บทที่ 175 สอบสวน
อูเหวินโฮ่วเห็นว่าสถานการณ์ไม่ค่อยดีจึงคิดจะหลบหนีไป ไม่ทันได้คาดคิดว่าจะมีโซ่ผลึกใสสีน้ำเงินอันเย็นเยียบพุ่งทะลวงแหวกอากาศออกมา ปิดกั้นทางหนีของเขาไว้ แม้ว่าคลื่นพลังปราณและพลังเวทบนโซ่นั้นจะไม่ได้แข็งแกร่งนัก แต่ภายใต้การคุกคามของมือประทับเสวียนเทียน เขาไม่มีเวลามากพอที่จะทำลายมัน และเมื่อไม่มีทางเลือก เขาจึงกัดฟันปล่อยสมบัติวิเศษสายป้องกันออกมา ตั้งใจจะต้านทานมือประทับเสวียนเทียนอย่างเต็มที่
การโจมตีของตู้เสวียนเฉิงและลู่อวี่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันเกินไป อูเหวินโฮ่วแทบจะไม่ทันได้เห็นว่าศัตรูเป็ใครก็ถูกโจมตีใส่แล้ว อีกทั้งยังมีค่ายกลช่วยปกปิดกลิ่นอายของทั้งสองคนนั้นอีก ทำให้พวกเขาอยู่ในสถานะที่เหนือกว่าไม่น้อยจนอูเหวินโฮ่วตัดสินใจผิดพลาด คิดว่าจะทนรับการโจมตีครั้งนี้ก่อน แล้วค่อยคิดแผนการรับมืออีกครา
แต่เมื่อถึงเวลาที่มือประทับเสวียนเทียนผนึกลงมา อูเหวินโฮ่วก็หน้าซีดเผือดทันที แม้จะพยายามต้านทานอย่างบ้าคลั่ง ทว่าท้ายที่สุดแล้วกลับถูกมือประทับเสวียนเทียนกดทับไว้อย่างไร้ทางขัดขืน
ลู่อวี่เห็นดังนั้นก็ถอนหายใจเบาๆ แม้ว่าการต่อสู้ครั้งนี้จะดูเหมือนง่าย แต่ก็เป็เพราะตู้เสวียนเฉิงมีประสบการณ์และขั้นพลังยุทธ์ที่เหนือกว่าอูเหวินโฮ่วอย่างห่างชั้น อีกทั้งยังมีค่ายกลคอยช่วยเหลือ โดยอาศัยจังหวะเข้าโจมตีอย่างฉับพลัน ทำให้สามารถจัดการยอดฝีมือขั้นเกิดเทพเ้าได้อย่างง่ายดายในเวลาอันสั้น
หากเปลี่ยนสถานที่และสภาพแวดล้อม โอกาสที่จะสะกดยอดฝีมือขั้นเกิดเทพเ้าอย่างง่ายดายเช่นนี้ ก็แทบจะเลือนหายไปสิ้น
ขณะนี้ตู้เสวียนเฉิงได้ผนึกพลังของอูเหวินโฮ่วไว้อย่างแ่าแล้ว ลู่อวี่จึงโบกมือเก็บกระดานค่ายกล
“นายน้อย!” ยอดฝีมือของตระกูลลู่หลายคนที่เห็นลู่อวี่ปรากฏตัว ต่างกรูเข้ามาทำความเคารพอย่างพร้อมเพรียงกัน
ขณะนี้ยอดฝีมือของตระกูลลู่ได้เดินทางมาถึงด้านนอกแล้ว ลู่อวี่ทำเช่นนี้ก็เพื่อเป็การป้องกันไว้ก่อน ยามนี้จับคนได้แล้ว จึงไม่จำเป็ต้องใช้งานพวกเขาอีกต่อไป
“กลับูเา!” ลู่อวี่พูดอย่างไม่ใส่ใจ พร้อมกับพาผู้ติดตามออกจากเมืองเทียนอวิ๋น มุ่งหน้าไปยังูเาเทียนฉยงอย่างเร่งรีบ
ตู้เสวียนเฉิงยังคงซ่อนตัวอยู่ในความว่างเปล่าเพื่อคอยปกป้องเขา ขณะที่อูเหวินโฮ่วถูกตู้เสวียนเฉิงผนึกพลังและคุมตัวเอาไว้
เมื่อเดินทางมาถึงูเาเทียนฉยง ตู้เสวียนเฉิงก็ส่งตัวอูเหวินโฮ่วให้ลู่อวี่จัดการต่อ ส่วนตนเองก็แยกออกไปบำเพ็ญเพียร
อูเหวินโฮ่วในอดีตเคยอาศัยพลังขั้นเกิดเทพเ้าของตน บุกเข้าไปในถ้ำแห่งหนึ่งของนักพรตโบราณ รวบรวมตำราทั้งหมดในห้องอักษรของนักพรตโบราณแล้ว่ชิงไป เื่นั้นทำให้ลู่อวี่รู้สึกอิจฉาและขุ่นข้องใจอยู่ไม่น้อย ครานี้เมื่อจับตัวได้แล้ว สิ่งแรกที่ต้องทำก็คือค้นตัว
เขาไม่ได้สนใจอูเหวินโฮ่วที่จ้องมองมาอย่างมาดร้าย ลู่อวี่นำสิ่งของที่อีกฝ่ายพกติดตัวออกมาทั้งหมด แล้วตรวจสอบอย่างละเอียดทีละชิ้น
ขณะนี้อูเหวินโฮ่วจำได้แล้วว่าบุรุษตรงหน้าคือนายน้อยของตระกูลลู่ แม้ว่าครั้งก่อนจะเห็นเพียงครู่เดียว แต่กลับสามารถจดจำได้อย่างชัดเจน ครั้งนี้เขาเดินทางมายังเขตปกครองของตระกูลลู่ในทางตะวันตกเฉียงใต้ เป้าหมายหาใช่อื่นใดไม่ นอกจากนายน้อยตระกูลลู่และตระกูลลู่ทั้งสิ้น ทว่าน่าเจ็บใจยิ่งนักที่ฐานะของตนถูกเปิดโปงเสียก่อน มิหนำซ้ำยังพลาดท่าถูกเป้าหมายจับตัวมาอีก
นอกจากแหวนเก็บของแล้ว อูเหวินโฮ่วก็มีเพียงเครื่องประดับระดับอาวุธเวทที่ไม่มีค่าใดๆ สำหรับลู่อวี่ เมื่อหยิบแหวนเก็บของขึ้นมาแล้วใช้พลังจิตสอดส่องดู เขาก็หันมองอูเหวินโฮ่วแล้วยิ้มอย่างเ็า สมบัติวิเศษต่างๆ ของนักพรตแม้จะเป็ระดับต่ำสุด ก็ต้องผ่านการหลอมกลั่นด้วยวิธีการต่างๆ จนสามารถควบคุมได้ราวกับเป็แขนขาของตน แหวนเก็บของวงนี้แม้จะไร้ความสามารถในการป้องกันหรือการโจมตี แต่กลับเป็คลังเก็บสะสมของนักพรต กล่าวได้ว่าเป็รากฐานของคนผู้นั้นก็ไม่เกินจริง ด้วยเหตุนี้ นอกจากจะมีตราประทับิญญาที่แท้จริงของนักพรตฝังเอาไว้แล้ว ยังมีกลวิธีป้องกันต่างๆ แฝงอยู่ด้วย
หากเป็สถานการณ์ทั่วไป เมื่อนักพรตได้ลาลับจากโลกไปแล้ว ต่อให้เป็นักพรตที่มีขั้นพลังยุทธ์ที่เท่ากัน การจะลบตราประทับิญญาที่เหลืออยู่ ย่อมต้องใช้ความพยายามเป็อย่างยิ่ง ทว่าหากนักพรตยังมีชีวิตอยู่ การลบตราประทับิญญาก็ไม่สามารถทำได้ในระยะเวลาอันสั้น
สาเหตุที่ลู่อวี่เผยรอยยิ้มเ็าออกมา เป็เพราะว่าในใต้หล้านี้มีวิธีการป้องกันอยู่หลายแขนง เห็นได้ชัดว่าอูเหวินโฮ่วทุ่มเทกับการสร้างการป้องกันของแหวนเก็บของวงนี้เพียงใด ต่อให้จะถูกผู้อื่นขโมยไป ก็ไม่สามารถนำของที่อยู่ภายในออกมาได้ง่ายๆ ในทางกลับกัน อูเหวินโฮ่วอาจถึงขั้นลอบวางกับดักเอาไว้ด้วย หากผู้ใดไม่ทันระวัง รู้ไม่เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมนั้นคงต้องพบกับความเสียหายอย่างใหญ่หลวง
อูเหวินโฮ่วเป็ยอดฝีมือขั้นเกิดเทพเ้า แม้ว่าลู่อวี่จะสามารถลบล้างกลวิธีการป้องกันและตราประทับิญญาได้ด้วยตนเอง แต่เมื่อมียอดฝีมืออยู่ข้างๆ ก็ไม่จำเป็ต้องเสียเวลาทำเอง เขาโยนแหวนเก็บของขึ้นไปในอากาศ ก่อนที่มันจะหายวับไปอย่างรวดเร็ว เห็นได้ชัดว่าตู้เสวียนเฉิงรับมันไปแล้ว มียอดฝีมือ่ปลายขั้นเกิดเทพเ้าอยู่ด้วยเช่นนี้ คงจะสามารถทำลายการป้องกันได้อย่างรวดเร็ว
อูเหวินโฮ่วปิดเปลือกตาลง แสดงท่าทีไม่สนใจไยดีอะไรอีก ตอนนี้ตัวเขาเป็เหยื่อในกำมือของผู้อื่น แม้จะเจ็บใจที่ต้องเสียสมบัติในแหวนเก็บของไป แต่ก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากทำเป็ไม่รู้ไม่เห็น
ลู่อวี่ครุ่นคิดอยู่สักพักก่อนจะลุกไปเรียกผู้คุ้มกันสองคนมา “เรียกคนจากหอพิพากษามาจับตัวเขาไปขังไว้ ข้า้ารู้ทุกอย่างเกี่ยวกับคนผู้นี้โดยที่เร็วที่สุด!”
“ขอรับ!” ผู้คุ้มกันสองคนตอบรับแล้วพาตัวอูเหวินโฮ่วออกไป ตอนนี้เขาถูกผนึกพลังทั้งหมดเอาไว้ จึงกลายเป็เพียงคนธรรมดา แม้จะมีเคล็ดวิชาลับมากมาย แต่กลับไม่อาจนำมาใช้ได้แม้แต่เพียงหนึ่ง
ลู่อวี่ไม่ค่อยชำนาญในด้านการสอบสวนผู้ต้องหานัก คิดว่าส่งให้ยอดฝีมือในหอพิพากษาจัดการน่าจะได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า และตนเองยังไม่ต้องเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ โดยเฉพาะในยามที่เขาได้สิ่งที่้ามากที่สุดมาครองแล้ว
ในที่สุด ตู้เสวียนเฉิงก็ทำลายกลวิธีป้องกันในแหวนเก็บของวงนั้นได้สำเร็จ จึงส่งมันกลับมาให้ลู่อวี่
ลู่อวี่รับแหวนเก็บของมาแล้วใช้พลังจิตสอดส่องของที่อยู่ภายใน ใบหน้าของเขาเผยรอยยิ้มบางๆ แม้ว่ามรดกตกทอดของนักพรตโบราณจะไม่มีอะไรพิเศษมากนัก แต่การที่เคยถูกแย่งชิงมันไปก่อนหน้านี้ ทำให้เกิดปมในใจของลู่อวี่ หากไม่อาจคลี่คลายปมนี้ได้ ทุกครั้งที่คิดถึงเื่นั้นขึ้นมาจะไม่สบายใจ และหากปล่อยไว้นาน ปมในใจก็จะกลายเป็มารในใจ ซึ่งจะส่งผลเสียต่อการบำเพ็ญเพียรของลู่อวี่อย่างร้ายแรง
มรดกสืบทอดของถ้ำโบราณ ไม่ว่าอย่างไรก็ย่อมมีคุณค่ามหาศาลอยู่แล้ว ขึ้นอยู่กับความ้าของผู้ที่ได้รับมันมาว่าเป็อย่างไร
สามวันให้หลัง ลู่อวี่ก็สิ้นสุดการฝึกฝนอย่างเงียบๆ ยามที่เขานึกถึงเื่ของอูเหวินโฮ่วได้ จึงเรียกคนมาสอบถาม เวลาล่วงเลยไปสามวันแล้ว ยังไม่สามารถสอบสวนหรือค้นพบสิ่งใดได้เลยหรือ?
ในขณะที่คิดเช่นนี้ ผู้ดูแลคนหนึ่งของหอพิพากษาประจำตระกูลลู่ก็รีบร้อนเดินทางมาพบ พร้อมกับพูดด้วยความอับอายว่า “เรียนนายน้อย พวกเราใช้เวลาสอบสวนเค้นถามคนผู้นั้นอยู่สามวันเต็ม แต่ยังไม่อาจทำให้คนผู้นั้นปริปากบอกสิ่งใดได้ ขอนายน้อยลงโทษพวกเราด้วย!”
ถึงลู่อวี่จะไม่ค่อยรู้เื่เกี่ยวกับหอพิพากษามากนัก แต่ก็ทราบดีว่าทุกตระกูลล้วนมีผู้เชี่ยวชาญในแขนงนี้อยู่โดยเฉพาะ ไม่คาดคิดเลยว่าคนเหล่านี้จะไม่สามารถทำให้คนผู้นั้นยอมจำนนได้
หลังจากใช้ความคิดอยู่ครู่หนึ่ง ลู่อวี่ก็ลุกแล้วขึ้นพูดว่า “เ้าจงรอครู่หนึ่งเถิด!”
หลังจากพูดจบ ลู่อวี่ก็ตรงไปทางห้องปรุงโอสถ เขาเปิดเตาปรุงโอสถออก ทว่าครั้งนี้ไม่ได้มาเพื่อปรุงโอสถที่ใช้สำหรับการฝึกฝนแต่อย่างใด วัตถุดิบที่ใช้ก็ไม่ใช่สมุนไพรวิเศษ แต่เป็กากยาที่ถูกทิ้งไว้หลังการปรุงโอสถในครั้งก่อน สิ่งเหล่านี้อาจไร้ค่าในสายตาของนักปรุงโอสถทั่วไป ทว่าสำหรับลู่อวี่ซึ่งเป็ถึงปรมาจารย์ด้านการปรุงโอสถ พวกมันยังคงเป็ประโยชน์ได้อยู่
ใช้เวลาเพียงแค่ครึ่งชั่วยามกว่าๆ ลู่อวี่ก็กลับออกมาอีกครั้ง พร้อมกับยื่นส่งขวดหยกสองขวดให้กับผู้ดูแลของหอพิพากษา พลางกล่าวว่า “แต่ละขวดบรรจุโอสถอยู่หนึ่งเม็ด เม็ดสีเทาให้ป้อนแก่คนผู้นั้น แล้วจึงค่อยเค้นถาม! ส่วนเม็ดสีขาวคือโอสถแก้!”
ลู่อวี่ไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่มเติม ซึ่งผู้ดูแลจากหอพิพากษาก็ไม่กล้าไต่ถามให้มากความ เขารับขวดโอสถทั้งสองมาถือ แล้วเร่งรุดจากไปทันที นานทีปีหนที่นายน้อยลู่อวี่จะมอบหมายงานให้คนของหอพิพากษาทำ ทว่าได้รับมอบหมายงานครั้งแรก ก็ทำให้นายน้อยต้องผิดหวังเสียแล้ว ผู้ดูแลรู้สึกโกรธตัวเองอยู่ในใจ ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ต้องทำให้คนผู้นั้นยอมปริปากออกมาให้ได้
ไม่นานเขาก็กลับมาถึงคุกขังนักโทษที่อยู่ชั้นใต้ดินของหอพิพากษา ในยามนี้ เหล่าผู้ดูแลของหอพิพากษาประจำตระกูลลู่กำลังนั่งหน้าดำคร่ำเครียด แต่ละคนปิดปากเงียบไม่พูดไม่จา ก่อนหน้านี้นายน้อยสั่งไว้อย่างไรบ้าง พวกเขาล้วนทราบดี ผู้ดูแลจากหอพิพากษาเหล่านี้ เพียงอยากแสดงฝีมือต่อหน้านายน้อยสักเล็กน้อย ทว่าใครจะคาดคิดเล่าว่านักโทษที่โดนจับตัวมาจะปากหนักถึงเพียงนี้ ไม่ว่าจะใช้ไฟลนหรือเอาน้ำเย็นสาด หรือใช้ทั้งไม้อ่อนไม้แข็งก็ล้วนไม่ได้ผลทั้งนั้น ทำให้พวกเขาต้องอับอายขายขี้หน้านายน้อยยิ่งนัก
ในขณะนี้ สภาพของอูเหวินโฮ่วนั้น พินิจดูจากภายนอกก็คล้ายว่าไม่ได้รับาเ็หนัก อนึ่ง นักพรตนั้นย่อมแตกต่างจากคนธรรมดา ด้วยมีร่างกายที่แข็งแกร่งกว่ามาก การลงโทษด้วยการสาดน้ำเย็นหรือใช้ไฟลน ล้วนเป็เื่ธรรมดา ยิ่งไปกว่านั้น คนผู้นี้ยังเป็ถึงนักพรตขั้นเกิดเทพเ้าด้วย
เพื่อป้องกันความผิดพลาด ตู้เสวียนเฉิงจึงผนึกพลังปราณและพลังเวทของอูเหวินโฮ่วไว้อย่างแ่า มิหนำซ้ำยังปิดผนึกเส้นลมปราณของเขาอีกด้วย แต่ถึงกระนั้น วิธีการลงโทษเกือบทั้งหมดของนักพรตในหอพิพากษาประจำตระกูลลู่กลับยังใช้ไม่ได้ผล กล่าวได้ว่า หากเขาหลุดออกมาได้ คงจะก่อความเสียหายมหาศาล
อูเหวินโฮ่วหัวเราะเยาะคนที่มาอย่างไม่ปิดบังสายตาที่ดูถูกและเหยียดหยาม พลันพูดเสียงทุ้มต่ำว่า “เป็อย่างไร? ไม่อาจเค้นถามข้อมูลอะไรจากปากของข้าได้ คงถูกเ้าหนูตระกูลลู่ผู้นั้นดุด่ามากระมัง หากอยากได้ข้อมูลอะไรจากปากข้า ก็จงรอชาติหน้าเถิด!”
ผู้ดูแลแค่นเสียงเ็า เขาไม่แน่ใจว่าเม็ดยาที่นายน้อยให้มามันส่งผลอย่างไร ไม่เคยได้ยินมาก่อนว่าการสอบสวนคนธรรมดาต้องให้กินโอสถเช่นนี้ด้วย แต่ในเมื่อเป็คำสั่งของนายน้อย ลองดูก็ไม่เสียหาย
เขาหันไปส่งสัญญาณให้นักพรตสองคนในหอพิพากษา พลันกล่าวว่า “เปิดปากมัน แล้วเตรียมน้ำมา!” เพื่อป้องกันไม่ให้เม็ดยาถูกคายออกมา จึงจำต้องใช้น้ำกรอกตามเข้าไป
คนเหล่านี้แม้จะสงสัย แต่ก็ทำตามคำสั่งอย่างไม่ลังเล
อูเหวินโฮ่วเบิกตากว้างแล้วะโว่า “มีวิธีการใดก็จงงัดออกมาเถิด แต่อย่าให้ข้าหลุดรอดไปได้เชียวมิฉะนั้นตระกูลลู่ของพวกเ้าจะต้องพบกับความพินาศ แหลกสลายกลายเป็...”
คำว่า “ฝุ่นผง” ยังไม่ทันออกจากปาก ก็มีคนบีบแก้มทั้งสองข้างของเขา ฉับพลันอูเหวินโฮ่วก็รู้สึกได้ว่ามีเม็ดยาถูกยัดเข้าปาก ต่อให้เขาจะโง่งมสักเพียงใดก็ย่อมรู้ว่ามันไม่ใช่ของดี นึกอยากจะคายมันออกมา แต่ทันใดนั้นก็มีน้ำหนึ่งถ้วยใหญ่ถูกกรอกตามลงมาพร้อมกับเสียงดัง “อึก” เม็ดยาถูกกลืนลงท้องโดยพลัน
“เ้าให้ข้ากินสิ่งใด?” อูเหวินโฮ่วเอ่ยถามสิ่งที่ดูไร้สาระอย่างยิ่ง ทว่าความกลัวที่ไร้ซึ่งที่มาที่ไป กลับทำให้เขาหลุดปากถามออกไป ก่อนจะตามมาด้วยการะเิโทสะ ะโด่าทอด้วยถ้อยคำรุนแรงแสนหยาบคาย แต่เหตุการณ์เช่นนี้ผู้ดูแลหอพิพากษาเห็นมามากแล้วจึงไม่ใคร่สนใจ เพียงยกยิ้มอย่างสงบ คิดในใจว่านายน้อยคงไม่ทำสิ่งที่ไร้ซึ่งประโยชน์
แม้ว่าผู้ดูแลหอพิพากษาจะไม่รู้เช่นกันว่าเม็ดยาที่นายน้อยลู่อวี่ปรุงคือสิ่งใด เขาเห็นว่าสิ่งนั้นเป็โอสถโดยแท้ ทว่าโอสถเม็ดนั้นกลับไม่มีกลิ่นหอมอย่างที่ควรจะมี ทั้งยังสีหม่นอีก ตามความคิดของเขา มันน่าจะเป็ยาพิษบางอย่าง หรืออาจจะเป็โอสถที่นายน้อยเพิ่งคิดค้นขึ้นใหม่ จึงอยากจะใช้ยอดฝีมือขั้นสูงผู้นี้เพื่อทดสอบดูว่าผลลัพธ์จะเป็เช่นไร!
ทันใดนั้น อูเหวินโฮ่วที่กำลังด่าทออย่างสนุกสนานก็สั่นไปทั้งตัว ดวงตาแสดงถึงความตื่นตระหนก ขณะนี้เขารู้สึกถึงความคันคะเยออันรุนแรงจากภายในร่างกาย และมันแพร่กระจายไปทั่วร่างอย่างรวดเร็ว เมื่อเวลาผ่านไป ความรู้สึกคันนี้เหมือนจะเจาะลึกเข้าไปถึงชั้นกระดูก แม้ว่าอูเหวินโฮ่วอยากจะเกา แต่ความคันเ่าั้เกิดขึ้นจากภายในร่างกาย ภายนอกกลับไม่มีความรู้สึกใดๆ
