ไป๋เสียมองทะลุความคิดนั้นได้อย่างง่ายดาย มุมปากยกยิ้มอย่างเ้าเล่ห์ “เ้ากำลังสงสัยว่าทำไมข้าถึงรู้เื่นี้ด้วยอย่างนั้นหรือ”
ลู่เต้าหลบสายตาเลิ่กลั่ก “ปะ...เปล่าสักหน่อย”
“ไม่เป็ไร ข้าบอกให้ก็ได้” ไป๋เสียกล่าว “ั้แ่ก่อนจะย้อนเวลามา ข้าก็นึกถึงเื่ที่เ้าอธิบายไม่ละเอียดแล้ว พึงรู้ไว้เถิดว่าพลังวัฏสงสารนั้น สิ่งที่แข็งแกร่งที่สุดก็คือ เราสามารถล่วงรู้ถึงอนาคตและเตรียมรับมือได้ล่วงหน้า จึงหลีกเลี่ยงความตายได้”
“ความแม่นยำของข้อมูลคือเกณฑ์เดียวในการวัดพลังนี้ ยิ่งแม่นยำเท่าใดก็ยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้นเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ ข้าจึงได้กำหนดสัญญาณลับชุดหนึ่งขึ้นมา และย่อข้อมูลล้ำค่านั้นให้สั้นกะทัดรัดที่สุดตามสถานการณ์ต่างๆ เ้าจะได้นำกลับมาบอกข้า”
เช่นนั้นไป๋เสียก็จะได้รับประโยชน์จากพลังวัฏสงสารนี้เช่นกัน สามารถวางแผนล่วงหน้าได้ เหมือนเล่นหมากรุก พลิกสถานการณ์จากที่กำลังจะแพ้ให้ชนะ!
“หมายความว่าเพียงแค่คำห้าคำ ‘ตัดใจจากทางโลก’ ท่านก็เข้าใจเื่ราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดแล้ว แม้แต่เื่ที่ข้าปิดบังท่านก็รู้ด้วยอย่างนั้นหรือ” ลู่เต้าถึงกับพูดไม่ออก
“ถูกต้อง แต่วิธีนี้ก็ไม่ได้ไร้ที่ติเช่นกัน” ไป๋เสียมองลู่เต้าด้วยแววตาเป็กังวล “หากเ้าดันจำคำพูดผิดพลาดไปเพียงไม่กี่คำ... เช่นนั้นข้าก็ได้แต่ทำใจ”
“ไม่มีทางหรอก!”
ลู่เต้าเหมือนนึกอะไรขึ้นได้ เขาเดินไปที่ขอบหน้าต่าง “จริงสิ คืนนี้คุณหนูเสี่ยวอวี่จะถูกผีพรายทำร้ายที่ทะเลสาบัทมิฬ! ข้าต้องไปช่วยนาง!”
ขณะที่เขากำลังจะก้าวขาออกไปนอกหน้าต่าง ไป๋เสียที่อยู่ด้านหลังกลับเอ่ยขึ้นอย่างไม่ใส่ใจ “หากข้าเป็เ้า ข้าจะไม่ไปช่วยนาง”
ลู่เต้าเบิกตากว้าง ถามไป๋เสียด้วยความโกรธ “ท่าน้าให้ข้าเห็นชีวิตนางตกอยู่ในอันตรายโดยไม่ยื่นมือช่วยเช่นนั้นหรือ”
ไป๋เสียี้เีอธิบายเหตุผลกับอัจฉริยะหมากรุกผู้นี้ เขาจึงเอ่ยถามเพียงประโยคเดียว “เช่นนั้นเ้า้าช่วยนาง หรือ้าทำร้ายนางกันแน่”
ลู่เต้าไม่เข้าใจ เห็นได้ชัดว่าเขา้าไปช่วยกู่เสี่ยวอวี่ ทำไมไป๋เสียถึงคิดว่าเขากำลังทำร้ายนางกัน
นิ้วชี้เรียวยาวซีดขาวของไป๋เสียจิ้มไปที่อกของลู่เต้าเบาๆ แล้วถาม “เ้าไม่เห็นหรือว่าตราบใดที่หญิงสาวผู้นั้นข้องเกี่ยวกับเ้า นางก็ต้องพบจุดจบ ครั้งก่อนก็ตายเพราะผู้ควบคุมิญญา ครั้งนี้ก็ตายเพราะยาพิษหุ่นเชิด”
ลู่เต้าชะงักไป เมื่อครุ่นคิดอย่างละเอียดแล้ว ก็พบว่ากู่เสี่ยวอวี่้าตอบแทนที่เขาช่วยชีวิต จึงไปที่จวนสกุลหงในวันรุ่งขึ้น ใครจะคิดว่านางกลับต้องมาพัวพันกับเื่นี้จนถึงขั้นต้องสังเวยชีวิต
เขาเงยหน้าขึ้นมองไป๋เสียอย่างตกตะลึง กัดฟันแน่นด้วยจิตใจอันหนักอึ้ง “เช่นนั้น...ท่าน้าให้ข้านั่งอยู่เฉยๆ รอให้นางถูกผีพรายทำร้ายจนตายอย่างนั้นหรือ”
ไป๋เสียแค่นเสียง แล้วเอ่ยถึงคนบางคนอย่างไม่เต็มใจ “เ้าใบ้เฉาก็ไปที่ทะเลสาบัทมิฬไม่ใช่หรือ”
“ใช่”
“ในความคิดของข้า ต่อให้เ้าไม่ไปที่ทะเลสาบัทมิฬ หญิงสาวผู้นั้นก็จะถูกเ้าใบ้เฉาช่วยไว้อยู่ดี ยิ่งไปกว่านั้น สุดท้ายแล้วก็เป็เขาที่ช่วยพวกเ้าไม่ใช่หรือ ดังนั้นการปรากฏตัวของเ้าจึงไม่จำเป็”
ลู่เต้าโกรธจัด เขาอยากจะแย้งไป๋เสีย แต่ไม่รู้จะพูดอะไรออกมา
“อย่างไรก็ตาม ข้าไม่ได้ตั้งใจจะให้เ้านั่งอยู่เฉยๆ หรอก” ไป๋เสียเหยียดยิ้มเลศนัย “เ้าใบ้เฉาไปตรวจสอบผนึกใต้ทะเลสาบ จึงไม่อยู่ในเมือง นี่เป็โอกาสทองที่หาได้ยากยิ่งนัก”
กล่าวจบ ร่างไป๋เสียก็แวบหายไป ลู่เต้าเซถอยหลังราวกับถูกใครบางคนชน พอตั้งหลักได้ ท่าทีของเขาก็เปลี่ยนไปทันใด รอยยิ้มร้ายกาจฉีกกว้าง “ถึงเวลาล้างแค้นแล้ว”
เสียงสะท้อนของเด็กหนุ่มค่อยๆ เร้นหายไปในความมืด
*****
“กรี๊ดดด!”
ฮูหยินสกุลหงร้องเสียงหลง สะดุ้งตื่นขึ้นมา เจี่ยเหยียนอันจึงกอดนางไว้ในอ้อมแขน และปลอบประโลมอย่างอ่อนโยน “เป็อะไรไป”
ฮูหยินสกุลหงที่ตื่นจากฝันร้ายยังคงหวาดผวา นางซบหน้าลงบนอกเจี่ยเหยียนอันแล้วกล่าว “ข้า...ข้าฝันร้าย”
“ฝันร้ายรึ” เจี่ยเหยียนอันยิ้ม “ฝันร้ายว่าอะไรหรือ”
ฮูหยินสกุลหงกล่าวด้วยใบหน้ากังวล “ข้าฝันว่าข้าตายแล้ว”
“โธ่ มีข้าอยู่ที่นี่ ใครจะทำร้ายเ้าได้”
ฮูหยินสกุลหงลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยอย่างตะกุกตะกัก “ข้าฝันว่าท่านบังคับให้ข้ากินยาแปลกๆ จากนั้นข้าก็ตาย หลังจากนั้นท่านก็เอาศพข้ามาเชิดเป็หุ่น”
ภายในห้องมืดสลัว รอยยิ้มของเจี่ยเหยียนอันพลันแข็งค้าง แต่ก็หายไปอย่างรวดเร็วโดยที่ฮูหยินสกุลหงไม่ทันสังเกตเห็น
ฮูหยินสกุลหงออดอ้อน “ท่านพี่ ท่านจะไม่ทำกับข้าแบบนั้นใช่หรือไม่”
เจี่ยเหยียนอันแสร้งทำเป็ไม่รู้เื่รู้ราว แล้วปลอบโยนนาง “เป็ไปได้อย่างไรกัน ข้ารักเ้ามากขนาดนี้ จะเอายาแปลกๆ มาให้เ้ากินได้อย่างไร”
ถึงแม้ปากของเขาจะพูดเช่นนี้ แต่ในใจเขากลับเย็นเฉียบ เหงื่อเย็นผุดขึ้นเต็มฝ่ามือ ‘คิดไม่ถึงจริงๆ ว่านางเพศยานี่จะรู้เื่ยาพิษเชิดหุ่นของข้า’
“อืม!” ฮูหยินสกุลหงทำเสียงเว้าวอน “เช่นนั้นท่านจุมพิตข้าสิ”
นางหลับตาส่งริมฝีปากจุมพิต เจี่ยเหยียนอันหลับตาลงกำลังจะก้มลงจูบนาง ทันใดนั้นก็มีเสียงแปลกๆ ดังขึ้นจากนอกห้อง
เจี่ยเหยียนอันผลักฮูหยินสกุลหงออกไปทันที แล้วถามอย่างระแวดระวัง “ใคร!”
เสียงแปลกๆ นั้นไม่เพียงไม่หยุดลง แต่กลับยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ราวกับมีคนที่ตนมองไม่เห็นกำลังเคาะประตูอยู่
สีหน้าเจี่ยเหยียนอันเคร่งขรึม เขาหยิบเสื้อขึ้นมาสวมแล้วพูดกับฮูหยินสกุลหงว่า “ข้าจะออกไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น เ้ารอข้าอยู่ที่นี่”
“เดี๋ยวก่อน อย่าทิ้งข้าไว้คนเดียวนะ” ฮูหยินสกุลหงรั้งเจี่ยเหยียนอันไว้ด้วยความหวาดกลัว แต่ไม่คิดว่าเขาจะทิ้งนางไว้ในห้องเพียงลำพังโดยไม่ลังเลใจเลยสักนิด
ไม่นานนัก ฮูหยินสกุลหงก็ะโไปที่ประตูด้วยความร้อนใจ “ยะ...เหยียนอัน กลับมาแล้วหรือยัง”
นางเรียกอยู่หลายครั้ง แต่ก็ไร้เสียงตอบรับจากด้านนอก จวนสกุลหงพลันตกอยู่ในความสงัดเงียบ ไร้ซึ่งเสียงลมเสียงแมลง มีเพียงเสียงหอบหายใจของฮูหยินสกุลหงเท่านั้นที่ดังก้องหู
เพื่อปลอบโยนตนเอง นางจึงหยิบเสื้อคลุมเนื้อดีมาสวม แล้วเดินเท้าเปล่าไปหยิบไม้ขีดไฟขึ้นมาจุดเทียน
ฮูหยินสกุลหงที่ตื่นตระหนกจนมือไม้สั่นมิอาจจุดไม้ขีดไฟติดได้ ถึงแม้จะจุดติดแล้วก็ดับลงอย่างรวดเร็ว ราวกับมีลมที่มองไม่เห็นกำลังพัดดับมันอยู่ตลอดเวลา
“เร็วเข้า เร็วเข้าสิ” นางร้องไห้คร่ำครวญ มือไม้สั่นเทา พยายามจุดไม้ขีดไฟต่อไป
หลังจากพยายามอย่างยากลำบาก ในที่สุดฮูหยินสกุลหงก็จุดเทียนได้สำเร็จ ขณะที่แสงเทียนส่องสว่างไปทั่วทั้งห้อง นางก็ต้องตกตะลึง เมื่อเห็นคนหน้าซีดคนหนึ่งยืนอยู่ข้างๆ นาง และอาบแสงเทียนอยู่ด้วยกัน
ฮูหยินสกุลหงหวาดกลัวจนน้ำตาคลอเบ้า กำลังจะร้องออกมาเสียงดัง ทันใดนั้นอีกฝ่ายก็ยิ้มอย่างเ้าเล่ห์ มือเย็นเฉียบพุ่งเข้าปิดปากนางเอาไว้
****
เจี่ยเหยียนอันมาถึงหน้าประตูห้อง เขาแสร้งทำเสียงเป็ฮูหยินสกุลหง แล้วถามคนรับใช้ที่อยู่นอกประตู “เกิดอะไรขึ้น”
ไร้เสียงตอบรับ เสียงของเขาราวกับถูกกลืนหายไปในความมืด เขารู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล จึงเปิดประตูออกไปดู ปรากฏว่าคนรับใช้สองคนที่เฝ้าประตูอยู่ต่างก็หมดสติไปแล้ว
เจี่ยเหยียนอันตกตะลึง เมื่อมองไปรอบๆ ก็พบว่าทุกคนในจวนสกุลหงต่างก็ผล็อยหลับไปพร้อมกัน
“แย่แล้ว!” เขารีบหันหลังกลับไปที่ห้อง “ฮูหยิน รีบแต่งตัวเร็วเข้า...”
เมื่อเจี่ยเหยียนอันกลับมาถึงห้องก็ต้องชะงักไป ครั้นเห็นว่าภายในห้องมีเพียงแสงเทียนริบหรี่เล่มเดียว ซึ่งแสงสว่างนั้นไม่อาจส่องทั่วทั้งห้องได้
เขากลับไปที่ข้างเตียง พบว่าฮูหยินสกุลหงหายไปแล้ว จึงะโเรียก “ฮูหยิน”
ท่ามกลางความมืด มีคนผู้หนึ่งย่างก้าวออกมา ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็ฮูหยินสกุลหงที่เขาคิดว่าหายตัวไป นางโผเข้าหาเจี่ยเหยียนอันพร้อมกับร้องไห้ฟูมฟาย “น่ากลัวจริงๆ เมื่อครู่นี้...เมื่อครู่นี้มีคนหน้าซีดโผล่เข้ามา”
เจี่ยเหยียนอันไม่ได้เอะใจ เขาพยายามปลอบโยนนาง “ไม่ต้องกลัว มีข้าอยู่ทั้งคน”
ฮูหยินสกุลหงที่ซบอยู่ในอ้อมอกของเขาพลันเบิกตากว้าง นางชักปิ่นปักผมที่ซ่อนไว้แทงไปที่หัวใจของเจี่ยเหยียนอันที่มิได้ตั้งตัว
แกร๊ก! เสียงปิ่นปักผมหักสะบั้น
ในเสี้ยววินาทีนั้น เจี่ยเหยียนอันรีบรวบรวมลมปราณมาปกป้องร่างกายเอาไว้ ทำให้าแไม่ร้ายแรงนัก ได้รับาเ็เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
แต่สำหรับคนที่ถูกทำร้ายแล้ว การที่เขารอดพ้นมาได้เช่นนี้ก็นับว่าไม่ธรรมดา
“นังแพศยา...” เจี่ยเหยียนอันโกรธจัด เขากระชากคอของฮูหยินสกุลหงขึ้นมา ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเดือดดาล “เ้ากล้าดีอย่างไรถึงมาทำร้ายข้า บอกมา ข้าเจี่ยเหยียนอันทำอะไรให้เ้าไม่พอใจ!”
ฮูหยินสกุลหงไม่พูดไม่จา นางเบิกตากว้าง ยกปิ่นปักผมที่หักไปครึ่งหนึ่งขึ้นมาแทงดวงตาของเขาอย่างแรง!
เมื่อเห็นว่านางไม่สำนึกผิดยังคิดจะฆ่าเขาอีก เจี่ยเหยียนอันก็โกรธจนเืขึ้นหน้า เขาออกแรงบีบอย่างแรง จนได้ยินเสียงกระดูกคอฮูหยินสกุลหงหักดังกร๊อบ ศีรษะของนางพลันห้อยลงบนไหล่อย่างน่าสยดสยอง
หลังจากเจี่ยเหยียนอันจัดการกับฮูหยินสกุลหงเสร็จ เขาก็โยนศพของนางไปราวกับทิ้งขยะ จากนั้นก็ถามไปในความมืด “ออกมาเถอะ ข้ารู้ว่าเ้าอยู่ที่นี่”
แปะ! แปะ! แปะ!
คนผู้หนึ่งเดินออกมาจากเงามืดพร้อมกับเสียงปรบมือ แสงไฟริบหรี่ส่องต้องให้เห็นใบหน้าของเขาเพียงครึ่ง หาใช่ใครอื่นไม่ ไป๋เสียนั่นเอง
หากจะกล่าวให้ถูกต้องแล้ว คงจะเป็ไป๋เสียที่คุมร่างลู่เต้าอยู่ต่างหาก
“ไม่นึกเลยว่าหัวหน้าองครักษ์จวนสกุลหงนอกจากจะลักลอบเป็ชู้กับฮูหยิน แล้วยังฆ่าปิดปากอีกด้วย หากเื่นี้แพร่งพรายออกไป คงจะวุ่นวายน่าดู”
เจี่ยเหยียนอันมองสำรวจไป๋เสียั้แ่หัวจรดเท้า เห็นเพียงเสื้อผ้าที่สวมใส่นั้นเป็ชุดที่ใช้รับรองแขกผู้มีเกียรติของจวนสกุลหง ส่วนใบหน้าอันน่าหวาดผวาตรงหน้ากลับไม่อยู่ในความทรงจำเขาแม้แต่น้อย
