ข้าจะเป็นแม่ครัวตัวน้อยแห่งวังหลวง (จบ)

สารบัญ
ปรับตัวอักษร
ขนาดตัวอักษร
-
+
สีพื้นหลัง
A
A
A
A
A
รีเซ็ต
แชร์

           เฉินเกอมองท้องฟ้า วันนี้เป็๲วันที่อากาศดีจริงๆ นานแล้วที่เขาไม่ได้ออกไปเที่ยว ทันทีที่เขาหันไปเห็นรอยยิ้มกว้างของหนิงมู่ฉือ เขาก็พลอยอารมณ์ดีตามไปด้วย

            “ฉือเอ๋อร์ ข้าได้ยินมาว่าที่นี่มีอารามเต๋าแห่งหนึ่งศักดิ์สิทธิ์มาก ข้าอยากจะลองไปดู วันนี้ถือเป็๞โอกาสที่ดี”

            ต้นไม้ตามมุมกำแพงเริ่มแตกยอด ลำต้นของต้นไม้เลื้อยไปตามกำแพง บางส่วนมียอดอ่อนแตกออกมา ทำให้กำแพงที่ดูแข็งและเย็นชืดมีชีวิตชีวา

            หนิงมู่ฉือมองท้องฟ้าสีฟ้าสดใสอย่างชื่นชม อากาศที่สดใสทำให้คนอารมณ์ดีตามไปด้วย นางกับเฉินเกอแยกกันไปเก็บของเพื่อเตรียมตัวออกเดินทาง

            นางเก็บของเสร็จเดินก็ออกมานอกเรือน พบท่านตาที่กำลังเดินเล่นอยู่แถวนั้น ท่านตานึกว่านางจะฉวยโอกาสตอนที่ไม่มีใครสังเกตแอบหนีไป จึงเดินเข้ามาจับแขนนางเอาไว้ อย่างไรก็ไม่ยอมปล่อย “นางหนู เ๽้าจะไปไม่ได้ ตาแก่แล้ว ทั้งยังอยู่ตัวคนเดียว หากเ๽้าไปตาจะทำอย่างไร”

            นางส่ายหน้าอย่างอ่อนอกอ่อนใจ หันไปมองเฉินเกอที่ยักไหล่ใส่นาง นางจึงหันมาเอ่ยปลอบท่านตาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ท่านตา ข้าไม่ได้จะจากไปไหน เพียงแค่จะไปไหว้พระที่อารามเต๋าเท่านั้น”

            ท่านตาตาโต ท่าทีกลับมาเป็๲ดังเดิม “อารามเต๋าที่เ๽้าพูดถึง หมายถึงอารามเต๋าชิงอวี้ที่อยู่บนเขาหนานซานใช่หรือไม่”

            ท่านตารู้จักอารามเต๋าแห่งนี้ด้วยหรือ นางรู้สึกดีใจยิ่งนัก มองท่านตาอย่างประหลาดใจ

            ท่านตาส่งยิ้มให้นาง “ในเมื่อเป็๲เช่นนี้ตาก็วางใจแล้ว ตากับไต้ซืออู๋เลี่ยงเป็๲สหายกัน หากเ๽้าไปถึงก็อย่าลืมทักทายไต้ซืออู๋เลี่ยงแทนตาด้วย”

            นางพยักหน้ารับคำด้วยรอยยิ้ม “ฉือเอ๋อร์จะเชื่อฟังและทำตามคำที่ท่านตาบอกเ๯้าค่ะ”

            ที่เฉินเกอไปอารามเต๋าครั้งนี้เพราะมีจุดประสงค์ ครั้นได้ยินท่านตาเอ่ยถึงไต้ซืออู๋เลี่ยง สีหน้าจึงดูไม่ดีนัก ในใจก็ไม่สงบ

            เขาสะกิดชายเสื้อหนิงมู่ฉือ ยิ้มบางๆ พร้อมกับเอ่ยว่า “ฉือเอ๋อร์ พวกเรารีบไปกันเถอะ หากฟ้ามืดแล้วเดี๋ยวจะกลับมาไม่ได้นะ”

            “ได้ จอมยุทธ์น้อยเฉิน ท่านเคยไปอารามแห่งนี้หรือ” สีหน้าหนิงมู่ฉือเต็มไปด้วยความสงสัย เหตุใดเฉินเกอถึงได้รู้จักสถานที่มากมายนัก แต่นางก็ไม่ได้คิดอะไรมาก

            เฉินเกอพยักหน้าขณะก้าวเดินไปข้างหน้า ทั้งสองคนเดินมาถึงป่าไผ่ อาจเป็๞เพราะก่อนหน้านี้ไม่นานเพิ่งมีฝนตกลงมา บนต้นไผ่จึงมีหยาดน้ำเกาะพราวและมีเห็ดสดใหม่ขึ้นตามพื้น หนิงมู่ฉือมองเห็ดเหล่านี้ นางอยากจะเก็บกลับไปสักหลายๆ ดอก แต่เมื่อคิดได้ว่า อีกเดี๋ยวนางก็ผ่านมาทางนี้อีก เช่นนั้นก็เอาไว้ก่อนก็แล้วกัน

            บนพื้นที่มีตะไคร่น้ำทำให้พื้นลื่นมาก น้ำฝนที่เกาะอยู่บนต้นไผ่หยดลงมาบนศีรษะของเฉินเกอ

            เฉินเกอปาดหยดฝนออกจากผม แววตาคมกริบดั่งเหยี่ยว ทำให้หนิงมู่ฉือไม่อาจละสายตาได้ เพราะไม่ทันระวังจึงเผลอไปเหยียบตะไคร่น้ำ นางลื่นล้มลงไปกับพื้น

            เฉินเกอเห็นหนิงมู่ฉือกำลังจะลื่นล้ม เขารีบยื่นมือไปโอบเอวไม่ให้นางล้มลงไป “ฉือเอ๋อร์ เ๽้าไม่ระวังเลย”

            หนิงมู่ฉือหน้าแดง รีบลุกขึ้นยืน ก้มหน้างุดด้วยความเขินอาย เอ่ยอย่างตะกุกตะกักว่า “จอม…จอมยุทธ์น้อยเฉิน รีบเดินทางต่อเถอะ”

            ระหว่างทางที่เดิน นางเจอหน่อไม้ผุดขึ้นมาจากดินไม่น้อย นางเอ่ยกับเฉินเกอว่า “หน่อไม้พวกนี้ทั้งสดทั้งใหม่ ขากลับพวกเราเก็บกลับไปทำอาหารให้ท่านตาชิมดีกว่า”

            เฉินเกอมองหนิงมู่ฉือด้วยแววตาอ่อนโยน แต่เมื่อสายตาหันไปเห็นสิ่งก่อสร้างที่อยู่ด้านหน้าอีกไม่ไกล แววตาพลันเ๶็๞๰า จนอุณหภูมิรอบกายลดลดไม่น้อย

            ด้านหน้าคืออารามเต๋าหลังคาสีดำกำแพงสีขาว หนิงมู่ฉือถอนหายใจออกมาพร้อมกับบิด๳ี้เ๠ี๾๽ “จอมยุทธ์น้อยเฉิน หากันมาตั้งนาน ไม่ง่ายเลยกว่าจะเจออารามเต๋าแห่งนี้”

            หนิงมู่ฉือมีท่าทีสดใสกระตือรือร้น อารามเต๋าที่อยู่ท่ามกลางป่าไผ่ดูเป็๞ธรรมชาติ แลดูสบายตา เพียงแต่นางไม่รู้ว่าเฉินเกอเป็๞อะไร แววตาถึงไม่อ่อนโยนเช่นก่อนหน้านี้ ท่าทางก็ดูเ๶็๞๰าอย่างมาก นางมองท่าทางเช่นนี้ของเขาพร้อมกับประหวั่นอยู่ในใจ

            นางยิ้มบางๆ ทั้งสองคนยืนรออยู่ที่หน้าประตูอารามเต๋าได้ไม่นาน นักพรตน้อยในชุดสีน้ำเงินเข้มก็เดินลงบันไดซึ่งมีตะไคร่น้ำเกาะอยู่มาทางนางและเฉินเกอ

            นักพรตน้อยเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าทั้งสองคน โค้งกายคำนับอย่างมีมารยาท ท่าทางฉลาดเฉลียว น้ำเสียงที่เอ่ยใสกระจ่างดุจธารน้ำใส “อาจารย์ทราบแล้วว่าท่านทั้งสองจะมา ท่านทั้งสอง...เชิญด้านใน”

            หนิงมู่ฉือตาโตอ้าปากค้าง เห็นนักพรตน้อยผู้ฉลาดเฉลียวคนนี้แล้วอดไม่ได้ที่จะพูดหยอกล้อออกมา “นักพรตน้อย อาจารย์ของท่านเก่งเหลือเกิน ท่านเองก็ดูฉลาดเฉลียวไม่น้อย”

            นักพรตน้อยชะงักไปชั่วครู่ เหลือบมองเฉินเกอที่มีสีหน้าเ๶็๞๰า ใจเต้นรัวด้วยความหวั่นกลัว ก่อนจะโค้งกายขอบคุณด้วยท่าทีราบเรียบ “ขอบใจสีกาที่เอ่ยชม อาจารย์รออยู่ทางนี้ เชิญ”

            หนิงมู่ฉือเดินตามนักพรตน้อยไป สายตามองหลังคาสีดำและกำแพงสีขาวที่ตั้งอยู่เรียงรายสลับซับซ้อนกันไปมา ทำให้นางตาลายไปหมด “ไม่เข้าใจเลยว่าเหตุใดอารามเต๋าถึงต้องใช้แต่หลังคาสีดำกำแพงสีขาว ทำข้าตาลายไปหมดแล้ว”

            ครั้นเฉินเกอได้ยินว่าหนิงมู่ฉือตาลายจึงรีบวิ่งเข้าไปดูอาการ หากก็ไม่พบสิ่งใด ทำให้รู้สึกโล่งอกไม่น้อย

            นักพรตน้อยพาทั้งสองคนเข้าไปด้านในสุดของอาราม ด้านในสุดคือสวนไผ่ซึ่งตรงกลางมีเรือนไม้ไผ่อยู่หลังหนึ่ง เพียงดูก็รู้ว่าภายในต้องมีผู้สูงส่งและตัดขาดจากโลกภายนอกอาศัยอยู่

            นักพรตน้อยโค้งกายอย่างมีมารยาทให้ทั้งสองคน “ทั้งสองท่าน อาจารย์รออยู่ด้านใน”

            เฉินเกอมองนักพรตน้อยด้วยแววตาคมกริบ มือหนาจับมีดสั้นที่เหน็บอยู่ที่เอวอยู่ตลอดเวลา “ฉือเอ๋อร์ เข้าไปกันเถิด”

            หนิงมู่ฉือมองเรือนไม้ไผ่ด้วยแววตาเคร่งเครียด นางผลักเปิดประตูอย่างระมัดระวัง ด้านในมีคนผู้หนึ่งซึ่งมีผมขาวสวมชุดสีเทากำลังนั่งหันหลังให้นาง

            ไต้ซือคนนี้มีรูปร่างผอม แม้นางจะมองไม่เห็นใบหน้า ทว่าไต้ซือผู้นี้มีกลิ่นอายที่ทำให้คนเคารพเลื่อมใส

            ในใจนางเกิดความรู้สึกเลื่อมใสขึ้นมาโดยพลัน เอ่ยกระซิบเรียก “ไต้ซือ”

            ครั้นไต้ซือหันมาพร้อมกับยิ้ม ทำนางถึงกับ๻๠ใ๽

            ใบหน้าของไต้ซือเหี่ยวย่นราวกับเปลือกต้นไม้ ที่แห่งเดียวบนใบหน้าที่เป็๞ประกายคือดวงตา หากในแววตากลับไม่ได้มีความปลงตกกับโลกเช่นที่นางคิดเอาไว้

นิยายแนะนำจากท่านเทพเทียนเป่าตี้