หลายวันให้หลัง หลิ่วเทียนฉีกับเฉียวรุ่ยพบสัตว์อสูรขั้นสามอยู่มาก ยิ่งเดินลึกเข้าไปในเขาแสงงาม ยิ่งพบผู้ฝึกตนน้อยลงทุกที เห็นได้ชัดว่าที่นี่อันตรายนัก ผู้ฝึกตนที่เข้ามาหาสมบัติมากมายจึงไม่กล้าเข้ามาลึกเกินไป
แม้จะมีพลังระดับสร้างรากฐาน่กลาง แต่เมื่อเดินเข้ามาถึง พวกเขาก็ระวังขึ้นถึงสิบสองส่วน
ในที่สุด วันนี้พวกเขาก็เดินพ้นป่ามาถึงทุ่งหญ้าที่วัชพืชสูงเท่าตัวคนงอกอยู่เต็ม สัตว์อสูรในทุ่งหญ้าที่อยู่ด้านนี้ เทียบกับอีกด้านหนึ่งมีน้อยกว่า เดินมาสามวันพวกเขายังไม่พบสัตว์อสูรสักตัว
วันที่สี่ ระหว่างที่เฉียวรุ่ยเดินอยู่ ฉับพลัน เขาหยุดเท้าลง ไม่ก้าวเดินต่อ
“ทำไมหรือเสี่ยวรุ่ย?” หลิ่วเทียนฉีมองอย่างไม่เข้าใจ
“เทียนฉี ข้ามองเห็นแล้ว อยู่ด้านหน้านี่เอง!” เฉียวรุ่ยจับมือหลิ่วเทียนฉี เอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าตื่นเต้น
“หืม?” ได้ยินคำนี้ ในใจเขาพลันยินดี
“พวกเรารีบไปกันเถอะ!” เฉียวรุ่ยจูงมือเขาวิ่งไปอีกด้านหนึ่งที่มองอยู่อย่างดีใจ
สองคนจูงมือกัน วิ่งอยู่ในดงวัชพืชเป็เวลาดื่มชาหนึ่งถ้วย เฉียวรุ่ยถึงหยุดฝีเท้า
พอเฉียวรุ่ยหยุดฝีเท้าลง หลิ่วเทียนฉีก็ทำตาม เขามองคนข้างกายเล็กน้อยก่อนมองรอบด้านอยู่เนิ่นนาน นอกจากวัชพืชนานาชนิดก็ไม่พบหรือเห็นสิ่งพิเศษอันใด
“อยู่ อยู่ที่ไหนหรือ?” หลิ่วเทียนฉีชำเลืองมองคนรักข้างกายพลางยิ้มแล้วเอ่ยถาม
“วัชพืชไม่กี่ต้นตรงหน้าเ้านี่แหละ เ้าอย่าเห็นพวกมันหน้าตาเหมือนวัชพืชต้นอื่นเชียวล่ะ ที่จริงพวกมันคือลำต้นกับใบของผลโลหิตทอง ส่วนผลโลหิตทองงอกอยู่ในดิน แต่ยังไม่สุก ต้องรออีกสักหลายวันหน่อย”
“อ้อ!” ได้ยินเช่นนี้ หลิ่วเทียนฉีพยักหน้ารับ
“เทียนฉี พวกเราคอยเฝ้าอยู่ที่นี่เถอะ รอหลังผลไม้สุกต้องมีสัตว์อสูรกับผู้ฝึกตนมากมายมาแย่งผลไม้กันแน่” เฉียวรุ่ยมองคนรัก บอกอย่างจริงจัง
“แค่เฝ้าเกรงว่าคงไม่พอ บางทีควรวางค่ายกลสังหารสักอัน นั่งสบายๆ รอจนศัตรูเหน็ดเหนื่อยอาจดีกว่า!” แม้หลิ่วเทียนฉีไม่ได้เป็ผู้ใช้ค่ายกล แต่ค่ายกลยันต์สองอันที่วิจัยกับจงหลิงเขาวางเองได้ เพราะธงค่ายกลกับแผนผังค่ายกล นางเตรียมให้เขาครบครัน แค่วางไม่ถือเป็เื่ยาก
“อืม ความคิดดี!” เฉียวรุ่ยพยักหน้าเห็นด้วย
“ข้าอยากทำค่ายกลในค่ายกลสักหน่อย ทำรั้วป้องกันอันหนึ่งล้อมผลโลหิตทองไว้ก่อน พวกเราเองก็มารออยู่ในรั้วป้องกันนี้เถอะ หลังจากนั้น นอกรั้วป้องกันค่อยทำค่ายกลสังหารอสนีบาตอัคคี์ จัดการสัตว์อสูรกับผู้ฝึกตนเ่าั้” หลิ่วเทียนฉีมองเฉียวรุ่ยเล็กน้อย เล่าแผนการกับความคิดเห็นของตน
“ก็ดี!” เฉียวรุ่ยพยักหน้ารับอีกครั้ง
“ถ้าอย่างนั้น เ้ามาทำรั้วป้องกัน เดี๋ยวข้าวางค่ายกลสังหารเอง!” หลิ่วเทียนฉีพูดพลางเอาใยไหมฟ้าสองเส้น กระดูกสัตว์อสูรที่สลักลวดลายค่ายกลไว้แปดชิ้นและยันต์ตั้งหนึ่งออกมาส่งให้เฉียวรุ่ย
“อืม!” เฉียวรุ่ยพยักหน้า รับมาก่อนก้าวเดินไปด้านหน้า
“ชี่ๆๆ...”
“ระวัง!” หลิ่วเทียนฉีได้ยินเสียงงูจึงคว้าร่างเฉียวรุ่ย ดึงเข้ามาในอ้อมแขนทันที
“ชี่ๆๆ...”
งูั์ทองคำสองหัวยาวสี่เมตรกว่าตัวหนึ่งแลบลิ้นสีแดงเืหมู โจมตีเข้าใส่พวกเขา
“ฮึ!” หลิ่วเทียนฉีชูยันต์อสนีบาตอัคคีกำหนึ่งขึ้น ดึงเฉียวรุ่ยถอยหลังห่างมาเกินสิบเมตร
“เปรี้ยง เปรี้ยง!” ภายใต้สายฟ้าสีม่วงสายแล้วสายเล่า เกล็ดของงูั์ทองคำปรากฏรอยแตกเล็กละเอียดหลายเส้น พริบตาเดียว บนร่างมันเกิดาแน้อยใหญ่สิบกว่าแห่ง
“ชี่ๆๆ...” งูั์ทองคำสองหัวร้องอย่างเกรี้ยวกราด อ้าปากใหญ่สีแดงสดพ่นพิษคำโตเข้าใส่ทั้งสอง
“ขวาง!” หลิ่วเทียนฉีตวาดลั่น โยนยันต์วิเศษสองแผ่นออกมา ทันใดนั้น กำแพงวารีใสผืนหนึ่งเข้ามาขวางตรงหน้าทั้งคู่ พิษของงูั์ทองคำพ่นโดนกำแพงวารีทั้งหมด
“เ้าสารเลวตัวนี้ ถึงกับลอบโจมตีเลยหรือ!” เฉียวรุ่ยเห็นงูั์ทองคำใช้หางฟาดกำแพงวารีอยู่ จึงด่าเสียงดัง
“งูั์ทองคำตัวนี้คงได้กลิ่นผลโลหิตทองเลยขดตัวเฝ้าอยู่ที่นี่ มันมีพลังขั้นสามระดับกลาง พลังพอๆ กับพวกเรา ไม่ต้องออมมือเชียว ทำให้ตายกันเถอะ เอาเืไม่ได้ก็ไม่เป็ไร!” หลิ่วเทียนฉีมองคนรักพลางกำชับ
พบสัตว์อสูรขั้นสาม่ต้นยังค่อยๆ สู้และรีดเืจากมันได้ แต่เ้าตัวนี้ อย่างไรก็เป็ขั้นสาม่กลางไม่ควรประมาท
“อืม เข้าใจแล้ว!” เฉียวรุ่ยพยักหน้ารับ หมุนข้อมือทีหนึ่ง ลูกบอลสีแดงเพลิงลูกหนึ่งพลันหมุนวนเร็วรี่กลางฝ่ามือเขา
“เปรี้ยง...”
กำแพงวารีของหลิ่วเทียนฉีถูกงูั์ทองคำฟาดกระจุยอย่างรุนแรงประหนึ่งแก้ว เสียงดังกังวานทีหนึ่ง ก่อนกำแพงจะร่วงหล่นกับพื้น สลายกลายเป็ความว่างเปล่า
“ฮ่า!” เมื่อเห็นกำแพงวารีแตกกระจาย เฉียวรุ่ยเป็ฝ่ายออกกระบวนท่าใหญ่ กระบี่ยาวที่สร้างมาจากเปลวเพลิงแทงเข้าใส่งูั์ทองคำอย่างหนักหน่วง
“ฟ่อๆ...”
งูั์ทองคำสองหัวสะบัดหางยาว รีบร้อนหลบหลีกกระบี่อัคคีของเขา
เฉียวรุ่ยเรียกอุปกรณ์อาคมไม่สมบูรณ์สองชิ้นออกมา ขว้างเข้าใส่งูั์ทองคำอย่างไม่เกรงใจสักนิด อย่าเห็นว่าเป็แค่อุปกรณ์อาคมไม่สมบูรณ์ที่สร้างออกมาเชียวล่ะ อันที่จริง ของเหล่านี้ล้วนเป็อุปกรณ์อาคมขั้นสาม หากะเิพร้อมกันสองชิ้น พลังไม่เป็รองยันต์ะเิขั้นสามระดับกลางยี่สิบแผ่นหรอก
งูั์ทองคำเห็นอุปกรณ์อาคมขว้างเข้าใส่หัว ก็พ่นหมอกเย็นก้อนหนึ่งออกมาแช่แข็งอุปกรณ์อาคมทั้งสองชิ้นไว้
เฉียวรุ่ยเห็นอุปกรณ์อาคมของตนตกลงบนพื้น เขาเลิกคิ้วเล็กน้อย “ไม่เสียทีเป็ถึงขั้นสาม่กลาง มีความสามารถอยู่บ้างจริงด้วย!”
“พวกเราโจมตีพร้อมกันเถอะ!” หลิ่วเทียนฉีมองคนรักข้างกายทีหนึ่ง ลูกบอลวารีกลางฝ่ามือผนึกรวมจนสูงหนึ่งเมตรกว่า
“ได้!” เฉียวรุ่ยพยักหน้า เอาอุปกรณ์อาคมไม่สมบูรณ์อีกชิ้นหนึ่งออกมา
“ไป!” หลิ่วเทียนฉีตวาดลั่น ขว้างลูกบอลวารีั์ใส่งูั์ทองคำทันที
“ชี่ๆ...”
เห็นลูกบอลวารีโจมตีเข้ามา งูั์ทองคำพลันสะบัดหาง ใช้ร่างกายรัดลูกบอลวารีั์ไว้แน่น
“ตูม...”
ขณะที่มันจดจ่อ กำลังใช้ร่างกายบีบรัดลูกบอลวารีอยู่ เฉียวรุ่ยใช้จังหวะลอบโจมตีได้อย่างเหมาะเจาะ ะเิอุปกรณ์อาคมไม่สมบูรณ์ชิ้นหนึ่งต่อทันที
ลูกบอลวารีที่งูั์ทองคำรัดอยู่ตรงกลางถูกคลื่นะเิกระทบไปด้วย ทำให้ร่างมันลอยพลิกตกพื้นอย่างรวดเร็ว
“ไป!” หลิ่วเทียนฉีโยนยันต์ผนึกน้ำแข็งสองแผ่นออกมา งูั์ทองคำที่ตัวเปียกปอนอยู่ ฉับพลันกลับถูกแช่แข็ง
“ฮ่า!” เฉียวรุ่ยคำราม ยกขวานขึ้นมา พุ่งเข้าใส่มัน ฟันหัวสองข้างโดยสะบั้นในทีเดียว กล่าวได้ว่าการร่วมมือของพวกเขาช่างเข้าขากันดียิ่ง
หลังเฉียวรุ่ยฟันหัวงูั์ทองคำ หลิ่วเทียนฉีรีบผนึกปราณทิพย์ เืของมันถูกเขาดูดเก็บทีละหยด ลอยเข้าไปในลูกบอลใสกลางฝ่ามือ
หลิ่วเทียนฉีดูดเืงูั์ทองคำจนแห้งถึงเอายันต์เก็บของออกมาเก็บเืต่ออย่างระมัดระวัง
เฉียวรุ่ยเห็นเขาเก็บเืสำเร็จก็ควักผลึกอสูรออกมา ก่อนเก็บศพของมันเข้าไป
พอพวกเขาจัดการงูั์ทองคำเรียบร้อย ต่อมาจึงเริ่มวางค่ายกล
รั้วป้องกันที่เฉียวรุ่ยวางค่อนข้างเรียบง่าย ใช้เวลาเพียงหนึ่งก้านธูปก็วางเสร็จสิ้น แต่ค่ายกลสังหารยันต์อสนีบาตอัคคี์ที่หลิ่วเทียนฉีวาง เป็ค่ายกลสังหารขั้นสามระดับสูง หากได้วางสักทีไม่มีทางง่ายดายเช่นนั้น ผนวกกับหลิ่วเทียนฉีไม่ได้เป็ผู้ใช้ค่ายกลมืออาชีพ ไม่ค่อยคุ้นชินกับวิธีวางค่ายกลเท่าไรนัก บางครั้งมักพบตำแหน่งกับมุมไม่ดี ค่ายกลจึงวางอย่างไม่ราบรื่น
เฉียวรุ่ยทำงานเสร็จก็ไปช่วยหลิ่วเทียนฉี สองคนวางค่ายกลสังหารด้วยกัน แม้มีผู้ช่วยมาเพิ่มก็ยังต้องใช้เวลาสามชั่วยามเต็มถึงจะวางค่ายกลสังหารยันต์อสนีบาตอัคคี์อันนี้ได้สำเร็จ
เมื่อพวกเขาวางค่ายกลสังหารกับรั้วป้องกันเสร็จ ฟ้าก็มืดเสียแล้ว!
ทั้งสองคนนั่งอยู่ในรั้วป้องกัน พักผ่อนอยู่ชั่วครู่ จากนั้นเฉียวรุ่ยถึงนำกระโจมออกมา รับหน้าที่ตั้งกระโจมวางที่นอน ส่วนหลิ่วเทียนฉีเอาเนื้อสัตว์อสูรที่จัดการแล้วออกมา เริ่มทำเนื้อย่างให้คนรักตัวน้อยกิน
ทั้งสองคนต่างยุ่งกับงานของตนอีกหนึ่งชั่วยาม เมื่อกระโจมตั้งสำเร็จ เนื้อก็ย่างเรียบร้อยพอดี พวกเขาถือเนื้อสัตว์อสูรชิ้นหนึ่ง นั่งล้อมข้างกองไฟ เริ่มกินด้วยกัน
“อร่อยไหม?” หลิ่วเทียนฉีมองคนรักกินอย่างเอร็ดอร่อย ดวงตาเต็มไปด้วยความรักใคร่ที่มีต่อคนผู้นี้
“อืม อร่อยมาก!” เฉียวรุ่ยพยักหน้ารัว กัดเนื้อคำโต เคี้ยวด้วยใบหน้าพึงพอใจ
หลิ่วเทียนฉีเห็นคนรักเคี้ยวจนสองแก้มตุ่ย กินจนปากเคลือบไปด้วยน้ำมันก็ยื่นมือไปโอบเอวอีกฝ่าย ดึงเข้ามาในอ้อมแขน ก่อนจุมพิตบนริมฝีปากมันวาวเบาๆ ลิ้นตวัดทีหนึ่ง เนื้อชิ้นหนึ่งพลันถูกแย่งจากในปากของเฉียวรุ่ย เข้าปากหลิ่วเทียนฉีทันที
เขาชำเลืองมองคนที่นั่งอยู่ข้างกาย พิถีพิถันลิ้มรสเนื้อชิ้นนี้ไปพลาง จ้องริมฝีปากน้อยมันวาวของอีกฝ่ายไปพลาง คล้ายกับตั้งใจแต่ก็ไม่
“เ้า เ้าทำอะไรน่ะ?” ถูกปล้นเนื้อในปากไป เฉียวรุ่ยจึงมีสีหน้าหงุดหงิด
“ชิมว่าเนื้อย่างของเ้ากับของข้ารสชาติเหมือนกันหรือไม่น่ะ!” ต้องเผชิญหน้ากับคำบ่นของคนรัก ก็ตอบเหมือนเป็เื่ธรรมดา
“มันเป็เนื้อที่เ้าย่างเองทั้งหมด รสชาติจะไม่เหมือนได้อย่างไรเล่า?”
“ไม่ ไม่ค่อยเหมือนเท่าไรนะ เนื้อในปากเ้าหวานเชียว” พูดพลางจูบริมฝีปากมันวาวอีกครั้ง
“เ้า เ้าพูดเหลวไหลทั้งเพ” เฉียวรุ่ยจ้องบุรุษที่ชอบพูดเหลวไหล ใบหน้าแดงขึ้นอย่างห้ามไม่ได้
“ข้าพูดความจริง! ไม่อย่างนั้น เ้าลองป้อนข้าอีกชิ้นสิ?”
“อย่าแกล้งข้าสิ ข้ายังกินไม่เสร็จเลยนะ” เฉียวรุ่ยยิ้มบอกพลางมองอีกฝ่ายอย่างอ่อนใจ
“ฮ่าๆๆๆ ได้สิ เ้าค่อยๆ กินเถอะ ชิ้นนี้ข้าให้เ้า เดี๋ยวข้าย่างเพิ่มอีกชิ้นหนึ่ง!” หลิ่วเทียนฉีพูดก่อนส่งเนื้อย่างส่วนของตนให้
“อื้อ!” เฉียวรุ่ยพยักหน้า รับเนื้อย่างชิ้นนั้นไปอย่างดีใจ เริ่มกินคำโตต่อ
เฉียวรุ่ยกินเนื้อย่างไปสองชิ้นโต เพิ่งกินอิ่มยังไม่ทันได้เช็ดปากก็ถูกหลิ่วเทียนฉีโถมร่างเข้ามาจนพวกเขาล้มลงกับพื้นหญ้าทันที
“เทียนฉี!” เฉียวรุ่ยจ้องั์ตาเปล่งประกายดั่งดวงดาราทอประกายวิบวับ พลางเอ่ยเรียกคำหนึ่งด้วยน้ำเสียงซื่อๆ สองมือรีบเกาะหัวไหล่ของอีกฝ่าย
“ออกกำลังกายหลังอาหารกันเถอะ?” สิ้นเสียง จุมพิตอ่อนโยนประทับบนริมฝีปากน้อยมันวาว
