เล่มที่ 5 บทที่ 136 เปลวไฟซานหยิน
“มาหงมาหาอะไรเล่า อาจารย์อาเรียกก็ไปซะสิ” ฟานซื่อเห็นดังนั้นก็ตวาดเสียงดัง
“...” เจียงหลีพูดไม่ออก สงสัยเหมือนกันว่าตัวเองมีอาจารย์อาเพิ่มมาั้แ่เมื่อใด?
‘ช่างเถอะ ผู้เป็อาจารย์ออกปากพูดเช่นนี้แล้ว เขาเองจะทำอะไรได้ ดับก็ดับ...’
เจียงหลีเดินไปสลายค่ายกลบริเวณใต้เตาด้วยท่าทางอิดออด หลังจากไอิญญาในค่ายกลสลายไป เปลวไฟที่ลุกโชนอยู่ก็ค่อยๆมอดดับลง...
หลังจากเปลวไฟดับสนิท หลินเฟยก็เดินวนดูรอบเตาหลอมอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะชี้ไปที่จุดหนึ่ง
“ขุดตรงนี้ซะ”
“หา อะไรนะ?” เจียงหลีหน้าบูดลงไปทันที อาจารย์อาผู้นี้คงจงใจแกล้งพวกเขาเป็แน่ มาถึงก็บอกให้ดับไฟ ทำให้สูญเสียหินิญญาไปอย่างน้อยหลายร้อยก้อนก็ว่าได้ แถมยังจะให้ขุดต่ออีก...
‘ขุดอะไร?’
‘หรือข้างใต้นี้จะมีสมบัติ?’
เจียงหลีจึงเอ่ยออกมาอย่างเหลืออด
“เดี๋ยวสิ นี่จะทำ...”
“หุบปากไป” เจียงหลียังไม่ทันพูดจบ ก็ดันถูกฟ่านซื่อแทรกขึ้นมาก่อน แต่ถึงอย่างนั้นฟานซื่อเองก็อดที่จะสงสัยไม่ได้ ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าหลินเฟย้าจะทำอะไร จึงปริปากถามออกมา
“ข้างใต้นี้มีอะไรผิดปกติอย่างนั้นหรือ?”
“ไม่มีอะไรหรอก แค่คิดอะไรขึ้นมาได้ เลยอยากลองพิสูจน์ดูแค่นั้น”
“...” เมื่อฟานซื่อได้ยินดังนั้น ก็ไปไม่ถูกเช่นกัน เขาจึงทำได้เพียงยกเท้าถีบเจียงหลี เพื่อเร่งให้อีกฝ่ายลงมือ
“ยังไม่รีบขุดอีก”
“ศิษย์ทราบแล้ว...”
จากนั้นเจียงหลีก็รีบลงมือขุด
บัดนี้เจียงหลีขุดลึกลงไปถึงสามสิบกว่าจ้างแล้ว แต่นอกจากก้อนหิน ก็ไม่พบอย่างอื่นเลยแม้แต่น้อย
“อาจารย์อา นี่ก็ขุดมากว่าสามสิบจ้างแล้วนะ แต่กลับไม่เจออะไรเลย หรือว่า...”
“ขุดต่อไปอีก”
“...”
เจียงหลีได้ยินเช่นนั้น ก็ตะบี้ตะบันขุดต่อไปอีกหกสิบจ้าง แต่ก็ยังคงเป็เช่นเดิม ไม่พบอะไรนอกจากก้อนหินเพียงอย่างเดียว เจียงหลีลอบคิดในใจ ‘ตอนนี้ก็ขุดมาถึงร้อยจ้างแล้ว แต่ก็ยังไม่เจออะไร เห็นคราวนี้คงต้องยอมแพ้แล้วล่ะ’
แต่คิดไม่ถึงว่าหลินเฟยจะเอ่ยบางสิ่งออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“ขุดต่อไป”
“บ้าเอ๊ย...”
เจียงหลีขุดั้แ่เช้าตรู่จนพลบค่ำ บัดนี้ก็ขุดจนได้ความลึกถึงหนึ่งร้อยจ้างเต็มๆแล้ว ขณะที่ปีนขึ้นมาจากหลุมจึงเก็บความไม่พอใจอัดแน่นอยู่เต็มอก แต่ยังไม่ทันที่จะเอ่ยปากบ่น หลินเฟยก็ชิงพูดขึ้นมาเสียก่อน
“พรุ่งนี้ค่อยขุดต่อ...”
“...”
วันที่ห้าก็แล้ว วันที่หกก็แล้ว...
เจียงหลีรู้สึกว่าหากยังขุดต่อไป คงได้ทะลุพิภพซ่างจงเป็แน่...
กระทั่งเข้าสู่วันที่เจ็ด ในที่สุดหลินเฟยก็เอ่ยปากออกมา
“เอาล่ะ พอก่อน”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น อย่าว่าแต่เจียงหลีเลย แม้แต่ฟานซื่อเองก็ยังแอบถอนหายใจออกมาด้วยความเหนื่อย ‘ในที่สุดก็ยอมรามือเสียที...’
ทว่าขณะที่ทั้งคู่ลอบถอนหายใจอยู่นั้น จู่ๆหลินเฟยก็เริ่มโคจรพลังปล่อยปราณกระบี่ไท่อี๋ออกมา จากนั้นก็เกิดเป็ลำแสงเจิดจ้าสายหนึ่งก็สว่างวาบขึ้น ก่อนจะได้ยินเสียงดังสนั่นมาจากหลุมบริเวณที่เจียงหลีขุด พริบตาต่อมาก็มีเปลวไฟสีดำพวยพุ่งราวกับัดำตนหนึ่ง...
ชั่วขณะที่เปลวไฟพุ่งขึ้นมานั้น ก้อนหินและดินบริเวณก้นหลุมก็ถูกเผาจนกลายเป็เถ้าถ่าน ไม่นานก็ปรากฏเป็ัไฟสีดำตนหนึ่งพุ่งออกมาแทน อุณหภูมิขณะนี้สูงจนกลัวว่าจะเกิดการปะทุขึ้นมาอีก กลิ่นอายแห่งความน่าสะพรึงกลัวปกคลุมไปทั่วทั้งบริเวณ แม้แต่เจียงหลีกับฟานซื่อที่อยู่ห่างออกไปนับร้อยจ้าง ก็ยังรู้สึกได้...
“แย่แล้ว!” เจียงหลีกับฟานซื่อใสุดขีดจนใบหน้าถอดสีเป็ขาวซีด ก่อนทั้งสองจะรีบโคจรพลังปราณเพื่อคุ้มกาย ขณะที่กำลังจะหันไปเตือนหลินเฟย ก็ดันเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังปล่อยปราณกระบี่ออกมาอีกสาย
“คราวนี้คือปราณกระบี่อิ๋นเหวิน”
ทันใดนั้นกระแสไอเย็นเสียดกระดูกก็ปกคลุมไปทั่วบริเวณอย่างรวดเร็ว ทำให้ัไฟสีดำที่กำลังพุ่งทะยานออกมาถูกแช่แข็งทันที
จากนั้นบรรยากาศภายในร้านหลอมอาวุธก็เงียบสนิทลง
ราวกับสิ่งที่ปราณกระบี่อิ๋นเหวินแช่แข็งไม่ใช่แค่ัไฟสีดำ แต่ยังรวมถึงฟานซื่อและเจียงหลีอีกด้วย...
จนเวลาผ่านไปราวหนึ่งเค่อ ฟานซื่อจึงได้สติขึ้นมา เขามองไปทางัสีดำที่ถูกแช่แข็ง ก่อนจะถามหลินเฟยด้วยเสียงแหบเครือ ใบหน้าของเขาก็ยังคงปรากฏความตื่นตะลึงชัดเจน
“อย่าบอกนะ ว่านี่คือเปลวไฟซานหยินที่เป็หนึ่งในเปลวไฟจากฟ้าดิน...”
“ถูกต้อง นี่คือเปลวไฟซานหยิน...”
“จริงหรือ?”
“เดี๋ยวค่อยอธิบายให้ฟัง ตอนนี้ยังมีเื่ต้องทำ...” เมื่อพูดจบ หลินเฟยก็ปล่อยปราณกระบี่สายที่สามออกมา
นั่นก็คือ “ปราณกระบี่ทงโยว”
ชั่วขณะที่ปราณกระบี่ทงโยวปรากฏออกมา พลังหยินและหยางก็ผสานรวมเข้าด้วยกัน ัไฟสีดำที่ถูกแช่แข็งก็ขยับขึ้นมาทันที แต่มันกลับไม่สามารถคำรามได้อีกต่อไป ทำได้เพียงขยับไปมาภายในเขตแดนที่ปราณกระบี่ทงโยวจำกัดเอาไว้ จากนั้นค่ายกลมากมายบนเตาหลอมก็ถูกปลุกขึ้น เกิดเป็ลำแสงเรืองรองจำนวนมากขึ้นมา
จากนั้นเปลวไฟที่มอดดับก็ลุกพึ่บขึ้นมาอีกครั้ง...
แต่เปลวไฟที่ลุกโชนตอนนี้กลับเป็เปลวไฟซานหยิน ไม่ใช่เปลวไฟใต้พิภพอีกต่อไป
มองไปก็เห็นเพียงเปลวไฟสีดำกำลังลุกโชติ่อยู่ รวมทั้งค่ายกลมากมายบนเตาหลอมที่กำลังส่องสว่างไปทั่วร้านราวกับแสงแดดยามกลางวัน ภายใต้พลังอันแข็งแกร่งทั้งสองขุม ทำให้เตาหลอมขนาดั์สั่นไหวขึ้นมา...
ขณะที่เจียงหลีกับฟานซื่อยังคงตกตะลึงอยู่ ทันใดนั้นก็มีเสียงแหวกอากาศดังขึ้นมา ไม่นานก็เห็นเป็กระบี่ยาวสามฉื่อเล่มหนึ่งพุ่งออกมาจากเปลวไฟสีดำ
ตัวกระบี่มีสีดำขลับ และยังมีเปลวไฟลุกโชนขึ้นมาน้อยๆอีกด้วย เพียงแค่มันปรากฏออกมาเท่านั้น กระบี่นับร้อยที่อยู่ในร้านก็เกิดสั่นไหวขึ้นมาพร้อมๆกัน
“นี่มันอาวุธหยินฝูที่มีมนต์สะกดสิบแปดสาย...” ฟานซื่อหยิบกระบี่ขึ้นมา ก่อนจะถามขึ้นด้วยความสงสัย
“ข้าเคยหลอมกระบี่เช่นนี้ั้แ่เมื่อไหร่?”
“อาจารย์ๆ...” เจียงหลีที่อยู่ด้านข้างเอาแต่สะกิดฟานซื่อยิกๆ
“มีอะไร?”
“หลายวันก่อนตอนที่ท่านเมาน่ะ ท่านเป็คนโยนกระบี่เข้าไปเอง...”
“...” เมื่อฟานซื่อได้ยินคนเป็ศิษย์พูด ก็นึกขึ้นมาได้ทันที
จริงสิ หลายวันก่อนเหมือนจะเมาแล้วเกิดคึกอยากหลอมกระบี่ขั้นเซียนเทียนขึ้นมา จึงโยนกระบี่เข้าไปเล่มหนึ่ง แต่ยังไม่ทันจุดไฟหลอม ก็สลบอยู่ข้างเตาไปก่อน พอเช้าวันถัดมาก็ลืมเื่นั้นไปสนิท...
“สมกับเป็เปลวไฟที่เกิดจากฟ้าดินจริงๆ...” ฟานซื่อไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ออกมาก่อนดี เพราะเปลวไฟซานหยินร้ายกาจจนน่ากลัวเลยทีเดียว แค่กระบี่ธรรมดาเล่มหนึ่งยังสามารถหลอมจนเกิดมนต์สะกดสิบแปดสาย กระทั่งกลายเป็อาวุธหยินฝูได้!
เมื่อเทียบกับเปลวไฟใต้พิภพแล้ว แทบประเมินค่าไม่ได้เลยว่าเหนือกว่ากี่ร้อยเท่า...
--------------------------------------------------------------------------------------------------------
