เมื่อครอบครัวลู่ชิงกลับจากทำธุระส่วนตัวแล้ว จึงพบว่ามีแขกหน้าตาคุ้นเคยนั่งรออยู่กับลู่ชิง พวกเขาใจชื้นขึ้นมาบ้างที่เห็นว่ามีคนมาช่วยเพิ่มขึ้น
“อาเซียว เ้ามาถึงั้แ่เมื่อใดรึแล้วมากับใครบ้างเล่า” ลู่เวินรีบเดินเข้ามาทักทายเซียวหนิงหลงก่อนคนอื่น
“คารวะท่านน้าทั้งสองขอรับ ข้าเพิ่งเดินทางมาถึงได้เกือบหนึ่งเค่อ และพาทหารมาด้วยจำนวนสองพันนายขอรับ”
“ท่านพี่ อาเซียวเพิ่งมาถึงคงจะทั้งเหนื่อยและหิวเป็แน่ อย่างไรก็ทานมื้อเช้ากันก่อนเถิด เื่อื่นเอาไว้ค่อยคุยทีหลังก็ยังทันถมเถไป” ฟางซินดูท่าทางของเซียวหนิงหลงจะอ่อนเพลียอยู่บ้าง จึงพูดตัดบทสนทนาของสามีเสียก่อน
“จริงอย่างที่น้องหญิงพูด งั้นพวกเรานั่งลงทานมื้อเช้ากันก่อนเถิด อาเซียวจะได้พักผ่อนให้หายเหนื่อยด้วย มานั่ง ๆ ๆ ข้าวต้มฝีมือชิงเอ๋อร์อร่อยมากเลยนะ เ้าต้องกินเยอะ ๆ เล่า” ลู่เวินพาเซียวหนิงหลงมานั่งข้าง ๆ ตนเอง
ทุกคนนั่งประจำที่ตรงหน้าก็มีชามข้าวต้ม หน้าตาน่าทานวางอยู่ไหนจะกลิ่นหอมชวนน้ำลายไหลนั่นอีก และ่เวลานี้ไม่มีใครพูดคุยกันแม้ครึ่งคำ เพราะมัวแต่ตักข้าวต้มคำแล้วคำเล่าเข้าปาก เซียวหนิงหลงเติมข้าวต้มไปถึงสองชาม
เลยทีเดียว ระหว่างเดินทางเซียวหนิงหลงรู้ว่า ผู้ติดตามของตนเป็ห่วงเื่การพักผ่อนเพียงใด แต่เป็ตัวของเซียวหนิงหลงเอง ที่ไม่้าให้เกิดความล่าช้าไปมากกว่านี้
ตันเจียงที่นั่งรวมอยู่กับพวกเจียวมิ่ง ก็ไม่ต่างกันเขาเติมไปถึงสามชาม ใน่เวลาเดินทางแทบจะไม่ได้แตะอาหาร ด้วยซื่อจื่อไม่อยากล่าช้าเกรงว่าจะมาไม่ทัน เขาแทบอยากจะคุกเข่าขอร้อง อยากให้ซื่อจื่อใจเย็น ๆ และพักเหนื่อยระหว่างทางให้มากหน่อย
แต่ก็ทำได้เพียงแค่คิดเท่านั้น ทหารที่ติดตามมาก็ไม่มีใครกล้าพูดอันใด ส่วนคนอื่น ๆ ก็มักจะทานสองชามเป็ปกติอยู่แล้ว พอเห็นคนที่เหน็ดเหนื่อยจากการเดินทาง ทานได้เช่นนี้ก็พอเข้าใจได้ หลังจากทานมื้อเช้าเสร็จทุกคนจึงเริ่มคุยเื่เหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนที่ผ่านมาให้เซียวหนิงหลงได้ฟังทันที
“เมื่อคืนพวกข้าน้อยสองคน อาสาออกไปตัดหัวของหัวหน้าทหารแคว้นตงหนานเองขอรับ พอเห็นคนที่พวกมันพามาร่วมกองทัพ ก็รู้แล้วว่าส่วนใหญ่เป็ชาวบ้านที่ถูกเกณฑ์มาร่วมรบ พวกเขาไม่มีวรยุทธ์หรือทักษะการต่อสู้แม้แต่น้อย ทหารจริง ๆ มีเพียงไม่กี่ร้อยคนเท่านั้นขอรับซื่อจื่อ” เจียวมิ่งรายงานสิ่งที่เขาตัดสินใจทำกับก้งคุนไปเมื่อคืนนี้
“อืม พวกเ้าทำถูกแล้วล่ะ ชาวบ้านทุกคนเองก็เดือดร้อน พวกเขาล้วนไม่อยากทำา นั่นแสดงให้เห็นว่ากำลังทหาร ที่จะบุกเข้ามาทางนี้เป็ชาวบ้านที่เกณฑ์มาเสียส่วนใหญ่ และมีทหารจริง ๆ เพียงเล็กน้อย เช่นนั้นพวกเราสามารถชนะได้ไม่ยาก ส่วนทหารที่มีฝีมือคงส่งไปประจำที่ชายแดนอย่างแน่นอน” เขาลองคิดวิเคราะห์ตามที่
เจียวมิ่งบอกมา ความมั่นใจว่าที่นี่จะปลอดภัยก็มีมากขึ้น
“หากคนที่กลับไปส่งข่าวให้ทหารฝั่งศัตรูรู้ ว่าถูกพวกเราโจมตีจะต้องรีบนำกำลังทั้งหมด บุกมาที่นี่เป็แน่แผนการรับมือต่อจากนี้จะทำเช่นไรดีขอรับ” ตันเจียงก็คิดไม่ต่างจากเซียวหนิงหลงนัก
“ข้าจะนำทหารสองพันนายขึ้นไปดักซุ่มอยู่บนูเา ในเส้นทางที่ทหารแคว้นตงหนาน จะพากองทัพย่อยเดินทางข้ามมา จากนั้นจะใช้โอกาสนี้ลอบสังหาร ตัดกำลังพวกมันให้ได้มากที่สุด ทางด้านเมืองหย่งจินก็ให้ทหารเตรียมความพร้อมไว้ตลอดเวลา เผื่อว่าข้าและทหารเกิดเพลี่ยงพล้ำจะได้ถอยกลับมาได้ทัน” ชาวบ้านแถบชายแดนแคว้นตงหนานก็มีไม่น้อย จึงต้องระมัดระวังให้มาก เขาไม่อยากสังหารผู้บริสุทธิ์
“แม้พวกเราจะช่วยสู้รบไม่ได้ แต่ว่าเสบียงอาหารพวกเราจะช่วยกันทำ และให้คนเอาไปส่งที่เชิงเขาทุกวันดีหรือไม่” ลู่เวินไม่เก่งการต่อสู้บุตรชายทั้งสองก็ยังไม่ได้เริ่มฝึกกระบวนท่าอันใด คงช่วยได้เพียงเื่อาหารเท่านั้น
“พี่ชายเซียว พวกเราสองคนยังไม่มีความสามารถด้านต่อสู้ แต่ว่าพวกเราจะนำเสบียงไปส่งให้ท่านกับทหารเองขอรับ” ลู่จื้อกับลู่เสียนก็อยากมีส่วนร่วมกับเขาบ้าง
“งั้นข้าจะเตรียมพวกยาต่าง ๆ ให้พี่ชายเซียว นำติดตัวไปด้วยนะเ้าคะ แล้วพวกท่านจะเริ่มแผนการนี้เมื่อใดหรือ” ลู่ชิงก็อยากร่วมด้วยช่วยกันอีกแรง
“ขอบคุณทุกคนมาก วันนี้่เย็นต้องหารือกับเ้าเมืองหย่งจิน คาดว่าพรุ่งนี้ยามเซินจะออกเดินทางจากที่นี่ไปตำบลหย่งฝู” เขาต้องชี้แจงรายละเอียดให้กับเ้าเมืองก่อน จะได้เข้าใจแผนการให้ตรงกัน
“ถ้าเช่นนั้นตอนนี้ก็ให้อาเซียวไปพักผ่อนเถิด ใกล้ยามอู่น้าจะให้คนไปตามมาทานมื้อเที่ยงอีกทีนะ” ฟางซินเห็นว่าทุกคนพูดคุยเข้าใจกันแล้ว จึงอยากให้เซียวหนิงหลงได้พักผ่อนเสียที
“ขอบคุณท่านน้าขอรับ ข้าขอตัวไปพักก่อนนะขอรับ” เขาอยากจะพักสายตาสักหน่อย เพราะเดินทางไกลจึงหลับไม่สนิท และที่พักของเขาก็อยู่ไม่ไกลจากบริเวณของครอบครัวลู่ชิงเท่าใดนัก
“ข้าจะเดินไปส่งพี่ชายเซียวเองเ้าค่ะ แถวนี้ข้าเดินจนจำทางได้หมดแล้ว” ลู่ชิงทำทีอาสาเดินไปส่งเซียวหนิงหลง แต่ที่จริงนางอยากจะคุยเื่ที่เขาเป็ทายาทจวนชินอ๋อง ผู้มีนามว่าเซียวหนิงหลงต่างหาก
เมื่อเห็นว่าบิดาพยักหน้าให้ และมีก้งเยว่เดินตามไปด้วยอีกคน ลู่ชิงจึงลุกเดินนำหน้าออกไป โดยเซียวหนิงหลงรีบลุกขึ้นคำนับลู่เวิน กับฟางซินอย่างเร่งรีบเพื่อตามลู่ชิงให้ทัน ไปยังทิศฝั่งตรงข้ามซึ่งเป็ที่พักของเขา
“ทำไมถึงอยากเดินมาส่งพี่หรือ เ้ามีเื่อันใดนอกเหนือจากการมาส่งพี่ใช่หรือไม่ชิงเอ๋อร์” เขาพอจะมองออกว่านางมีเื่อยากจะถาม เพียงแต่รอโอกาสที่จะได้อยู่ตามลำพังเท่านั้น
ลู่ชิงที่ถูกเซียวหนิงหลงถามก่อน จึงหยุดเดินและหันมาทำสีหน้าจริงจัง เอ่ยเรียกเขาด้วยตำแหน่งซื่อจื่อ แทนคำว่าพี่ชายเซียวเช่นที่เคยเรียกเหมือนก่อนหน้านี้ “อันที่จริงก็มีนิดหน่อยเ้าค่ะ ไม่ทราบว่าซื่อจื่อจะแนะนำตัวอย่างเป็ทางการเมื่อใดดีเ้าคะ”
“ชิงเอ๋อร์รู้ได้อย่างไรว่าพี่คือซื่อจื่อมิใช่คุณชายทั่วไป มีผู้ใดบอกกับเ้าเกี่ยวกับเื่ตำแหน่งของพี่เช่นนั้นหรือ” คราแรกเขาก็แอบใอยู่บ้าง กลัวว่านางจะโกรธที่เขาไม่บอกว่าจริง ๆ แล้วตนเองเป็ใคร
“ท่านอย่าได้ทำหน้าเหมือนจะลงโทษใครเช่นนั้นสิเ้าคะ ไม่มีใครบอกอะไรทั้งนั้นข้าบังเอิญได้ยินเองเ้าค่ะ มันบังเอิญจริง ๆ นะ ข้าไม่ได้แอบฟังเลย” ลู่ชิงเห็นเซียวหนิงหลงทำหน้าดุ และไม่อยากให้เขาลงโทษคนอื่น จึงออกตัวว่านางบังเอิญได้ยินเอง และยังทำหน้าซื่อ ๆ กระพริบตาปริบ ๆ เรียกความสงสารเพิ่มอีกหน่อย
เซียวหนิงหลงเห็นลู่ชิงทำหน้าตาท่าทางน่ารักกลับมา หลังจากที่เขาถามไปก็ใจอ่อน เมื่อนางบอกว่าบังเอิญเขาก็จะเชื่อก็แล้วกัน ถือว่าพวกเจียวมิ่งรอดตัวไปเพราะนาง ไม่เช่นนั้นเขาจะสั่งลงโทษเพราะไม่ระมัดระวังการพูดจาทำให้มีคนรู้ความลับได้
“พี่แค่ถามเท่านั้นเองเ้าจะร้อนตัวไปใย เมื่อรู้ว่าพี่เป็ถึงซื่อจื่อแล้วเ้าคิดว่าอย่างไร” เซียวหนิงหลงลุ้นว่านางจะตอบมาอย่างไร
แม้ตอนนี้พอจะมองออกว่าเขารู้สึกกับตนเองอย่างไร แต่นางยังไม่โตพอที่จะแสดงท่าทีเกินวัยออกไปได้ “ท่านอย่าได้ใช้สายตาเช่นนั้นมาล่อลวงข้าเชียว ข้าเพิ่งจะอายุสิบสามหนาวเอง ถึงท่านจะมีฐานะสูงส่งเทียมฟ้าหรือจะเป็คนธรรมดาทั่วไปอะไรก็แล้วแต่ ข้าไม่ได้มองเพียงเท่านั้น ความจริงใจเป็สิ่งสำคัญมากนะเ้าคะ แค่่เวลาสั้น ๆ ไม่สามารถตัดสินได้ว่าคนเราจะมั่นคงเสมอไป”
“เช่นนั้นพี่จะรออีกสองปี เมื่อเ้าถึงวัยปักปิ่นแล้วพี่จะกลับมาถามเ้าอีกครั้ง ตกลงหรือไม่” เมื่อได้ฟังคำตอบเขาก็พอเข้าใจ หลังจากนี้เขาจะแสดงความจริงใจ และซื่อสัตย์กับความรู้สึกต่อนางให้เห็นเอง
“ถ้าท่านรอได้ข้าย่อมมีคำตอบให้แน่นอนเ้าค่ะ และถึงแม้จะปักปิ่นแล้วข้าก็ยังไม่มีความคิดที่จะแต่งงานนะเ้าคะ เพราะตั้งใจเอาไว้ว่าจะแต่งงานเมื่ออายุครบสิบแปดปีเท่านั้น” ถ้าท่านรอได้ข้ายินดีพิจารณา แค่ห้าปีเองไม่นานสักหน่อย
เซียวหนิงหลงคำนวณเวลาอยู่ในใจอย่างถี่ถ้วน เขากับนางอายุห่างกันห้าปี อีกสองปีนางจะถึงวัยปักปิ่นเขาก็จะอายุยี่สิบ ในเมื่อนางอยากแต่งงานตอนอายุครบสิบแปดปี เช่นนั้นหากหมั้นหมายอย่างเป็ทางการเอาไว้ก่อน ย่อมไม่มีปัญหารออีกสามปี จากนั้นค่อยจัดงานแต่งงานทำไมเขาจะรอนางไม่ได้กัน
“ตกลง พี่ยินดีรอให้ถึงเวลานั้น แต่มีข้อแม้ว่าห้ามชิงเอ๋อร์สนิทสนมกับบุรุษคนอื่นเด็ดขาด ห้ามอยู่เพียงลำพังหรืออยู่ใกล้กับบุรุษอื่น พี่อนุญาตให้เป็ได้แค่สหายเท่านั้น เข้าใจหรือไม่” เขารอได้แต่ต้องมีข้อห้ามเื่บุรุษคนอื่นด้วยเช่นกัน
ถึงแม้จะมีพวกเจียวมิ่งอยู่ช่วยเป็หูเป็ตาให้ แต่เขาก็ยังไม่ไว้วางใจเกรงว่าบุรุษพวกนั้น จะสรรหาวิธีมาหลอกลวงนางใช้วิธีสกปรกต่าง ๆ เพื่อให้ได้ตัวของนางไป หากมีบุรุษเช่นนั้นโผล่มาเขาสาบานว่าจะสับคนผู้นั้นเป็หมื่น ๆ ชิ้นแน่
ลู่ชิงมองหน้าเซียวหนิงหลงตาโต นางไม่คิดว่าเขาจะคิดอ่านรอบคอบได้ขนาดนี้ ถึงกับคิดหนทางป้องกันบุรุษคนอื่น ๆ ไม่ให้เข้าหานางได้ในฐานะอื่นมากกว่าคำว่าสหาย พ่อเ้าประคุณรุนช่องทำถึงขนาดนี้นี่ ไม่ป่าวประกาศออกไปเลยเล่า ว่าท่านเป็เ้าของข้าแล้วน่ะ ห้ามคบหาเกินสหาย ท่านไม่หิ้วข้ากลับไปเมืองหลวง หรือท่านจะตามติดข้าไปทุกที่เลยล่ะพ่อคุณเอ้ย
“ข้ายอมตกลงตามที่ท่านพูดก็ได้เ้าค่ะ แต่ท่านก็ห้ามสนิทกับสตรีอื่นเช่นกัน ถ้าเป็ไปได้ไม่สนิทเลยจะดีมาก เกี่ยวก้อยสัญญากันห้ามผิดสัญญาด้วยเ้าค่ะ” ลู่ชิงยกนิ้วก้อยขึ้นมาเกี่ยวนิ้วก้อยของเซียวหนิงหลงไว้ทันที ท่านห้ามข้าได้คนเดียวที่ไหนล่ะ ข้าก็ขอสั่งห้ามท่านด้วยเหมือนกัน
เซียวหนิงหลงที่ทำตามนางถึงกับไม่อยากปล่อยมือ เขาััได้ว่ามือของนางนุ่มลื่น ไม่หยาบเหมือนคนทำงานทุกวันเลย แต่ก็ต้องทำใจปล่อยไม่เช่นนั้นจะทำให้นางดูไม่ดีเอาได้
“เอาล่ะมาถึงที่พักของท่านแล้ว เอาไว้ตอนยามอู่ข้าจะมาตามท่านไปทานมื้อเที่ยงนะเ้าคะ” ทั้งสองคนเดินคุยกันจนมาถึงที่พักของเซียวหนิงหลงโดยไม่รู้ตัวเลย
“ขอบใจชิงเอ๋อร์มากที่เดินมาส่งพี่ถึงที่ เ้ารีบกลับไปเถิดพี่จะรอทานอาหารมื้อเที่ยงฝีมือเ้าก็แล้วกันนะ” นางมาส่งเขาถึงที่พักแล้ว จึงบอกให้นางกลับที่พักด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน แถมยิ้มโปรยเสน่ห์ให้นางไปอีกหนึ่งที
พอเซียวหนิงหลงพูดจบลู่ชิงก็รีบเดินกลับ เพราะรับไม่ไหวกับรอยยิ้มมีเสน่ห์นั่น ก้งเยว่ที่เอาแต่เงียบเหมือนตอนขามา กำลังคิดในใจว่าจะให้นางเดินมาเป็ส่วนเกิน ดูซื่อจื่อเกี้ยวพาเด็กสาวทำไมก็ไม่รู้ ช่างไม่เห็นใจคนโสดไม่มีคู่อย่างนางบ้างเลย
จนถึงยามอู่ลู่ชิงก็มาตามเซียวหนิงหลงไปทานมื้อเที่ยง ซึ่งนางได้ทำเส้นหมี่ราดหน้าหมูเอาไว้ และมันถูกใจทุกคนมากพวกเขาทานคนละสองชามจนจุกท้อง ตันเจียงดีใจเป็ที่สุดเพราะได้ติดตามซื่อจื่อมา และได้ทานอาหารอร่อยฝีมือคุณหนูลู่ชิงอีกครั้ง เขาอยากให้คุณหนูไปเปิดร้านอาหารที่เมืองหลวงบ้าง
แต่เซียวหนิงหลงไม่ได้มาร่วมทานมื้อเย็นด้วย เพราะต้องรีบไปหารือเื่แผนการ ที่ได้คิดเอาไว้กับท่านเ้าเมือง ด้วยทิศทางของจวนเ้าเมืองอยู่คนละทาง แต่ลู่ชิงก็ยังแบ่งอาหารเอาไว้ให้ เผื่อว่าเขาจะหิวตอนกลับมาที่พักแล้วจะได้มีอะไรทานรองท้อง
ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่า จะเกิดเหตุการณ์บางอย่างขึ้นกับเซียวหนิงหลง จนทำให้เขาเกือบสังหารคนที่คิดแผนการสกปรกนี้ ท่านเ้าเมืองถึงกับโขกหัวร้องขอชีวิต เซียวหนิงหลงเห็นว่าเ้าเมืองปฏิบัติงานได้ดี จึงได้รีบกลับออกมาและให้เ้าเมืองตัดสินใจลงโทษด้วยตนเอง
ภายหลังจากาสงบลงแล้ว ท่านเ้าเมืองไป๋ก็ถูกลดตำแหน่งเป็เพียงนายอำเภอ เขาถูกส่งตัวไปประจำการอยู่ในเขตปกครองที่ห่างไกลยิ่งกว่าเมืองหย่งจินเสียอีก
