หลิวอวี่หลางพยักหน้า “แส้ัจิ่งชีมิ่งแห่งพรรคเจ็ดดาวอินทนิล หลี่ชิวฉุ่ยแห่งพรรคจื่อเวย เฉวียนเจิ้นจงแห่งพรรคตะวันตกมหาวารี และหวังอี้เฟิงแห่งพรรคหม้อกวาง เพิ่งมาถึงด่านโยวเยี่ยนเมื่อคืนนี้ขอรับ ส่วนจ้าวชานเหอแห่งพรรคัพยัคฆ์และฉินจื๋อฉุ่ยแห่งเมืองอู๋ซวงเตาน่าจะมาถึงวันนี้ตอนบ่ายขอรับ คนเหล่านี้คืออัจฉริยะขั้นสุดยอดรุ่นใหม่ของสามพรรคหกกลุ่ม เมื่อพวกเขามาถึง ด่านโยวเยี่ยนน่าจะคึกคักขอรับ”
ลู่เฉาเกอพยักหน้ารับ “คนในพรรคล้วนมีพื้นเพไม่สามัญทั้งสิ้น พลังยิ่งสูง พร์ยิ่งมากเท่าใดก็ยิ่งเป็เช่นนี้ เมื่อคนเหล่านี้มาถึงที่นี่ น่ากลัวว่าคงไม่ค่อยฟังเราเท่าใดนัก หากในกองทัพไม่มีผู้ใดควบคุมพวกเขาไว้ อาจเป็ปัญหามากมายตามมา...สุยเฟิงกับคนอื่นล้วนมีเื่ที่ต้องกระทำ มีตำแหน่งผู้ปกครองของตนเอง ไม่อาจลดตัวลงไปกำราบคนเหล่านี้ได้...เป็เื่ที่ช่วยไม่ได้จริงแท้ ต้องรบกวนคนข้างๆ เ้าคนนั้นแล้ว”
“ท่านหมายถึง...ได้ขอรับ ตอนนี้ดูท่าน่าจะทำได้แค่ทางนี้เท่านั้น” หลิวอวี่หลางพยักหน้า
“น่าเสียดายนักที่หลายปีมานี้ ในกองทัพโยวเยี่ยนไม่มีอัจฉริยะวัยหนุ่มผู้ใดปรากฎกายขึ้นมาเลย หรือว่าจะมีเพียงพรรคเท่านั้นที่สามารถชุบเลี้ยงผู้แข็งแกร่งวรยุทธ์วัยเยาว์ขั้นสูงขึ้นมาได้?” ลู่เฉาเกอทอดถอนใจทีหนึ่งแล้วจึงเสริม “แค่เยี่ยนปู้หุยผู้เดียว พวกเขาก็รับไม่ได้ ก่อหวอดจนเกิดผลน่าทุกข์ใจเช่นปัจจุบัน...อวี่หลาง เ้าบอกข้าซิว่าเื่เมื่อตอนนั้น ข้ายังจะมีโอกาสชดใช้ได้อยู่ไหม?”
หลิวอวี่หลางไม่พูด
ลู่เฉาเกอในวันนี้ไม่เหมือนลู่เฉาเกอวันเก่าก่อน เขาที่ฝึกสูตรหฤทัยตัดอารมณ์ ไม่ควรมีความรู้สึกจากใจเช่นนี้เลย
เื่เมื่อตอนนั้น คนมากมายคาดเดากันออกทั้งสิ้นว่าเกิดอะไรขึ้น เยี่ยนปู้หุยต้องตาย แต่ท้ายสุดกลับยังรอดชีวิตและตัดเยื่อขาดใยกับมนุษย์ กลายเป็ปรปักษ์เต็มรูปแบบ เื่นี้เป็เื่อัปยศที่สุดของกองทัพโยวเยี่ยนนับั้แ่สร้างที่นี่ขึ้นมา แต่น้อยคนนักที่จะรู้ ว่าความอัปยศครานั้นหาใช่เพราะคนของกองทัพโยวเยี่ยนหักหลัง แต่เป็เพราะแผนการสังหารครั้งนั้น เยี่ยนปู้หุยกลับรอดไปได้อย่างไรไม่มีใครทราบ กลายเป็ปริศนาครั้งใหญ่ที่สุดในใจของอำนาจขั้วต่างๆ ที่มีส่วนร่วมในเื่คราวนั้น
แต่เมื่อได้ฟังคำของลู่เฉาเกอเมื่อวานนี้ น่ากลัวว่าความจริงแล้ว คนหลายคนอาจหาคำตอบเจอแล้วก็เป็ได้
หลิวอวี่หลางไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดลู่เฉาเกอต้องเอ่ยเื่นั้น แต่สติปัญญาของลู่เฉาเกอต้องมีใจความที่เป็ประโยชน์ลึกๆ อยู่เป็แน่
ส่วนเื่ที่ทำไมกองพลโยวเยี่ยนถึงไม่เคยให้กำเนิดอัจฉริยะวรยุทธ์ขั้นสูงรุ่นเยาว์เลยนั้น ตลอดมาก็เกิดมาจากผู้าุโเหล่านี้คอยสนับสนุนสถานการณ์ต่างๆ อยู่ เหตุผลนั้นซับซ้อนยิ่ง ลู่เฉาเกอก็ไม่อาจรู้สาเหตุแท้จริงได้เลยด้วยซ้ำ ดังนั้นความปลงก็คือความปลง บางเื่แม้จะรู้แล้วแต่ก็ไม่มีหนทางไปเปลี่ยนแปลงอะไรมันได้...
แต่ว่า หาใช่ว่าจะไม่มีอัจฉริยะปรากฏกายขึ้นมาจริงๆ เสียหน่อยนี่
หลิวอวี่หลางนึกนามๆ หนึ่งขึ้นมาได้
เขากำลังจะอ้าปากพูด แต่ลู่เฉาเกอกลับแทรกขึ้นมาเสียก่อน “อ้อ ใช่แล้ว เ่ิูคนนั้น...เ้าคิดว่าอย่างไร?”
หลิวอวี่หลางยิ้มบาง เมื่อครู่เขาก็อยากเอ่ยนามนี้อยู่พอดี จึงพยักหน้ารับแล้วตอบ “ใช้ได้มหาศาลนักขอรับ”
“ใช้ได้มหาศาล?” ลู่เฉาเกอชำเลืองมองหลิวอวี่หลาง เขายิ้ม “ท่านชายหลิวประเมินคนอื่น น้อยครั้งจะตรงไปตรงมาเช่นนี้ เ่ิูผู้นี้คงถูกชะตาเ้ามาก เริ่มที่กองทัพอาณาจักรสั่งการลงมา ไม่ผ่านการเสนอชื่อจากกองทัพโยวเยี่ยนของข้า แต่ให้เด็กหนุ่มผู้นี้มาถึงที่นี่เลย รับหน้าที่เป็ทูตถือดาบตรวจการณ์ ข้านึกว่าเื่นี้จะซับซ้อนเสียอีก แต่ไม่นึกเลยว่า...”
“ขอรับ ข้าก็เคยคิดเช่นนั้น แต่ยอดฝีมือของค่ายเงาได้วินิจฉัยโดยละเอียดแล้ว กลับพบว่าเขามีประวัติใสสะอาดขอรับ แล้วยังมีข่าวด้วยว่า หน้าที่รับผิดชอบครั้งนี้รับมาจากราชวังโดยตรง...” หลิวอวี่หลางเอ่ย “บางทีเราอาจคิดเื่ง่ายๆ ให้กลายเป็ยากนะขอรับ เขาคนนี้มีตราวีรชนอยู่กับตัว สมควรแก่หน้าที่นี้ดีแล้ว”
ลู่เฉาเกอพยักหน้า “เ้าพูดถูกแล้ว ข้าคิดว่าเขาเป็ต้นกล้าที่ไม่เลวทีเดียว เพียงแต่ว่าอารมณ์มุทะลุไปเสียหน่อย ทำเื่ราวต่างๆ ห้วนและเถรตรงมากเกินไป พลังกับการควบคุมอารมณ์ของเขายังไม่ค่อยสมดุลกันนัก เดิมทีข้าก็อยากใช้เขาอยู่ แต่กลัวว่านิสัยเช่นนี้จะร้อนจนเกินไป หากทำเช่นนั้นต่อคนจำนวนมากจะกลายเป็อันตรายต่อตัวเขาเอง เหล็กแกร่งเท่าใดยิ่งหักง่ายเท่านั้น กลับกันจะทำร้ายเขา กรณีเยี่ยนปู้หุยในตอนนั้นก็เป็ตัวอย่าง”
หลิวอวี่หลางไม่พูดโต้ตอบ
คำประเมินของลู่เฉาเกอมีเหตุผลนัก เ่ิูทำเื่อย่างไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม แม้ว่าจะปะทะกับั์ใหญ่เช่นจางซาน ยังคงเลือกใช้วิธีตาต่อตา แม้ผลสุดท้ายจะเกินความคาดหมายของทุกคน แต่รูปแบบการทำเื่เช่นนี้ กลับทำให้หลิวอวี่หลางเหงื่อแตกเพราะอัจฉริยะฟ้าประทานหนุ่มคนนี้เหมือนกัน
“หากพลังของเขาสามารถพัฒนาไปได้อีก ตอนนี้ก็รับภาระได้มากขึ้นอีกหน่อยแล้ว” ลู่เฉาเกอหัวเราะ “ว่ากันตามจริง ข้าวาดหวังต่อเขาไว้สูงอยู่ เด็กหนุ่มคนนี้เหมือนกระบี่คมกริบ ลับมันไปเรื่อยๆ อนาคตสดใสย่อมรออยู่”
“ใช่ขอรับ เวลาที่เหลือให้พวกเราน้อยลงทุกวี่ทุกวัน เสียดายนัก หากเ่ิูปรากฏตัวไวขึ้นสักสิบปี...ไม่สิ ห้าปี หรือสามปีก็ได้ จะสามารถรับผิดชอบได้สูงขึ้นอีก...เวลาไม่รอท่าแล้ว” หลิวอวี่หลางทอดถอนใจบ้าง
ลู่เฉาเกอพยักหน้า เขาจะพูดต่อแต่ก็ส่งเสียงเอ๋อย่างแปลกใจ
เขาเปลี่ยนสีหน้า แล้วหันไปมองนอกหน้าต่างทันที
“อะไรหรือ?” หลิวอวี่หลางพิศวง
“น่าสนใจ” ลู่เฉาเกอเผยแววสงสัยบนใบหน้า “ศึกเมื่อวานข้าทำเืหายไปหยดหนึ่ง ภายหลังเมื่อตรวจสอบดีๆ กลับไม่เจอมันแล้ว เมื่อครู่นี้ข้ารู้สึกถึงการมีอยู่ของมัน แต่เมื่อลองหาดูอย่างละเอียดกลับไกลแสนไกลจนไร้ร่องรอย น่าแปลกเหลือเกิน”
“มีเื่เช่นนี้ด้วยหรือ?” หลิวอวี่หลางตระหนก
พลังของลู่เฉาเกอแม้แต่เส้นผมร่วงสักเส้นในที่ๆ ห่างออกไปร้อยลี้ยังเก็บกลับมาได้ พลังรับรู้ของประสาท หากดึงออกมาทั้งหด ทั้งด่านโยวเยี่ยนสามารถถูกควบคุมเอาไว้ใต้อาณัติได้เลย ในโลหิตของเขาแอบแฝงพลังและญาณรับรู้ของเขาอยู่ หากมีคนเก็บเอาไว้โดยพลการล้วนรู้สึกถึงได้ทั้งหมด เกิดเื่น่าแปลกพรรค์นี้ขึ้นจริงๆ หรือนี่?
“ที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือ ที่ข้าััได้เมื่อครู่ พลังของคำสาปกับเพลิงความมืดถูกขจัดออกไปส่วนหนึ่งแล้วด้วย” ลู่เฉาเกอมีสีหน้าแปลกใจน้อยๆ “มีคนได้เืหยดนั้นไป มีความสามารถกระทั่งชะล้างคำสาปจากเืนั้น เื่นี้ช่างเข้าใจยากยิ่งนัก”
หลิวอวี่หลางได้ฟังแล้วก็คิดหนัก “หากข้าพอจะหาคนๆ นี้ได้ หากว่าคนผู้นี้เป็เผ่ามนุษย์ นั่นมิได้หมายความว่า...าแของท่านผู้บัญชาการอาจเยียวยาจนหายขาดได้หรือขอรับ?”
ลู่เฉาเกอพยักหน้ารับ จากนั้นจึงส่ายหน้าดิก “ปัญหาคือ คนๆ นี้หาใช่คนที่หาตัวได้ง่ายไม่ ลำพังประสาทรับรู้ของข้ายังไม่อาจระบุตำแหน่งตัวเขาได้ชัดเจนเลย พลังลึกลับบางอย่างบดบังกลิ่นอายและร่องรอยของเขาไว้อยู่ ข้าทำได้แค่ยืนยันเท่านั้น ว่าเขาอยู่ทางทิศอีสาน...อวี่หลาง เ้ากับข้าคงหวังสูงไปแล้ว ผู้แข็งแกร่งเช่นนี้ไม่มีอยู่ในด่านโยวเยี่ยนหรอก”
หลิวอวี่หลางหลังหายตื่นตระหนก สีหน้าก็แปรเปลี่ยนเป็หนักอึ้ง เขาพยักหน้าแล้วเอ่ย “ข้าจะตรวจหาเขาเอง”
...
...
ในหอคอยอาชาขาว
เม็ดเหงื่อบนใบหน้าเ่ิูผุดออกมาเป็ดอกเห็ด
เขามองฝ่ามือตนเอง
เืสดประหลาดหยดนั้นที่สุดก็สงบลงอีกครั้ง
ครึ่งชั่วยามก่อนหน้านี้ ตอนที่ฝ่ามือเจ็บร้าวนั้น เ่ิูพบว่าเืประหลาดหยดนี้ที่ซึมเข้าไปในฝ่ามือของเขานั้น มีพลังน่าพิศวงเคลื่อนตัวอยู่ เหมือนพิษร้ายไร้รูปร่างกำลังลุกลาม ราวกับว่ามันอยากลุกลามออกมาจากในเืนั้น แล้วรุกล้ำเข้าสู่ร่างกายของเขาอย่างบ้าคลั่ง
ดีที่เ่ิูกระตุ้นเพลิงน้ำแข็งยอดยุทธ์ระงับมันไว้ได้ทันการ
เืหยดนี้ ช่างพิลึกสิ้นดี
“ดีที่พลังน่าพิศวงนั่นถูกเพลิงน้ำแข็งยอดยุทธ์ของข้าผลาญทำลายไปอย่างน้อยหนึ่งในสี่แล้ว ที่เหลือค่อยเชื่องขึ้นมาบ้าง...” เ่ิูมองฝ่ามือ เขารู้สึกกลัดกลุ้มไม่น้อย นี่มันเื่อะไรกัน หากพลังประหลาดนี่เกิดทำงานขึ้นตอนเวลาคับขัน เขาไม่ต้องตายอย่างเขียดหรอกหรือ
แต่ปัญหาตอนนี้คือ ตอนที่มันยังไม่ทำงาน เ่ิูเหมือนไม่อาจกระตุ้นเพลิงน้ำแข็งยอดยุทธ์เพื่อกำจัดมันได้เลย
“ในเืนี่มีพลังสามประเภท หนึ่งคือพลังของเืเอง สะอาดบริสุทธิ์และสงบ อีกอย่างคือพลังมารพิสดารสีขาว แล้วก็เพลิงแดงเข้ม สองอย่างหลังไม่เป็มิตรแน่นอน มีแต่พลังทำลายล้างขั้นสูงทั้งนั้น...”
เ่ิูระลึกความรู้สึกเมื่อครู่นี้ได้
เขาแอบคิดว่า พลังร้อนของเพลิงแดงเข้มนี้ เหมือนจะเคยเจอที่ไหนมาก่อน
“เหมือนกับว่าข้าต้องระวังตัวแล้ว ต้องกำจัดมันให้เร็วที่สุด หาไม่แล้วเกิดเื่ใหญ่แน่” เ่ิูกลุ้มใจอย่างบอกไม่ถูก
...
...
หลายวันถัดมานั้น ในด่านโยวเยี่ยน กิจกรรมการตรวจหาและฆ่าเผ่าปีศาจยังคงดำเนินต่อไปอย่างดุเดือด
เื่ที่เผ่าปีศาจลักลอบเข้ามาในด่านโยวเยี่ยน เหมือนเป็การจุดอัคคีซึ่งไม่อาจดับให้มอดได้
อัคคีกลุ่มนี้ราวกับกำลังแผดเผาทั่วทั้งด่านโยวเยี่ยน ยอดฝีมือออกไล่ล่าเผ่าปีศาจกันทั่วสี่ทิศ ประชาชนที่เสียครอบครัวไปเพราะปีศาจบุกเข้ามาก็ร่วมด้วยช่วยกันตามหา แล้วยังชาวยุทธที่้าเงินรางวัลและระบายความเมามันส่วนตนจึงเข้าร่วมปฏิบัติการล่าปีศาจอันคลุ้มคลั่งนี้จนหมด
คนที่อาศัยในด่านโยวเยี่ยนมาหลายสิบปีมากมายไม่รู้ว่าต้องทำเช่นไร
เพราะพวกเขาแค่ตื่นขึ้นมา ก็ได้รับประกาศให้ล่วงรู้แล้วว่า เพื่อนบ้านของตน คนที่ตนรู้จัก คนที่เคยติดต่อไถ่ถามกัน...คนที่คุ้นเคยมากมาย เป็เผ่าปีศาจแปลงกายมา
คนมากมายไม่อยากเชื่อ ว่าในด่านโยวเยี่ยนที่พากเพียรสร้างมันขึ้นมาด้วยกัน จะมีสายสืบของเผ่าปีศาจแอบซ่อนอยู่มากมายขนาดนี้
ทุกๆ วัน จะมีจารชนเผ่าปีศาจที่ถูกตรวจจนเจอ และนำตัวขึ้นไปฆ่าบนลานปะา หัวศพอาบเืถูกแขวนไว้ในกรงเหล็กประจานแก่ทุกชีวิต
กลิ่นคาวเืคละคลุ้งทั่วด่านโยวเยี่ยน
หากแรกเริ่มนั้น ปฏิบัติการเช่นนี้ถูกควบคุมอยู่ในขอบเขตธรรมดาแล้วไซร้ เช่นนั้นตามการเวลาที่เปลี่ยนเวียนไป ตามกลิ่นคาวที่ลุกลามขึ้นทุกทีๆ ตามไฟแค้นโหมกระพือด้วยลมในมนุษย์ เื่ก็ชักจะเริ่มบ้าคลั่ง บ้าคลั่งขึ้นทุกที ทุกคนเหมือนถูกเืสดอาบดวงตา ในสายตาของพวกเขามีแต่คำว่าฆ่า ฆ่า ฆ่า...
บางครั้งก็เกิดการฉกฉวยโอกาสจากวิกฤติ
ด่านโยวเยี่ยนเกิดความโกลาหลอย่างที่มิเคยเป็มาก่อน
แม้กองทหารจะจับกุมและลงโทษเหล่าคนที่ฉกฉวยประโยชน์จากความวุ่นวายพวกนั้นได้ แต่ความโกลาหลก็ยังไม่หมดไป
ชาวยุทธภพที่เดินเตร็ดเตร่อยู่กลางถนน คอยมองคนสัญจรไปมาหน้าบอกบุญไม่รับ หากพบจุดใดน่าสงสัยจะรีบปรี่เข้าไปไต่ถามทันที เหมือนฝูงสุนัขป่าที่กำลังคลั่ง ในมือถือของจำพวกภาพเหมือนและอุปกรณ์อักขระเอาไว้ ั์ตาฉายแววเืร้อนอย่างบ้าคลั่ง
