ด้านฐานะ ต่างฝ่ายต่างมีปรมาจารย์เหนือเมฆาคอยหนุนหลัง
ด้านพลัง เยวี่ยเสี่ยวจวินอยู่ในจุดสูงสุดของขอบเขตผนึกดาราขั้นเก้า ส่วนหนิงเทียนอยู่ขอบเขตผนึกดาราขั้นหก
ด้านฝีมือ ย่อมไม่มีใครเกินหนิงเทียน แม้จะใช้เพียงมือเดียวก็สามารถเล่นงานเยวี่ยเสี่ยวจวินจนสิ้นชื่อได้อย่างไร้ข้อกังขา
หากทั้งคู่เปิดฉากต่อสู้ ผลลัพธ์นั้นชัดเจนว่าเยวี่ยเสี่ยวจวินย่อมพ่ายแพ้ แต่ผลลัพธ์ที่ตามมานั้นยากจะคาดเดา
“ช้าก่อน อย่าเพิ่งวู่วาม!”
เสียงอันทรงพลังดังก้อง ร่างของผู้นำโถงมรดกรีบรุดมาขวาง ห้ามปรามทั้งสองฝ่าย
เยวี่ยเสี่ยวจวินยิ้มเยาะ ยกคิ้วท้าทายหนิงเทียน แล้วเยาะหยันว่า “เ้าจะทำอะไรข้าได้?”
หนิงเทียนเก็บสีหน้าตึงเครียด เอ่ยเสียงเ็า “เยวี่ยเสี่ยวจวินรังแกพี่สาวร่วมสำนักของข้าสองคนซ้ำแล้วซ้ำเล่า วันนี้ข้าจะทวงคืนความยุติธรรมให้พวกนาง!”
ผู้นำสำนักมีอายุสี่สิบเศษนามว่าไหวหย่วน เขาเป็ยอดฝีมือขอบเขตเปลี่ยนผ่าน
“อย่าโกรธเคืองกันเลย มีอะไรก็พูดกันดีๆ”
ไหวหย่วนพยายามเกลี้ยกล่อมหนิงเทียน หวังคลี่คลายสถานการณ์อันเลวร้ายนี้
“ข้ามิได้โกรธ เพียง้าบอกกล่าวต่อท่านผู้นำ ว่าหากวันนี้เยวี่ยเสี่ยวจวินมิอาจทำให้ข้าพอใจได้ ข้าจะตัดหัวมัน!”
ถ้อยคำของหนิงเทียนดังก้องกังวาน เปี่ยมไปด้วยพลังสังหาร อุณหภูมิในลานทั้งมวลลดวูบลงอย่างฉับพลัน เย็นะเืจนแทบจะทิ่มแทงกระดูกราวกับถูกปกคลุมด้วยหิมะ
“เ้ากล้า!”
เยวี่ยเสี่ยวจวินตวาดเสียงใส่ ใครกันที่กล้าตัดหัวข้า!
ไหวหย่วนขมวดคิ้วแน่น ก่อนจ้องเขม็งไปที่เยวี่ยเสี่ยวจวิน แล้วตวาดเสียงดังว่า “ยังไม่รีบขอโทษและไหว้ขอขมาต่อสองศิษย์พี่ของหนิงเทียนอีก!”
เจตนานี้ของผู้นำโถงมรดกคือหวังคลี่คลายสถานการณ์ เพียงให้เยวี่ยเสี่ยวจวินยอมรับผิด เื่ราวก็คงจบลง
ทว่าเมื่อเผชิญหน้ากับซิ่งอวี่เจวียน ชายหนุ่มผู้หยิ่งยโสอย่างเยวี่ยเสี่ยวจวินจะยอมก้มหัวลงได้อย่างไร?
“ข้าจะขอโทษด้วยเหตุอันใด? หากเขามีใจก็เชิญลงมือมา ข้าไม่เกรงกลัวผู้ใด!”
เยวี่ยเสี่ยวจวินกร่างในโถงมรดกจนเคยชิน เมื่อเห็นผู้นำอยู่ตรงหน้าก็มิได้เกรงกลัวหนิงเทียนแต่อย่างใด
แม้จะรู้ดีว่าตนเองนั้นสู้หนิงเทียนไม่ไหว แต่ด้วยมีผู้นำยืนขวางอยู่ตรงกลาง ยังจะมีสิ่งใดให้เยวี่ยเสี่ยวจวินต้องหวาดกลัวอีก?
“ผู้นำท่านได้เห็นแล้วว่าเขาเป็ผู้คิดริเริ่มให้ลงมือ ข้าก็ได้แต่สนองความประสงค์ของเขาก็เท่านั้น”
หนิงเทียนก้าวเท้าออกไปหนึ่งก้าว กระแสลมอันรุนแรงพัดโหมกระหน่ำ ทำให้ทั่วทั้งลานเต็มไปด้วยบรรยากาศการฆ่าฟัน
ไหวหย่วนััได้ถึงพลังสังหารอันโจ่งแจ้งที่แผ่ออกมาจากตัวของหนิงเทียน หัวใจของเขาเต็มไปด้วยความโกรธและกังวล
หากปล่อยให้ต่อสู้กันจริง เยวี่ยเสี่ยวจวินย่อมต้องพ่ายแพ้เป็แน่แท้ หากเขาถูกหนิงเทียนสังหารขึ้นมา เื่ราวคงยุ่งยากใหญ่หลวง
“หนิงเทียนเ้าฟังข้าก่อน เื่นี้ข้าจะจัดการเอง และรับรองว่าเ้าจะได้รับผลลัพธ์ที่น่าพอใจ”
หนิงเทียนเอ่ยขึ้น “ข้อเรียกร้องของข้านั้นง่ายมาก เพียงแจ้งให้ครอบครัวของเขาทราบเื่และมาขอขมาต่อหน้าข้า มิเช่นนั้นข้าจะลงมือสังหารเขาด้วยตนเอง!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น สีหน้าของไหวหย่วนก็เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ส่วนเยวี่ยเสี่ยวจวินที่ยืนอยู่ด้านหลังก็รู้สึกใจเต้นรัว เพราะบุคคลที่เขากลัวที่สุดก็คือปู่ทวดของตน
“หนิงเทียน อย่าได้รังแกกันเกินไปนัก”
เยวี่ยเสี่ยวจวินโกรธแค้นจนแทบคลั่ง แทบอยากคว้ากระบี่สังหารหนิงเทียนให้สิ้นซาก!
ไหวหย่วนอ้ำอึ้ง ลังเลใจ “นี่...”
“หากท่านผู้นำลำบากใจ ข้าคงต้องไปรบกวนอาจารย์ของข้าให้มาเอง”
คำพูดนั้นทำให้ไหวหย่วนสะดุ้ง ก่อนจะรีบร้อนเอ่ยว่า “ไม่ลำบากเลย ข้าจะรีบไปรายงานเื่นี้ทันที”
เมื่อหนิงเทียนยกชื่อเยี่ยหลิงหลานขึ้นมา ไหวหย่วนก็ใจนแทบสิ้นสติ
่นี้ชื่อเสียงของเยี่ยหลิงหลานโด่งดังไปทั่วใต้หล้า นางสังหารปรมาจารย์เหนือเมฆาไปแล้วถึงสามคน ใครเล่ากล้ารบกวนนางซึ่งมีบุคลิกแปรปรวนยากคาดเดา?
“หนิงเทียน เ้ากลั่นแกล้งข้าจนเกินไปแล้ว!”
เยวี่ยเสี่ยวจวินร้อนรนยิ่งนัก หากเื่นี้ล่วงรู้ถึงหูท่านปู่ทวด เขาคงยากจะหลีกเลี่ยงโทษทัณฑ์อันหนักหน่วง
ไหวหย่วนมองเขาด้วยสายตาอันดุ ช่างเป็คนดื้อดึง ไม่ยอมขอโทษเมื่อมีโอกาส ตอนนี้มาเสียใจก็สายเกินไปเสียแล้ว
เมื่อเห็นท่าไม่ดี เยวี่ยเสี่ยวจวินจึงหันหลังกลับหมายจะหนี แต่ถูกซิ่งอวี่เจวียนขวางไว้
“หลีกไป!”
เยวี่ยเสี่ยวจวินชกหมัดออกไป แต่ถูกซิ่งอวี่เจวียนต้านไว้ด้วยฝ่ามือเดียว แรงกระแทกทำให้เขาต้องถอยหลังไปหลายก้าว
แววตาของซิ่งอวี่เจวียนเต็มไปด้วยความโกรธแค้น นางอดไม่ได้ที่จะอยากสังหารเยวี่ยเสี่ยวจวินทันทีเพื่อล้างแค้นให้ศิษย์พี่ชีผู้ล่วงลับ
เหล่าผู้าุโที่สนิทสนมกับเยวี่ยเสี่ยวจวินต่างรีบเข้ามาช่วยเหลือ แต่ถูกไหวหย่วนตวาดไล่
“พวกเ้าทำอะไรกัน!”
เหล่าผู้าุโได้ยินดังนั้นจึงได้สติ รีบถอยหลัง แล้วก้มหน้าไม่พูดอะไร
ไหวหย่วนสั่งให้คนรีบไปรายงานเื่นี้ยังสำนักวั่นจื๋อทันที
แต่ก่อน ด้วยความกังวลเกี่ยวกับภูมิหลังของเยวี่ยเสี่ยวจวิน เื่ราวทั้งหมดที่สำนักร้อยบุปผาสามารถกดไว้ได้จึงถูกจัดการในเงามืด
บัดนี้ หนิงเทียนได้เปิดเผยความจริงทั้งหมด แม้กระทั่งนำนามของเยี่ยหลิงหลานออกมาอ้าง ทำให้ผู้นำไหวหย่วนตระหนักได้ว่า เื่ราวนี้มิใช่สิ่งที่เขาสามารถปกปิดได้อีกต่อไป
กล่าวตามความเป็จริง ผู้นำโถงปฏิบัติต่อเยวี่ยเสี่ยวจวินด้วยความเมตตาแล้ว แต่ด้วยความชั่วร้ายที่ฝังรากลึก ชะตากรรมอันเลวร้ายจึงยากจะหลีกเลี่ยง
ครึ่งชั่วยามต่อมา พลังอำนาจอันน่าสะพรึงกลัวก็แผ่ปกคลุมเมืองไป่หลิง กลิ่นอายของปรมาจารย์กระจายทั่ว
ชายชราผู้สูงใหญ่สง่า ร่างกายกำยำ ใบหน้าประดับด้วยเคราขาวดั่งหิมะ นำหญิงสาวสองนางมายังโถงมรดกของสำนักร้อยบุปผา
ไหวหย่วนพร้อมเหล่าผู้าุโต่างพากันออกมาต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่ บุคคลสำคัญผู้มาเยือนมิใช่ใครอื่น นอกจากเยวี่ยหรูซานรองประมุขแห่งสำนักวั่นจื๋อ พร้อมด้วยเยวี่ยซินผู้เป็อาหญิงและเยวี่ยอวิ๋นผู้เป็พี่สาวของเยวี่ยเสี่ยวจวิน
ปรมาจารย์ผู้สูงศักดิ์มาเยือน พลังอำนาจอันน่าเกรงขามแผ่ขยายไปทั่ว ทุกคนในลานล้วนก้มหน้าหลบเลี่ยง ไม่กล้าจ้องมองตรง ยกเว้นเพียงหนิงเทียน
หนิงเทียนมองเยวี่ยหรูซาน รองประมุขแห่งสำนักวั่นจื๋อ ชายผู้นี้ดูแก่ชรา ใบหน้าแกร่งกร้าวเต็มไปด้วยรอยย่นแห่งกาลเวลา กลิ่นอายพลังลี้ลับปรากฏรอบกาย กลมกลืนกับธรรมชาติ ดวงตาของเขาลึกลับดึงดูดิญญา
นี่คือปรมาจารย์ผู้โด่งดังไปทั่วใต้หล้า แม้จะแก่ชราแต่ก็ไม่ควรมองข้าม
เื้ัเยวี่ยหรูซานมีเยวี่ยซินและเยวี่ยอวิ๋นตามติด สองสาวดั่งพี่น้องร่วมสายเื งามล้ำดั่งเทพธิดา ท่าทางสง่างาม เยือกเย็นดั่งน้ำค้างยามเช้า
เยวี่ยเสี่ยวจวินยืนก้มหน้า กายสั่นระริก ใจร้อนรนดั่งไฟสุมทรวง
เขาไม่กลัวหนิงเทียนหรือไหวหย่วน แต่กลับหวาดกลัวปู่ทวดผู้ยิ่งใหญ่นามว่าเยวี่ยหรูซานยิ่งนัก
“ไม่จำเป็ต้องพิธีรีตอง”
เยวี่ยหรูซานเอ่ยเสียงดัง กวาดสายตามองไปทั่ว ก่อนจะหยุดลงที่หนิงเทียน
“ช่างเป็เด็กหนุ่มที่มีพร์ สมแล้วที่เป็ศิษย์ของบุปผารัตติกาล”
“รองประมุขชมเกินไปแล้ว”
เยี่ยหลิงหลานปรากฏตัวดั่งเงาที่กลืนกินแสงสว่าง ยืนเคียงข้างหนิงเทียนราวกับนางพญาแห่งความมืด
เยวี่ยซินและเยวี่ยอวิ๋นต่างรีบก้มตัวคารวะ
“คารวะท่านเซียน”
จากนั้นไหวหย่วนจึงนำเหล่าผู้าุโทยอยคารวะ
“ไม่ต้องคุกเข่า ข้าไม่ชอบพิธีเหล่านี้”
เยวี่ยหรูซานทักทายเยี่ยหลิงหลานเพียงสั้นๆ ก่อนจะจับจ้องไปที่เยวี่ยเสี่ยวจวิน
“นี่มันเกิดอะไรขึ้นกัน?”
ผู้นำไหวหย่วนโถงมรดกอึกอักอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า “ท่านรองประมุข เื่นี้...”
“ข้าน้อยหนิงเทียน ขออาสาเล่าเื่ราวทั้งหมดให้ท่านรองประมุขฟังเอง”
หนิงเทียนกล่าวอย่างใจเย็น แล้วชี้เยวี่ยเสี่ยวจวินอย่างใจเย็น และเริ่มต้นเล่าเื่ราวทั้งหมดที่เขาทำในสำนักร้อยบุปผาตลอดสิบปีที่ผ่านมา
“เ้าหลานเลว เ้าทำเื่ชั่วช้าเช่นนี้จริงหรือไม่?”
เสียงทรงพลังของเยวี่ยหรูซานดังก้องไปทั่วห้องโถง สร้างความหวาดกลัวให้กับเยวี่ยเสี่ยวจวินจนทรุดลงคุกเข่าบนพื้น
“ท่านปู่ทวด ข้าไม่ได้ทำ หนิงเทียนใส่ร้ายข้า”
หนิงเทียนยิ้มเยาะอย่างเ็า “ข้าใส่ร้ายเ้าหรือไม่ทุกคนในที่นี้ล้วนเป็พยานได้ ปีนั้นเ้าลุ่มหลงในความงามของศิษย์พี่ซิ่ง ถึงกับสังหารศิษย์พี่ชีอย่างโเี้ เ้าอาละวาดและทำตัวกร่างในโถงมรดกอย่างไม่เกรงกลัวกฎเกณฑ์ เ้าคิดจริงๆ หรือว่าไม่มีใครกล้าแตะต้องแล้วเ้าจะสุขสบายไปตลอด?”
เยวี่ยเสี่ยวจวินด่าทอ “หนิงเทียน เ้าคนต่ำช้า ข้าจะไม่ปล่อยเ้าไว้แน่!”
เยวี่ยหรูซานเปี่ยมไปด้วยความโกรธ กัดฟันจ้องไปที่ไหวหย่วน แล้วตวาดถามว่า “คำพูดของหนิงเทียนเป็ความจริงหรือไม่?”
ไหวหย่วนใขวัญผวาจนรีบรุดลงคุกเข่า
“ข้าสอนศิษย์ไม่ดี ขอท่านรองประมุขลงโทษด้วยเถิด”
เยวี่ยหรูซานโกรธจัดจนตวาดลั่น “เ้าหลานอกตัญญู ตระกูลเยวี่ยถูกเ้าทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง ข้าจะตีเ้าให้ตาย!”
“ท่านรองประมุขโปรดใจเย็นก่อน”
เหล่าผู้าุโต่างร้องขอความเมตตาพร้อมเสียงอันสั่นเครือ ต่างสำนึกผิดในบาปที่ตนก่อ
“ถอยไปให้หมด! วันนี้ข้าจะสังหารเ้าสัตว์ร้ายตัวนี้ให้สิ้นซาก!”
เยวี่ยหรูซานเป็คนที่มีความเด็ดเดี่ยวและตรงไปตรงมา เขาจะยอมให้เยวี่ยเสี่ยวจวินสร้างความเสื่อมเสียให้กับตระกูลได้อย่างไร?
เยวี่ยเสี่ยวจวินหวาดกลัวจนตัวสั่น ก่อนจะร้องะโว่า “พี่สาวช่วยข้าด้วย ท่านอาช่วยข้า...”
เยวี่ยซินและเยวี่ยอวิ๋นอยากจะพูดบางอย่างทว่าก็ลังเล พวกนางโกรธมากกับสิ่งที่เยวี่ยเสี่ยวจวินทำ แต่ท้ายที่สุดแล้วเขาเป็ทายาทชายเพียงคนเดียวของตระกูลเยวี่ย หากถูกทุบตีจนตายเช่นนี้จริง ตระกูลเยวี่ยจะไม่สูญสิ้นหรือ?
ทว่าในยามวิกฤต หนิงเทียนผู้เปี่ยมไปด้วยความกล้าหาญกลับก้าวออกมาขวางหน้าเยวี่ยเสี่ยวจวิน
“หนิงเทียนขอคารวะในความเด็ดเดี่ยวและความยุติธรรมของท่านรองประมุข ท่านตัดสินลงโทษเยวี่ยเสี่ยวจวินแม้จะรู้ว่าเขาเป็สายเืของตระกูลเยวี่ย ข้ารู้สึกทึ่งในความกล้าหาญของท่านอย่างหาที่สุดมิได้ ถึงแม้เยวี่ยเสี่ยวจวินจะสมควรได้รับโทษปะาชีวิต แต่เขาก็ยังเป็ทายาทของตระกูลเยวี่ย ข้าจึงมีข้อเสนอแนะอยากจะนำเสนอต่อทุกท่าน”
เยวี่ยหรูซานมองหนิงเทียน มือขวาที่ยกขึ้นสูงชะงักงันอยู่กลางอากาศ ถึงแม้ว่าเขาจะยึดมั่นในความยุติธรรม แต่ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเ็ป
ท้ายที่สุดแล้วนั่นคือลูกหลานของเขา เขาเองก็เ็ปไม่แพ้ใคร
“เ้า้าพูดอะไร?”
หนิงเทียนกล่าวว่า “ข้าอยากจะบอกว่าเยวี่ยเสี่ยวจวินมิได้เป็คนชั่วร้ายโดยกำเนิด แต่เป็เพราะสิ่งแวดล้อมภายหลังที่หล่อหลอมให้เขาเป็เช่นนี้ ตระกูลเยวี่ยสืบทอดความซื่อสัตย์และเด็ดเดี่ยวมาช้านาน น่าเสียดายที่กลับมีลูกหลานที่ไร้ศักดิ์ศรีเช่นนี้ การสังหารเขาเสียย่อมกอบกู้ชื่อเสียงของตระกูลเยวี่ยได้ ทว่านั่นเท่ากับตัดสายเืของตระกูลเยวี่ยให้สิ้นสูญเช่นกัน”
ร่องรอยความขอบคุณปรากฏบนใบหน้าเ็าของเยวี่ยอวิ๋น
“สิ่งที่หนิงเทียนช่างมีเหตุผล”
เยวี่ยหรูซานย่อมเข้าใจถึงหลักการนี้ดี แต่ด้วยฐานะรองประมุขแห่งสำนักวั่นจื๋อ เขาจะนิ่งเฉยต่อพฤติกรรมอันเหลวแหลกของลูกหลานตนเองได้อย่างไร?
“แล้วเ้าคิดจะทำอย่างไรต่อไป?”
หนิงเทียนตอบว่า “ข้าขอทวงคืนความยุติธรรมให้กับศิษย์พี่ทั้งสอง ไม่ได้ทำเพื่อตัวข้าเองเพียงลำพัง แต่เพื่อผู้อื่นด้วย เยวี่ยเสี่ยวจวินมิอาจได้รับการอภัย แต่ด้วยเห็นแก่หน้ารองประมุขและตระกูลเยวี่ย พวกเราสามารถให้เวลาเขาสามปีเพื่อให้เขาสืบทอดวงศ์ตระกูล รอจนเขามีลูกหลานแล้วค่อยเอาชีวิตเขา หวังว่าในอนาคต ลูกชายของเขาจะรู้จักควบคุมตนเอง เดินบนเส้นทางที่ถูกต้อง อย่าได้ทำผิดพลาดเช่นเดิมอีก!”
เมื่อคำพูดนี้สิ้นสุดลง ผู้นำโถงและเหล่าผู้าุโต่างก็เห็นด้วย
“หนิงเทียนพูดถูก การที่เยวี่ยเสี่ยวจวินกลายเป็คนเช่นนี้ไม่ใช่เพราะเขาเป็คนชั่วโดยสันดาน แต่เป็พวกเราที่ล้วนมีส่วนผิด รอจนเขามีลูกชายไว้สืบสกุลให้ตระกูลเยวี่ย จากนั้นค่อยปลิดชีพเขาก็ยังไม่สายเกินไป”
ผู้นำไหวหย่วนพร้อมเหล่าผู้าุโคุกเข่าลงต่อหน้าเยวี่ยหรูซาน และร้องขอความเมตตาต่อเยวี่ยเสี่ยวจวิน
เยวี่ยซินเอ่ยขึ้นว่า “ท่านปู่ทวด เสี่ยวจวินถูกเลี้ยงดูอย่างทะนุถนอมมากเกินไป เื่นี้พวกเราล้วนมีส่วนผิด ขอท่านโปรดให้โอกาสพวกเราไถ่บาปด้วยเถิด”
เยวี่ยหรูซานลังเลอยู่ครู่ “แต่ว่า...”
เยี่ยหลิงหลานเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ท่านรองประมุขไม่ต้องกังวล เหตุที่หนิงเทียนทวงคืนความยุติธรรมครั้งนี้ ไม่ได้มุ่งเป้าไปที่เยวี่ยเสี่ยวจวินเพียงคนเดียว แต่้าตักเตือนคนอื่นๆ ให้ประพฤติตนให้ถูกต้องเที่ยงธรรม เื่นี้ถือเป็บทเรียนที่ดี หากท่านสังหารเยวี่ยเสี่ยวจวินเสียตอนนี้ มิใช่เป็การทรยศต่อความตั้งใจดีของศิษย์ข้าหรือ?”
เยวี่ยหรูซานถอนหายใจ “เ้ามีศิษย์ที่น่าอิจฉาจริงๆ เห็นแก่หน้าหนิงเทียน ข้าจะไว้ชีวิตเ้าสัตว์ร้ายตัวนี้เป็การชั่วคราว แต่จำเป็ต้องทำลายการบ่มเพาะของเขาทั้งหมดเพื่อป้องกันไม่ให้เขาทำร้ายผู้อื่นอีก”
“ท่านรองประมุขช่างรอบคอบ!”
ไหวหย่วนและเหล่าผู้าุโต่างโล่งอก ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ท่านรองประมุขไม่ได้ฆ่าเยวี่ยเสี่ยวจวินทันที เื่นี้จึงยังมีโอกาสพลิกผัน
ในไม่ช้าเยวี่ยหรูซานก็ทำลายการบ่มเพาะของเยวี่ยเสี่ยวจวินจนสิ้น
ไหวหย่วนผู้นำโถงมรดกออกมาขอขมาและอาสาจัดงานเลี้ยงต้อนรับแขกผู้ทรงเกียรติทั้งสองท่าน
เยวี่ยอวิ๋นแอบออกมาพบหนิงเทียนเพื่อเอ่ยคำขอบคุณจากใจจริง
“ขอบคุณที่มอบโอกาสให้ตระกูลเยวี่ยของข้าได้สืบต่อสายเื”
หนิงเทียนมองเยวี่ยอวิ๋น หญิงสาวผู้มีทั้งความงามและสติปัญญาเฉียบแหลม
“ข้าต้องสารภาพตามตรงว่าในตอนแรกข้าไม่ได้้าให้โอกาสเขาเลย ทว่าพฤติกรรมของพวกท่านได้เปลี่ยนความคิดข้า”
ด้วยความสามารถอันล้ำเลิศของหนิงเทียน เขาสามารถแยกแยะดีชั่วได้ดั่งดวงตาเห็นธรรม ความยุติธรรมเฉียบขาดดั่งภูผาของเยวี่ยหรูซาน บวกกับความซื่อสัตย์สุจริตของเยวี่ยซินและเยวี่ยอวิ๋น ล้วนสร้างความประทับใจให้แก่หนิงเทียนยิ่งนัก
“ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ตระกูลเยวี่ยก็ติดหนี้เ้าในเื่นี้ หากในวันหน้าเ้า้าความช่วยเหลือ เพียงมาหาข้าที่สำนักวั่นจื๋อ ข้าเชื่อว่าอีกไม่นาน เราคงได้เป็สหายร่วมสำนักเดียวกัน”
รอยยิ้มของเยวี่ยอวิ๋นสดใส งดงามจับใจ
