สิ่งที่นาง้าคือคำสารภาพของมู่จื่อหลิง ยามนี้กลายเป็คำสารภาพของหลงเซี่ยวเจ๋อ? หากหลงเซี่ยวเจ๋อสารภาพ นั่นก็เท่ากับปล่อยเื่นี้ไปไม่ใช่หรือ?
สิ่งเหล่านี้เรียกว่าอะไร! อกของไทเฮากำลังจะะเิ
เนื่องจากยามนี้ฮ่องเต้เหวินอิ้นเป็ผู้ตรัสออกมา ทั้งยังตำหนิหลงเซี่ยวเจ๋อโดยตรงว่าเป็ผู้กระทำความผิด ทั้งยังกล่าวถึงขุนนางทั้งบุ๋นและบู๊ทั้งหมด
หากเหตุการณ์นี้ดำเนินต่อไป ยิ่งโวยวายใหญ่โตยิ่งขึ้น สุดท้ายใครคือผู้แพ้ เดาได้ไม่ยาก
เมื่อเห็นว่าไทเฮายังคงยึดติด ฮ่องเต้เหวินอิ้นจึงถอนหายใจอย่างหมดหนทาง ตรัสด้วยน้ำเสียงสงบ “ลูกเพียงพูดถึงเื่นี้ตามข้อเท็จจริง ไม่ได้ถือหางใคร ไทเฮาโปรดแยกแยะ”
น้ำเสียงของฮ่องเต้เหวินอิ้นมั่นคงมาก สง่าผ่าเผยปราศจากความฉุนเฉียว ราวกับว่าเขากำลังสนทนาเื่นี้อยู่จริงๆ ทำให้ผู้อื่นไม่อาจออกความคิดเห็นได้
ฟังสิ่งที่ฮ่องเต้เหวินอิ้นตรัสออกมาว่า ‘พูดถึงเื่นี้ตามข้อเท็จจริง’ แต่ดวงตาของเล่อเทียนกลับไม่เคยละไปจากหลงเซี่ยวอวี่เลยแม้แต่น้อย พยายามมองอะไรบางอย่างจากสีหน้าของเขา
อย่างไรก็ตาม เล่อเทียนต้องผิดหวังเช่นเดิม หลงเซี่ยวอวี่ยังคงไม่แสดงอารมณ์หรือความโกรธออกมา ใบหน้าของเขาเฉยเมยเช่นเคย กลับยิ่งยากจะหยั่งถึงยิ่งกว่าเดิม ซับซ้อนยากเข้าใจ ยากที่จะเห็นสิ่งผิดปกติ
แม้ว่าพวกเขาจะเป็สหายกันมาหลายปี แต่เขาก็ยังมองหลงเซี่ยวอวี่ไม่ออก เล่อเทียนถอนหายใจด้วยความหงุดหงิด...
ทุกคำพูดของฮ่องเต้เหวินอิ้นนั้นยิ่งใหญ่น่าเกรงขาม ทุกคำทุกประโยคล้วนเป็การปิดประเด็น มู่จื่อหลิงอดไม่ได้ที่จะคร่ำครวญถึงฮ่องเต้เหวินอิ้นอยู่ในใจ
การเป็ฮ่องเต้นั้นไม่ง่ายเลย!
กิจการบ้านเมืองระส่ำระสายเป็เื่น่ารำคาญใจ ทั้งยังมีเื่ยุ่งยากจากฝ่ายหญิงอย่างไทเฮาผู้นี้อีก เป็งานหนักจริงๆ
ทุกคนรู้ว่าฮ่องเต้เหวินอิ้นเป็บุตรกตัญญูที่ไม่คิดจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเื่ของไทเฮา คาดว่าวันนี้เป็ครั้งแรกที่พระองค์โต้แย้งไทเฮา ในวันต่อๆ ไปเกรงว่าจะไม่ใช่แค่การก่อกวนที่น่ารำคาญแล้ว
เมื่อเห็นว่าฮ่องเต้เหวินอิ้นยืนกรานที่จะปกป้องความผิดของมู่จื่อหลิง ละทิ้งความสง่างามของฮ่องเต้ ความโกรธอย่างไม่มีเหตุผลในใจของไทเฮาจึงไม่สามารถดับได้
“พูดถึงเื่นี้ตามข้อเท็จจริง ดีมาก!” ไทเฮาหัวเราะด้วยความโกรธ ใบหน้าของนางมืดมนน่ากลัว ดวงตาเต็มไปด้วยการเหยียดหยาม “มีการถือหางหรือไม่ คาดว่าในพระทัยฮ่องเต้ทรงรู้ดี”
ในที่สุดนางก็เข้าใจ ความตั้งใจเดิมของหลงเหวินอิ้นคือการช่วยเด็กมารหัวขน [1] ทั้งสองนี้ ั้แ่ต้นจนจบก็เอนเอียงไปทางพวกเขาอยู่แล้ว
ฮ่องเต้เหวินอิ้นถอนหายใจเบาๆ ไม่รู้จะพูดอะไรไปพักหนึ่ง
แม้ฮ่องเต้เหวินอิ้นจะมีใจเอนเอียงมาทางพวกเขาในทุกคำ แต่มู่จื่อหลิงไม่คาดคิดว่าไทเฮาจะกล้าเย้ยหยันความยิ่งใหญ่ของฮ่องเต้อย่างเปิดเผย
มู่จื่อหลิงชำเลืองมองหลงเซี่ยวอวี่ เห็นว่าเขายังคงทำตนห่างเหิน นางทำหน้าบูดบึ้งอย่างไม่พอใจ เหตุใดชายผู้นี้ไม่ช่วยพูดอะไรสักสองสามคำ?
คืนนี้ฮ่องเต้เหวินอิ้นช่วยพูดเพื่อพวกเรามากมาย ดังนั้นยามนี้พวกเราจะปล่อยให้ฮ่องเต้ถูกดูิ่ไม่ได้ใช่ไหม? ไม่เว้นแม้แต่ไทเฮาผู้สูงส่ง
ดวงตาของมู่จื่อหลิงหันไปมองไทเฮาเงียบๆ มุมปากค่อยๆ ยกขึ้น พูดอย่างสมเหตุสมผล “ไทเฮา คนยืนตรงไม่ต้องกลัวเงาเอียง [2] เื่นี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับข้า”
เมื่อเห็นว่ามู่จื่อหลิงยังคงสงบนิ่ง ราวกับว่าไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับนางจริงๆ
ดวงตาแดงก่ำของไทเฮากลายเป็เ็าในทันใด การจ้องมองราวกับจะยิงมู่จื่อหลิงให้ทะลุตรงนั้น
แต่ในเวลาต่อมา น้ำเสียงของไทเฮาเหมือนจะยอมประนีประนอม นางพูดอย่างเ็า “อายเจียจะไม่ยอมแพ้ในเื่ของหย่าเอ๋อร์ หากมีอะไรเกี่ยวข้องกับเ้าจริงๆ อายเจียจะไม่มีวันยอม”
แม้จะเป็คำพูดที่โหดร้าย แต่อย่างที่ทุกคนทราบ นี่คือคำพูดเพื่อรักษาหน้า
ทุกคนที่อยู่ที่นั่นเข้าใจ การปราบปรามที่ดูเหมือนยิ่งใหญ่ของไทเฮานั้นไม่มีแรงผลักดันหลงเหลือแล้ว เป็เพียงฟ้าร้องเสียงดัง ฝนกลับตกนิดเดียว [3]
มู่จื่อหลิงจะไม่รู้ได้อย่างไรว่าไทเฮาเฒ่ากำลังจะกระอัก จุกจนพูดไม่ออก
นางเยาะเย้ยอย่างเ็าในใจว่า แม่มดเฒ่าอยากกอบกู้หน้าหรือ? จะไม่ยอมให้เ้าได้ในสิ่งที่้าหรอก วันนี้ข้าผู้นี้จะทำให้ใบหน้าเหี่ยวๆ ของเ้าทรุดลงกับพื้น
มู่จื่อหลิงกางมืออย่างเฉยเมย พูดหลีกเลี่ยงปัญหาสำคัญ “อยากลงโทษใคร ย่อมต้องมีเหตุผลหรือหาข้ออ้างเสมอ”
มุมปากฮ่องเต้เหวินอิ้นกระตุกเล็กน้อย แต่เนื่องจากเคราดำหนาของพระองค์ จึงสามารถปกปิดข้อบกพร่องนี้ได้
ลูกสะใภ้ผู้นี้ ในวันนี้พระองค์ได้เรียนรู้แล้ว นางช่างมีคำพูดที่รุนแรงอย่างไม่น่าให้อภัยเลยจริงๆ
หากมู่จื่อหลิงไม่พูดคำเหล่านี้ เดิมไทเฮาเหลือแรงผลักดันเล็กน้อยเท่านั้น
แต่ยามนี้มู่จื่อหลิงพูดเช่นนี้ ไม่ว่าจะเกี่ยวข้องกับมู่จื่อหลิงหรือไม่ นางต้องถูกตำหนิจริงๆ กล่าวตัดพ้อต่อว่านาง ย่อมมีความผิดที่ต้องชดใช้ ในท้ายที่สุดราวกับว่านางผู้เป็ไทเฮาผู้สง่างามกำลังใส่ความคนอย่างไม่เลือกหน้า
แม้ว่าทุกคนที่อยู่ตรงนี้จะไม่ธรรมดา แต่สิ่งที่ทำให้ไทเฮาลำบากพระทัยก็คือ นางไม่เคยคิดว่าไทเฮาผู้สง่างามเช่นนางจะถูกเยาะเย้ยซ้ำแล้วซ้ำเล่าต่อหน้ายายเด็กหน้าเหม็นผู้นี้
ไทเฮาโกรธมากจนเนื้อหนังเหี่ยวย่นสั่นไหว
ไม่สนใจดวงตาอาบยาพิษแสนเ็าของไทเฮา ดูเหมือนว่ามู่จื่อหลิงจะยังไม่เพียงพอ นางเบิกดวงตาใสออกกว้าง แววตาใสซื่อไร้เดียงสา แสร้งพูดอย่างมีเลศนัยว่า “แต่หลิงเอ๋อร์รู้ว่า ไทเฮาทรงเข้าใจสถานการณ์เป็อย่างดี หากมีมิตรภาพต่อกัน ย่อมไม่มีทางใส่ความหลิงเอ๋อร์เป็แน่”
มู่จื่อหลิงถึงกับ ‘สรรเสริญ’ นางถึงเพียงนี้ เช่นนี้ไทเฮาจะสามารถพูดอะไรอีกเล่า? ได้แต่ปล่อยความโกรธในใจให้พลุ่งพล่านอยู่ภายใน ไม่อาจะเิออกมาได้
เล่อเทียนซึ่งนั่งเงียบๆ อยากจะปรบมือให้จริงๆ!
ฉีหวางเฟยผู้นี้มีพิษสงทั่วร่าง [4]!
แม้แต่ปากก็มีพิษ ทุกประโยคล้วนลึกซึ้ง ทุกคำมีแต่คำแดกดัน
เดิมทีเขาคิดว่าฉีอ๋องผู้พิทักษ์ของนางจะช่วยแก้ปัญหา ไม่คาดคิดว่าผู้นำของเขาจะใจร้ายเสียจนไม่พูดอะไรสักคำ ทำเพียงเฝ้ามองเงียบๆ
หากคนทั่วไปเผชิญหน้ากับผู้ที่อยู่จุดสูงสุดในวังหลัง คงกลัวจนเยี่ยวเล็ด [5] ไปนานแล้ว แต่ฉีหวางเฟยกลับสามารถรับมือได้ด้วยคำพูดไม่กี่คำ จัดการได้อย่างเรียบร้อยหมดจด
กล่าวได้ว่าฉีหวางเฟยมีความกล้าหาญ ทรงพลัง รู้จักปล่อยวางและเอาคืน ทั้งยังสุขุมเยือกเย็นยามเผชิญกับภัยคุกคาม ไม่แปลกใจที่ฉีอ๋องผู้ปฏิบัติต่อสตรีอย่างไร้ค่าจะสนใจนาง
การเผชิญหน้าที่ไม่ยุติธรรมนี้ ไทเฮาแพ้แล้วไม่ต้องสงสัย มันเป็ความล้มเหลวที่แสนหนักหนา
เวลาผ่านไปครู่หนึ่ง ไทเฮารู้สึกเพียงว่าความดันโลหิตในสมองของนางเพิ่มขึ้นอย่างกะทันหัน
นางลูบหน้าผากด้วยมือทั้งสองข้าง ขยิบตาอย่างลับๆ จากนั้นหมอหลวงหลินก็เข้ามาตรวจชีพจรนางทันทีหลังจากได้รับสัญญาณ
ไม่มีใครสังเกตเห็นการกระทำของไทเฮา คิดเพียงว่าหมอหลวงหลินยึดมั่นในหลักการ แต่มู่จื่อหลิงที่เพิ่งเผชิญหน้ากับนางเสร็จบังเอิญเห็นเข้า
ไม่รู้ว่าไทเฮา้าเล่นกลแบบใดอีก มู่จื่อหลิงยิ้มอย่างเ็าในใจ แสร้งทำเป็ไม่ได้สังเกต
เมื่อเห็นเช่นนี้ คาดว่าไทเฮาทรงโกรธจนส่งผลต่อพระวรกายเสียแล้ว ฮ่องเต้เหวินอิ้นจึงลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว เพื่อแสดงความเสียใจ
......
ในยามที่ฮ่องเต้เหวินอิ้นเพิ่งเริ่มตรัสออกมา ในใจของมู่จื่อหลิงมีคำถามที่สงสัยมาโดยตลอด
จากทุกสิ่งในยามนี้ นางสามารถสรุปได้ว่าฮ่องเต้เหวินอิ้นแปลกประหลาดจริงๆ พระองค์ตรัสว่าการะเิในวันนั้นทำให้ตำหนักจินหลวนสั่นะเื ดังนั้นจึงเป็ไปไม่ได้ที่จะไม่ตรวจสอบเื่ใหญ่เช่นนี้
คาดว่าฮ่องเต้เหวินอิ้นรู้ว่าใครเป็ผู้กระทำความผิด พระองค์รู้ว่าเป็ใคร แต่กลับผลักเื่นี้ไปยังอันธพาลตัวน้อยแห่งวังหลวง ให้เขาเป็ผู้สร้างปัญหาซึ่งไม่มีใครสงสัย
ในวันนั้น หลงเซี่ยวเจ๋อและหลงเซี่ยวอวี่อยู่ในรถม้าด้วยกัน เมื่อเทียบกับหลงเซี่ยวอวี่แล้ว อันธพาลตัวน้อยแห่งวังหลวงหลงเซี่ยวเจ๋อมีแนวโน้มที่จะสร้างปัญหามากกว่า มู่จื่อหลิงคาดเดาอย่างเงียบๆ ในใจ
ใช้ประโยชน์จากช่องว่างระหว่างไทเฮาและฮ่องเต้เหวินอิ้น มู่จื่อหลิงหยิบถ้วยชาบนโต๊ะมาวางไว้ข้างๆ แล้วใช้ข้อศอกยันโต๊ะ
นางเอนตัวไปด้านข้างเล็กน้อย เข้าหาหลงเซี่ยวอวี่ ถามเขาด้วยเสียงแ่เบา “เห็นได้ชัดว่าท่านเป็ผู้ก่อสร้างปัญหาในวันนั้น เหตุใดจึงไปตกอยู่ที่อันธพาลตัวน้อยเซี่ยวเจ๋อได้เล่า?”
หลังจากหยุดไปครู่หนึ่ง นางกลอกตาใส มือลูบคาง มองเขาอย่างติดตลก “เสด็จพ่อของท่านลำเอียงเกินไป ท่านไม่กลัวหรือว่าหลงเซี่ยวเจ๋อจะใจร้อนหากเขารู้เื่นี้?”
นางสามารถบอกได้ว่าหลงเซี่ยวอวี่มีฐานะที่ค่อนข้างพิเศษต่อฮ่องเต้เหวินอิ้น แต่เหตุใดชายผู้นี้ถึงไม่เห็นค่า? มู่จื่อหลิงไม่เข้าใจ
โดยไม่คาดคิด หลงเซี่ยวอวี่ไม่สนใจดวงตาขี้เล่นของนาง เขามองนางอย่างไร้เดียงสา ถามอย่างตรงไปตรงมาว่า “มีเื่ใดที่เกี่ยวกับเปิ่นหวางหรือ? ทั้งหมดเกิดจากฉีหวางเฟยไม่ใช่หรือ?”
นางเกี่ยวอะไรด้วย มู่จื่อหลิงรู้สึกอึดอัดในทันที
เห็นได้ชัดว่าดอกท้อเน่าเกิดจากมารร้ายผู้นี้ แต่ในทางกลับกัน หญิงสาวสองคนนั้นกลับยั่วยุนาง? ย่อมทำให้นางไม่พอใจ
มู่จื่อหลิงพึมพำเบาๆ เม้มริมฝีปาก จ้องมองเขาอย่างไม่เชื่อสายตา “ไร้สาระ หากไม่ใช่เพราะท่าน พวกนางจะมาหาข้าด้วยเหตุใด?”
แม้ว่าพลังจะยิ่งใหญ่ แต่เสียงกลับแ่เบา เสียงนี้ยังคงได้ยินเพียงสองคนเท่านั้น
“เหตุใดเ้าถึงพูดเื่ไร้สาระ?” ดวงตาแพรวพราวของหลงเซี่ยวอวี่ ซึ่งมีสีดำราวกับน้ำหมึกส่องประกายเจิดจ้า เขายื่นมือออกมาหยิกแก้มอ่อนนุ่มของมู่จื่อหลิงอย่างขบขัน
จากนั้น เขาจึงคิดตามคำพูดของมู่จื่อหลิง อธิบายอย่างจริงจัง “มู่มู่คนโง่ หากพวกนางไม่รบกวนเ้า เปิ่นหวางจะสอนบทเรียนให้พวกนางด้วยเหตุใด?”
เพียงไม่กี่คำที่กล่าวมา กลับครอบคลุมทุกอย่าง...มู่จื่อหลิงตบหัวตนเองอย่างหงุดหงิด นางพยายามดึงข้อมูลบางอย่างออกจากปากของเขาชัดๆ เป็เช่นนี้ไปเสียได้
มุมปากของหลงเซี่ยวอวี่โค้งขึ้นเป็รอยยิ้มชั่วร้าย เสียงของเขาทุ้มต่ำแหบแห้ง “เพื่อเ้า วันนั้นข้าใช้พลังงานไปมาก เ้าจะชดเชยให้ข้าอย่างไร?”
แม้ว่านางจะรู้ว่าในวันนั้นหลงเซี่ยวอวี่สั่งสอนอันหย่าและมู่อี๋เสวี่ยเพราะนาง แต่ยามนี้เมื่อได้ยินเขากล่าวถึงมัน ทั้งยังได้ยินกับหูตนเอง
ความรู้สึกนั้น...เหมือนจะเป็ความสุขล้ำ
เมื่อคิดถึงเื่นี้ ดวงตาสดใสของมู่จื่อหลิงก็ฉายแววแปลกๆ ชุ่มชื่นและมีชีวิตชีวา กระแสแห่งความอบอุ่นก็พลุ่งพล่านในจิตใจที่สงบนิ่ง หัวใจอบอุ่นนุ่มนวล
ปรากฏว่าการได้รับการดูแลจากผู้อื่นเป็ความรู้สึกที่แปลกประหลาด แต่ก็อดไม่ได้ที่ทำให้นางรู้สึกมีความสุขและมีชีวิตชีวา
ประกายแวววับในดวงตาของมู่จื่อหลิง ทำให้มุมปากงดงามของหลงเซี่ยวอวี่เกิดรอยยิ้มจางๆ
มีความสุขก็ส่วนหนึ่ง แต่...มู่จื่อหลิงมองหลงเซี่ยวอวี่อย่างหมดหนทาง
แม้ว่านางจะไร้วรยุทธ์ แต่นางรู้ว่าวรยุทธ์ของมารร้ายผู้นี้ไม่อาจหยั่งรู้ได้ เพียงแค่ะเิรถม้า สำหรับเขามันเป็เพียงการโบกมือเท่านั้น
นอกจากนี้ ท้ายที่สุดแล้วมารร้ายผู้นี้ก็ดูเลวร้ายเกินไปสำหรับบ้านเมืองและผู้คน ไม่อย่างนั้นจะมีดอกท้อถูกเด็ดมากมายจนนับไม่ถ้วน [6] ตลอดเวลาได้อย่างไร?
อยากให้นางชดใช้หรือ? เป็ความคิดที่ดี...
เล่อเทียนที่อยู่ด้านข้างให้ความสนใจกับทั้งสอง แม้จะไม่ได้ยินสิ่งที่พวกเขาพูด แต่พฤติกรรมของทั้งสองในยามนี้ ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็คล้ายคนพลอดรักกัน ถึงจะไม่ชัดเจนก็ตาม
เล่อเทียนแอบกลอกตา ว่าร้ายในใจไม่หยุด
สองคนนี้ไม่แม้แต่จะมองสถานการณ์ ยามนี้เป็่ที่พวกเขากำลังทำากับไทเฮา ไม่สมเหตุสมผลเลยที่พวกเขายังคงแสดงความรักอย่างเปิดเผยเช่นนี้...
แต่ก่อนที่เล่อเทียนพูดใส่ร้ายสองคนที่แสดงท่าทีอย่างกำกวมในใจเสร็จ
ทันใดนั้น ข้างหลังเขาก็มีกรงเล็บปีศาจที่ค่อยๆ เลื่อนผ่านแก้มอันบอบบางของเขา
ยามรู้สึกถึงััที่นุ่มนวลดุจขนนกบนใบหน้า เล่อเทียนแข็งทื่อไป รู้สึกแย่ไปทั้งตัว
---------------------------------------
เชิงอรรถ
[1] เด็กมารหัวขน (毛头孩子) เป็คำเปรียบเปรย มีความหมายว่า เด็กที่ไม่อยากให้เกิดมา หรือเด็กที่ไม่เป็ที่้า หรือบางครั้งอาจมีการนำมาใช้เรียกคนที่ชอบก่อเื่จนเกิดความวุ่นวาย
[2] คนยืนตรงย่อมไม่กลัวเงาเอียง (身正不怕影子斜) เป็สำนวน มีความหมายว่า ผู้ที่ไม่ได้ทำความผิดย่อมไม่กลัวการถูกถามไถ่ หรือทำสิ่งที่ถูกต้องและดี ก็ไม่มีอะไรต้องกลัว
[3] ฟ้าร้องเสียงดัง ฝนกลับตกนิดเดียว (雷声大雨点小) เป็คำอุปมา มีความหมายว่า ยามกระทำส่งเสียงดังมาก แต่ผลที่ได้กลับมีเพียงน้อยนิด
[4] พิษสงทั่วร่าง (浑身带毒) เป็คำเปรียบเปรย มีความหมายว่า เก่งกล้าสามารถ มีความร้ายกาจ
[5] กลัวจนเยี่ยวเล็ด (屁滚尿流) เป็สำนวน มีความหมายว่า ตื่นตระหนกหรือดีใจจนสุดขีด
[6] ดอกท้อถูกเด็ดมากมายจนนับไม่ถ้วน (掐不断的桃花) เป็คำเปรียบเปรย มีความหมายว่า มีความรักเข้ามาไม่ขาดสาย