ม
“แบบนี้อย่างน้อยเ้าก็ยังได้มีชีวิตอยู่” จ้าวไห่เฟิงกล่าว
“หากข้าไม่ให้เล่า?” เนี่ยเทียนถามกลับ
“ถ้าอย่างนั้นเ้าก็ต้องตาย” จ้าวไห่เฟิงตอบ
“ฟิ้ว!”
เหยี่ยวส่งจดหมายตัวหนึ่งพลันบินมาเกาะบนไหล่ของอันเหอ
อันเหอยื่นมือออกไปแกะม้วนกระดาษที่ผูกไว้ตรงขาของเหยี่ยวตัวนั้นออกมาอ่าน สีหน้าเปลี่ยนมาเป็มืดคล้ำในบัดดล กล่าว “ท่านประมุข คนของตระกูลอันพวกเราที่เฝ้ารักษาการณ์อยู่ที่ประตูเมืองถูกคนฆ่าตายแล้ว”
เขาจ้องไปที่จ้าวไห่เฟิงด้วยสายตาเ็า แล้วพูดเสริมอีกประโยคหนึ่งว่า “และยังมีอู๋เทาขุนนางต่างรัฐของตระกูลเนี่ยด้วยที่ตายเพราะฝีมือสามคนนี้!”
“ท่านอู๋!” เนี่ยเทียนะโขึ้นด้วยความเดือดดาล
ในตระกูลเนี่ย นอกจากเนี่ยตงไห่และเนี่ยเฉี่ยนแล้ว เขาเคยได้รับความอบอุ่นจากอู๋เทาเพียงคนเดียว
ในใจเขาให้ความเคารพอู๋เทาอย่างสูงสุด คราวที่แล้วก่อนหน้าที่จะไปจากตระกูลเนี่ยจึงได้ไปเอ่ยขอบคุณอู๋เทาเป็พิเศษ
นึกไม่ถึงว่าอู๋เทาที่ดีกับเขาไม่น้อยกลับถูกลูกศิษย์วังยมบาลสามคนตรงหน้านี้สังหาร ไฟโทสะในใจเขาพลันถูกจุดขึ้นมาทันที “พวกเ้าสมควรตาย!”
“พี่ไห่เฟิง ดูท่าคงต้องลงมือแล้วล่ะ” ต้วนหยวนหงุดหงิดเล็กน้อย
“แค่พวกเ้าสามคนกลับกล้ามาทำตัวระรานที่เมืองเฮยอวิ๋นของพวกเรา วังยมบาลคิดว่าเมืองเฮยอวิ๋นของพวกเราไร้ผู้คนจริงๆ อย่างนั้นรึ?” อันหรงเองก็เดือดดาลขึ้นมาทันควัน
“ตาแก่ พูดดีๆ ไม่ชอบ พวกเ้า้าให้ข้าใช้กำลังจริงๆ สินะ” จ้าวไห่เฟิงส่ายหน้า คล้ายรู้สึกว่าการเลือกของพวกเขาไม่ฉลาดเอาเสียเลย “คนแก่ๆ อย่างพวกเ้าทั้งชีวิตนี้ไม่มีทางได้รับการยอมรับจากสำนักหลิงอวิ๋น หอหลิงเป่า หุบเขาเทา ไม่ได้รับการถ่ายทอดวิชาการฝึกบำเพ็ญตบะอย่างแท้จริงจากสี่สำนักนั้น แล้วก็ไม่เคยผ่านพิธีชำระด้วยเืที่อำมหิตทารุณมากที่สุดอีกด้วย”
“พวกเ้าที่เป็เช่นนี้ ต่อให้ขอบเขตสูงกว่าพวกข้าเล็กน้อยก็ไม่เป็ภัยคุกคามใดๆ ต่อพวกข้า”
หลังจากจ้าวไห่เฟิงโยนถ้อยคำเช่นนี้ทิ้งไว้ก็ยื่นมืออกมาชี้อันหรง กล่าว “ข้าจัดการเขาเอง ตาแก่อีกสองคนที่เหลือพวกเ้าเลือกกันเอาเอง”
ตาแก่สองคนที่เขาพูดถึงเห็นได้ชัดว่าเป็เนี่ยตงไห่และอันเหอ ในสายตาของเขามีเพียงเนี่ยตงไห่และอันเหอเท่านั้นถึงจะพอดูน่าเกรงขามเล็กน้อย
ส่วนเนี่ยเทียน กลับถูกพวกเขามองเมินไปอย่างสิ้นเชิง
-----
