หลังเดินเที่ยวอยู่หลายวัน พวกมู่หรงเชี่ยนเอ๋อร์ก็หมดความสนใจ ถึงอย่างไร พวกเขาแค่นึกสนุกชั่วคราวเท่านั้น หลายวันนี้ก็ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการเดินเที่ยวในเมืองชางเซิ่ง
ดังนั้น พวกเขาจึงเริ่มฝึกวิชาหลังจากเดินเที่ยวกันอย่างสนุกสนานแล้ว
อย่างไรพวกเขาก็เป็คนหนุ่มสาวที่ไม่เอาจริงเอาจัง มีความทะนงตน ไม่มีใครยอมล้าหลัง จั๋นอวี่เห็นพวกเขามุมานะเช่นนี้ ใบหน้าก็มีรอยยิ้มปลาบปลื้ม
เวลาผ่านไปหลายวัน คนของอีกสี่สำนักต่างมากันพร้อมแล้ว ดังนั้น วันนี้จั๋นอวี่จึงได้รับเทียบเชิญจากจวนอ๋อง อาจารย์ใหญ่และศิษย์ที่เข้าร่วมประลองของสถานศึกษาทั้งห้าไปร่วมงานเลี้ยง
ทุกคนเดินอยู่บนถนนในเมืองชางเซิ่งตรงไปยังจวนอ๋อง เมื่อใกล้จะถึงประตูจวน มีชายชราคนหนึ่งเดินออกมาจากด้านใน ใบหน้าชายชราผู้นั้นประดับด้วยรอยยิ้ม ขณะเดินมาถึงข้างกายจั๋นอวี่ เขาก็ยิ้มพลางกล่าวเสียงดังฟังชัด “จั๋นอวี่ เ้านี่ใช้ไม่ได้เลย ตั้งนานแล้วไม่รู้จักมาเยี่ยมสหายเก่าบ้าง?”
จั๋นอวี่ยิ้ม “เ้าก็มาแล้วนี่?”
ไป๋เยี่ยแค่นเสียง กล่าวว่า “หากมิใช่ท่านอ๋องส่งเทียบ จะเชิญเ้ามาได้หรืออาจารย์ใหญ่จั๋น?”
จั๋นอวี่หลบเลี่ยงไม่ตอบคำถาม แล้วบอกกับศิษย์ทั้งเจ็ดคนด้านหลังว่า “ท่านนี้คือสหายเก่าของข้า ชื่อไป๋เยี่ย เป็องครักษ์ของจวนอ๋อง มีความสามารถขั้นเสวียนเต๋าระดับสูงสุด!”
พวกเซียวเฉินค้อมกายคารวะ “ผู้เยาว์คารวะผู้าุโไป๋”
ใบหน้าของไป๋เยี่ยเผยรอยยิ้ม
“ดีดีดี ไม่ต้องมากพิธี ข้าไม่มีพิธีรีตองขนาดนั้น”
“คนของสถานศึกษาอื่นๆ อีกสี่แห่งมาถึงแล้วหรือ?”
จั๋นอวี่ถามยิ้มๆ ไป๋เยี่ยผงกศีรษะ กล่าวว่า “พวกเขาพาศิษย์ที่เข้าร่วมการประลองมาถึงนานแล้ว ตอนนี้ขาดเพียงสถานศึกษาชางหวง”
“พวกเราไปกันเถอะ”
จั๋นอวี่ผงกศีรษะ จากนั้นเดินเคียงไปกับไป๋เยี่ย
หลังทุกคนมาถึงจวนอ๋อง มีบุรุษวัยกลางคนเดินออกมาจากข้างใน สวมชุดขุนนางปักลวดลายหรูหรา ท่วงท่าไม่ธรรมดา สง่างามสูงศักดิ์ อากัปกิริยาบ่งบอกถึงฐานะเชื้อพระวงศ์
เห็นชินอ๋อง [1] เดินออกมาช้าๆ ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้ม
“อาจารย์ใหญ่จั๋น ไม่ได้พบกันเสียนาน ยังเหมือนเดิมเลยนะ แก่แล้วก็ยังองอาจเหมือนสมัยหนุ่มๆ” ลั่วเจิ้งอวี่เอ่ยยิ้มๆ
จั๋นอวี่ยิ้มพลางส่ายศีรษะ
“ท่านอ๋องยกย่องเกินไปแล้ว”
ลั่วเจิ้งอวี่ยกมือขึ้นกล่าว “เชิญเข้าไปเร็ว พวกเรามารวมตัวกันในจวนอ๋องสักครา”
“เชิญ!”
ทั้งกลุ่มติดตามลั่วเจิ้งอวี่และไป๋เยี่ยเข้าสู่จวนอ๋อง ภายในจวนตกแต่งอย่างหรูหรา เต็มไปด้วยทองหยกมลังเมลือง ตึกรามหอเก๋ง สวนดอกไม้ ศาลาริมน้ำล้วนมีพร้อมพรัก ลักษณะโอ่อ่าอลังการราวกับวังเล็กๆ เลยทีเดียว
ทุกแห่งหนเต็มไปด้วยความยิ่งใหญ่
“เชี่ยนเอ๋อร์ ชินอ๋องคนนี้เป็สหายสนิทกับอาจารย์ใหญ่หรือ?” เซียวเฉินกระซิบถาม แม้จะเห็นได้ว่าคนทั้งสองยินดีที่ได้พบกัน แต่ในวาจากลับแฝงความห่างเหิน
“ลั่วเจิ้งอวี่เป็น้องของฮ่องเต้ อาแท้ๆ ของลั่วเฉินอวี่ มีตำแหน่งอยู่ใต้คนคนเดียวแต่อยู่เหนือคนนับหมื่น ในมือมีกองทัพแข็งแกร่ง ควบคุมชายแดนแทนฮ่องเต้ เขาถือว่ารู้จักกับอาจารย์ แต่ไม่นับว่าเป็สหายกัน”
“แล้วไป๋เยี่ยล่ะ?”
“ท่านปู่ไป๋เป็สหายของอาจารย์ เป็สหายแบบสามารถร่วมเป็ร่วมตายได้ คบหากับอาจารย์มาหลายสิบปีแล้ว” มู่หรงเชี่ยนเอ๋อร์เดินพลางกระซิบอธิบายเซียวเฉิน
เซียวเฉินเข้าใจแล้ว
ท่าทางเื่พวกนั้นไม่เรียบง่ายเหมือนที่เห็นภายนอก
หลังจากทุกคนมาถึงหน้าตึก ก็เห็นว่ามีแเื่อยู่เต็มพื้นที่ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเป็คนของสถานศึกษาอีกสี่แห่ง
สายตาของเซียวเฉินมองไปทางสถานศึกษาเซิ่งเต้าทันที
เนื่องจากที่นั่น มีคนผู้หนึ่งนั่งอยู่!
เนี่ยอวิ๋นเหอ!
เวลาหนึ่งปี เนี่ยอวิ๋นเหอหล่อเหลาไม่ธรรมดายิ่งกว่าเดิม โครงหน้าเด่นชัด เพียงแต่ดวงตาเกิดระลอกอารมณ์นิดๆ เมื่อเขาได้เห็นเซียวเฉิน
จากนั้นใบหน้าก็มีรอยยิ้มร้ายกาจ
หลังเซียวเฉินสบตาเขาก็ไปนั่งกับจั๋นอวี่ทันที
ในงานเลี้ยง ทุกคนพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน มีเพียงเซียวเฉินที่เงียบงันไม่พูดจา เสิ่นเล่ยที่อยู่ด้านข้างก็เช่นกัน แต่วันนี้เซียวเฉินน่าสงสัยอยู่บ้าง นางจึงมองเขา
“เซียวเฉิน เ้าเป็อะไร?” เสิ่นเล่ยถ่ายทอดเสียงมา
ปกติเซียวเฉินไม่เคยเป็แบบนี้มาก่อน
“ไม่มีอะไร ไม่ต้องสนใจข้า” เซียวเฉินตอบ จากนั้นก็ยิ้ม แล้วยกสุราขึ้นดื่มหมดจอก
จนล่วงสู่ราตรี งานเลี้ยงครั้งนี้จึงเลิกรา
ก่อนทุกคนจะไปจากจวนอ๋อง อาจารย์ใหญ่ของแต่ละสถานศึกษาก็พูดคุยกันเล็กน้อยก่อนจะพาศิษย์ในสถานศึกษาตนเองกลับไป ระหว่างทาง เซียวเฉินมีสีหน้าอึมครึม ไม่พูดสักประโยค ดวงตาเปล่งประกายเ็าน่ากลัว
หลังกลับถึงที่พัก ไม่นานก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น
เซียวเฉินเปิดประตูห้อง เป็มู่หรงเชี่ยนเอ๋อร์นั่นเอง
“เชี่ยนเอ๋อร์ เ้ามาทำไม” เซียวเฉินยิ้มพลางถามไถ่
เวลานี้เขาเหมือนเปลี่ยนเป็คนละคน ไม่มีท่าทางน่ากลัวเหมือนเมื่อตอนกลางวัน กลายเป็เซียวเฉินจอมขี้เล่นคนนั้นอีกครั้ง
“เ้าไม่เป็ไรนะ เมื่อตอนกลางวันสีหน้าและแววตาเ้าน่ากลัวมาก ข้าเป็ห่วงเ้าจึงมาดูสักหน่อย” มู่หรงเชี่ยนเอ๋อร์เอ่ยช้าๆ นางยิ่งงามเหนือโลกีย์ภายใต้แสงตะเกียง
นางแตกต่างจากเสิ่นเล่ย แม้รูปโฉมงามล่มเมืองทั้งคู่ แต่ความงามของเสิ่นเล่ยกลับเหมือนนางเซียนผู้เ็าที่ไม่ดาษดื่น ดำรงตนอยู่เหนือโลก ส่วนนางกลับเป็นิลุบลที่ผลิบานในโลกอันขุ่นมัวโดยไม่แปดเปื้อนธุลี
คนทั้งสองต่างมีความงามในแบบของตน
“ข้าเห็นเนี่ยอวิ๋นเหอ” เซียวเฉินเอ่ยช้าๆ เขาพูดกับมู่หรงเชี่ยนเอ๋อร์ได้ทุกเื่ ดังนั้น เขาจึงไม่คิดปิดบังนาง
ทว่ายามเอ่ยถึงชื่อนี้ แววตาและสีหน้าของเซียวเฉินก็เปลี่ยนไปนิดๆ
“คือน้องชายคนละแม่ของเ้าคนนั้น…”
เมื่อรับรู้ได้ถึงความเปลี่ยนแปลงของเซียวเฉิน มู่หรงเชี่ยนเอ๋อร์ก็เอ่ยเบาๆ ด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนอย่างหาได้ยาก ทำให้ความรู้สึกของเซียวเฉินค่อยๆ สงบลง
“อืม”
เซียวเฉินพยักหน้า
“เ้าแค้นเขาหรือ?” มู่หรงเชี่ยนเอ๋อร์ถาม
เซียวเฉินยิ้ม “เขาได้รับความโปรดปรานั้แ่เล็ก ส่วนข้ายังสู้คนรับใช้ไม่ได้ แม่ของเขาได้ดีเพราะบุตรชาย ส่วนท่านแม่ของข้ากลับเหมือนภรรยาที่ถูกทิ้ง เขากับแม่ของเขาทำร้ายท่านแม่ของข้าจนตาย แล้วยังทำเถ้ากระดูกท่านแม่ร่วงต่อหน้าทุกคนเป็การเหยียดหยามนาง เ้าถามข้าว่าแค้นหรือไม่ เช่นนั้น ข้าขอถามเ้า หากเป็เ้าเ้าจะแค้นหรือไม่?”
สายตาที่มู่หรงเชี่ยนเอ๋อร์มองเซียวเฉินเต็มไปด้วยความสงสารอย่างเข้มข้น
สงสารที่เซียวเฉินต้องเจอเื่นี้
เขาซ่อนเื่ราวมากมายไว้ในใจเสมอมา เขาพูดไม่ได้และไม่มีทางเอ่ยกับคนอื่น เพราะนี่คือความเ็ปของเขา แต่วันนี้เขาถึงกับพูดออกมา ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเป็การสาดเกลือลงบนาแที่ยังไม่หาย
หัวใจของเขาจะเ็ปเพียงใด?
ในเวลานี้เอง เซียวเฉินก็เอ่ยขึ้นอีก “ความแค้นที่สังหารมารดา ข้าจะไม่เคียดแค้นได้อย่างไร หากไม่แค้น ข้ายังเป็คนอยู่หรือ...”
“ระหว่างข้ากับเขา มีชีวิตรอดได้เพียงคนเดียว”
สายตาของมู่หรงเชี่ยนเอ๋อร์ไหววูบ ฉายแววเป็ห่วงเป็ใย เซียวเฉินยิ้ม จากนั้นบอกว่า “เอาล่ะ ข้าไม่เป็ไร เื่นี้ล้มข้าไม่ได้หรอก นี่ก็ดึกแล้ว เ้ากลับไปพักผ่อนเถอะ”
หลังมู่หรงเชี่ยนเอ๋อร์จากไปครู่หนึ่ง ก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้นอีกครั้ง
เมื่อเซียวเฉินเปิดประตูก็อึ้ง
คนผู้นั้นคือเสิ่นเล่ย!
“เสิ่นเล่ย มีธุระอะไร?” เซียวเฉินถาม
เสิ่นเล่ยมองเซียวเฉินโดยไม่เอ่ยวาจา มองจนเขาอึดอัดและต้องหลบสายตา
“เ้าไม่เป็ไรนะ” เนิ่นนาน เสิ่นเล่ยจึงเอ่ยเบาๆ
เซียวเฉินรู้แจ้ง วันนี้เสิ่นเล่ยนั่งอยู่ข้างๆ ตน ขนาดมู่หรงเชี่ยนเอ๋อร์ยังพบว่าตนผิดปกติ แล้วเสิ่นเล่ยที่อยู่ข้างๆ จะไม่รู้ได้อย่างไร
นางมาหาตอนดึกดื่น เพราะเป็ห่วงตนหรือ?
คิดถึงตรงนี้ เซียวเฉินก็อบอุ่นหัวใจ ที่แท้มีคนเป็ห่วงตนมากมาย...
ตนไม่ได้โดดเดี่ยวตัวคนเดียว ชาตินี้ก็พอใจแล้ว
“ไม่มีอะไร ทำให้เ้าเป็ห่วงแล้ว” เซียวเฉินยิ้มพลางเอ่ยตอบ
“อืม” เสิ่นเล่ยพยักหน้า “เช่นนั้นก็ดี” ว่าแล้วก็หันกายจากไป
ในเวลานี้เอง จู่ๆ เซียวเฉินก็เรียกนางไว้
“เสิ่นเล่ย”
เสิ่นเล่ยหันมามองเซียวเฉิน
“ข้าเคยเห็นเ้ายิ้ม งดงามมาก ต่อไปยิ้มเยอะๆ นะ”
เสิ่นเล่ยจากไปโดยไม่เอ่ยอะไร
แต่สิ่งที่เซียวเฉินไม่รู้ นั่นคือ หลังจากเขาเอ่ยประโยคสุดท้ายจบ เสิ่นเล่ยก็หน้าแดงนิดๆ ใบหน้าปรากฏรอยยิ้มที่งดงามจนทำให้คนแทบหยุดหายใจ
---
[1] ชินอ๋อง หมายถึง เชื้อพระวงศ์ที่มีตำแหน่งอ๋อง