เมื่อคิดเยี่ยงนี้ เถ้าแก่อวี๋พลันถามออกไปว่า “ฮูหยินน้อยสกุลต้วนมีความเกี่ยวข้องอันใดกับสำนักพิษหรือ?”
เคอโยวหรานเลิกคิ้ว “ข้าคือศิษย์คนสุดท้ายของเซียนพิษ เช่นนี้ท่านคิดว่าข้ามีความเกี่ยวข้องอันใดกับสำนักพิษเล่า?”
เถ้าแก่อวี๋รู้สึกเสียใจในภายหลังยิ่งนัก รีบคลี่ยิ้มเอ่ยว่า “ไอ้หยา ช่างเป็น้ำเชี่ยวปะทะวังพญาั [1] อย่างแท้จริง คนบ้านเดียวกันไม่รู้จักกัน นายน้อยของข้าคือศิษย์พี่ของท่านขอรับ
นับได้ว่าท่านก็เป็เ้านายครึ่งหนึ่ง ท่านจะยอมละเว้นข้าสักครั้ง ช่วยถอนพิษให้ข้าได้หรือไม่ขอรับ?”
เคอโยวหรานยกยิ้มบาง “อ้อ นี่เป็ร้านที่ศิษย์พี่ของข้าเปิดเอาไว้หรอกหรือ? เขาเป็คนของสำนักพิษแต่กลับเปิดโรงสุรา? หากผู้คนรู้เข้า ยังจะมีผู้ใดกล้าเข้ามากินข้าวอีกหรือ?”
เถ้าแก่อวี๋ “...?”
นายน้อย ท่านได้ศิษย์น้องหญิงที่เป็ตัวถ่วงเพิ่มอีกคนแล้ว ท่านรู้บ้างหรือไม่? ฮือๆๆ...
เคอโยวหรานมองใบหน้าไม่ต่างกับถาดผสมสีของเถ้าแก่อวี๋แล้วรู้สึกอารมณ์ดียิ่งนัก
“ไอ้หยา ในเมื่อเป็ร้านที่เปิดโดยคนกันเอง เช่นนั้นข้าก็คงไม่เกรงใจแล้ว พวกเต้าหู้กับเต้าฮวยที่ข้าส่งมา พวกเราแบ่งกำไรสุทธิกันห้าต่อห้าเป็อย่างไร?”
ห้าต่อห้า? เถ้าแก่อวี๋ปวดใจอย่างยิ่ง ถ้ารู้ว่าจะเป็เยี่ยงนี้และตอบรับพวกนางไปั้แ่แรกจะดีเพียงใด
หากแบ่งกำไรห้าต่อห้า เช่นนั้นค่าอาหารที่แนะนำให้กับแขกที่มิได้สั่งจองล่วงหน้าก็คงต้องถูกแบ่งออกไปด้วยกระมัง?
เมื่อลองคำนวณโดยละเอียด นับเป็จำนวนเงินที่มากยิ่งกว่าการโก่งราคาวัตถุดิบของฮูหยินน้อยสกุลต้วนตั้งมากโข
ยามนี้เถ้าแก่อวี๋ถึงขั้นอยากร้องไห้เสียแล้ว หากนายน้อยที่ขี้เหนียวยิ่งกว่าพ่อไก่ขนเหล็ก [2] ผู้นั้นรู้ว่าเขาลงนามในสัญญาเช่นนี้ เขาคงต้องตายอย่างน่าอนาถยิ่งกว่าวันนี้เสียอีก
เหตุใดชะตาชีวิตของเขาจึงขมขื่นถึงเพียงนี้กัน? ไปยั่วยุผู้ใดไม่ยั่วยุ กลับไปยั่วยุศิษย์ของเซียนพิษ ทั้งยังยั่วโมโหคราเดียวถึงสองคนอีกด้วย...
ฮือๆๆ...ช่างขมขื่นในใจนัก ให้ข้าได้ร้องไห้ล่วงหน้าสักหนเถิด...
ท้ายที่สุด ขณะเคอโยวหรานช่วยถอนพิษให้เถ้าแก่อวี๋ นางก็หยิบใบสัญญาปันเงินกำไรห้าต่อห้าฉบับใหม่ออกมา
ทั้งยังเอาเงินกำไรห้าต่อห้าส่วนจากการขายอาหารจำพวกเต้าหู้ใน่ก่อนหน้านี้ของโรงสุราฟู่หยวนมาด้วย ก่อนจะจากไปพร้อมเงินทั้งสิ้นสามพันหกร้อยกว่าตำลึง
อิ่งเอ้อร์กับเคอเจิ้งตงยังคงหาทิศทางไม่พบอยู่ท่ามกลางม่านหมอก การเจรจาเมื่อครู่ช่างตื่นเต้นเร้าใจเกินไปแล้วกระมัง?
มายังโรงสุราฟู่หยวนไม่ถึงหนึ่งชั่วยามก็ได้เงินสี่พันกว่าตำลึงกลับจวน ฮูหยินน้อยสามของพวกเขาเป็เทพแห่งโชคลาภกลับชาติมาเกิดใช่หรือไม่?
สายตาที่อิ่งเอ้อร์ใช้มองเคอโยวหรานถึงขั้นเปล่งประกายเสียแล้ว เหตุใดฮูหยินน้อยสามช่างเก่งกาจถึงเพียงนี้?
ประลองพิษั้แ่เมื่อใด ลงมืออย่างไร รวมถึงยามที่เถ้าแก่อวี๋วางยาพิษทั้งหกชนิด พวกเขากลับไม่รู้ตัวแม้แต่นิด นางทำได้อย่างไรกัน?
อีกทั้งมอบยาถอนพิษให้พวกเขาั้แ่เมื่อใด? เขาไม่รู้สึกอันใดเลยด้วยซ้ำ?
ยามนี้เคอเจิ้งตงได้ตระหนักรู้เกี่ยวกับโลกนี้อย่างชัดแจ้ง เดิมทีการหารือยังสามารถทำกันเช่นนี้ นับว่าได้รับคำชี้แนะแล้ว
หลังจากเหตุการณ์นี้ ในใต้หล้าก็มีขุนนางเปี่ยมอำนาจที่ทั้งหลักแหลมและมีเล่ห์เหลี่ยมเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคน แต่ยังคงเป็เื่ราวในวันข้างหน้า ไม่ขอเอ่ยถึงเป็การชั่วคราว
......
ณ จวนสกุลต่ง ภายในตัวเมืองอำเภอ
หลังต่งปี้อู่ทั้งหลอกล่อและเอาใจจนรับเคอเสี่ยวหรูกลับจวนสกุลต่งได้สำเร็จ เขาก็มายืนนิ่งอยู่ตรงหน้าห้องตำราที่ถูกไฟไหม้ครั้งก่อนหน้านี้ตามลำพัง
ทันใดนั้นพลันจมดิ่งสู่ห้วงความคิดของตนเองจนมิอาจถอนตัว
หากจำไม่ผิด สตรีที่เขาเห็นในหมู่บ้านเถาหยวนมีนามว่าเคอโยวหราน หรือก็คือสาวงามชวนตะลึงที่เขาเหลือบเห็นตอนอยู่โรงน้ำชา
นางคือผู้ที่เขาสั่งให้กุ่ยโส่วลักพาตัวจนทำให้จวนสกุลต้วนเกิดเพลิงไหม้ครั้งใหญ่
จวบจนวันนี้ ต่งปี้อู่ยังคงมิอาจหลงลืมได้ว่าเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ในวันนั้นนำพาสิ่งใดมาให้สกุลต่งบ้าง
ยามนี้ ในที่สุดเขาก็เข้าใจแล้วว่าตนพ่ายแพ้ที่ใด
ล้อกันเล่นกระมัง นึกไม่ถึงว่าผู้ที่เขาวางแผนให้กุ่ยโส่วไปลักพาตัวจะคือศิษย์ระดับสูงของเซียนพิษ เป็เหตุให้ห้องคลังของสกุลต่งสูญสิ้น สูญเสียกุ่ยโส่วไป ทั้งยังต้องเสียแผนที่สำคัญอย่างยิ่งแผ่นนั้นที่อยู่บนกายของกุ่ยโส่วด้วย
ผลลัพธ์เช่นนี้ล้วนเป็เพราะเขารนหาเื่เอง มิอาจโทษผู้ใดทั้งสิ้น
ยามนี้จะทำอย่างไรดี? หากบนกายของกุ่ยโส่วเคยถูกผู้อื่นตรวจค้น เช่นนั้นแผนที่จะต้องอยู่บนกายของผู้ที่ค้นตัวอย่างแน่นอน
จะใช่เคอโยวหรานผู้นั้นหรือไม่? หากเป็นาง ตนยังมีโอกาสแย่งชิงแผนที่กลับมาหรือไม่?
เมื่อคิดเช่นนี้ ต่งปี้อู่ถึงกับแค่นหัวเราะเย้ยหยันตนเอง
พอได้แล้วกระมัง ยั่วยุผู้ใดไม่ทำ กลับคิดจะไปยั่วยุศิษย์ของเซียนพิษ จะตายอย่างไรก็ยังมิอาจรู้ได้
แม้จะเป็นายเหนือหัวสกุลต่งของพวกเขา เมื่อรู้เื่นี้ คาดว่ายังต้องใคร่ครวญครั้งแล้วครั้งเล่าก่อนจะกระทำสิ่งใด ไม่มีทางไปยั่วโมโหแม่ทูนหัวเช่นเคอโยวหรานผู้นั้นอย่างแน่นอน
เห็นทีเื่นี้จำต้องเน่าเปื่อยอยู่ในท้องของตน มิอาจบอกผู้ใดได้ทั้งสิ้น
แต่ภายหน้าสกุลต่งของพวกเขาจะทำอย่างไรดี? เดิมทีเสบียงที่เก็บเอาไว้ในห้องใต้ดินเพียงพอจะมอบให้นายท่านเป็เวลาแปดถึงเก้าปี
ยามนี้ฝืนผ่านด่านยากลำบากไปได้แล้ว แต่ภายหน้าเล่าจะทำอย่างไร? ปีหน้ายังจะระดมเสบียงได้มากขนาดนี้อีกหรือ?
ทว่าความ้าของนายเหนือหัวเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เสบียงที่้าก็เพิ่มมากขึ้นเช่นกัน สกุลต่งจะแบกรับไปได้นานเพียงใดกัน?
เช่นนั้นหากเปลี่ยนที่พึ่งพิงเล่า?
ต่งปี้อู่กอดอกพิงกำแพง จดจ้องห้องตำราที่กลายเป็ซากปรักหักพัง ขณะกำลังหรี่ดวงตาเหม่อลอย นายท่านต่งพลันเดินเข้ามาและเอ่ยด้วยความขุ่นเคืองว่า
“นี่มันยามใดแล้ว เ้ายังมีกะจิตกะใจมาเหม่อลอยอยู่ที่นี่อีกหรือ? ยังไม่รีบไปคิดวิธีขยายกิจการเพื่อหาเงินให้ได้มากขึ้นอีก หากยังเป็เช่นนี้ สกุลต่งคงต้องจบสิ้นแล้วจริงๆ”
ต่งปี้อู่พลันเงยหน้าขึ้นมองบิดาของตนก่อนเอ่ย “ท่านพ่อ พวกเราเปลี่ยนไปพึ่งพิงสกุลต้วนของหมู่บ้านเถาหยวนเถิดขอรับ!”
“เ้าว่าอย่างไรนะ?” นายท่านต่งมึนงง มิอาจตอบสนองภายในชั่วขณะ
ต่งปี้อู่ขยับเข้าใกล้อีกฝ่าย จากนั้นกระซิบข้างหูเพื่อเล่าเื่ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านเถาหยวนให้บิดาฟังรอบหนึ่ง
ทว่าปิดบังเื่ที่เขาเคยพบเคอโยวหรานมาั้แ่แรก ทั้งยังเคยลักพาตัวนางอีกด้วย
เขายังเน้นย้ำประเด็นสำคัญว่าเคอโยวหรานมีความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับปรมาจารย์แพทย์พิษทั้งสอง ดูคล้ายจะเป็ศิษย์กับอาจารย์กัน เพื่อฉีดยากระตุ้นหัวใจให้นายท่านต่ง
“เป็เช่นนี้จริงหรือ?” นายท่านต่งเผยสีหน้ายินดีและอยากขอคำยืนยันอีกครั้ง
ต่งปี้อู่พยักหน้า “เป็เช่นนี้จริงๆ ขอรับ”
นายท่านต่งเอาแขนไพล่หลัง เดินวกวนไปมาอยู่หลายครั้งภายในลานเรือนที่เต็มไปด้วยซากปรักหักพัง จากนั้นกลับมายังข้างกายต่งปี้อู่แล้วเอ่ยว่า
“เื่นี้สำคัญมาก อย่าได้เอ่ยกับผู้ใดเป็อันขาด ข้าจะไปหารือกับท่านปู่ของเ้าสักหน่อย”
ต่งปี้อู่พยักหน้าเอ่ย “ท่านพ่อ ท่านคิดบ้างหรือไม่ว่าด้วยสถานการณ์ในยามนี้ มิใช่พวกเราเป็ฝ่ายตัดสินใจจะพึ่งพิงสกุลต้วน แต่เป็ผู้อื่นยินดีจะรับพวกเราเอาไว้หรือไม่”
นายท่านต่ง “......”
เป็เช่นนั้นจริงๆ ผู้ใดจะอยากรับทาสที่เคยทรยศนายเอาไว้เล่า? หักหลังเ้านายได้ครั้งหนึ่งย่อมต้องมีครั้งที่สอง
ต่อให้สกุลต้วนรับพวกเขาเอาไว้ คาดว่าก็คงมิได้ให้ความสำคัญอันใด ท้ายที่สุดอาจถูกผู้เป็นายผลักออกไปเป็โล่บังลูกธนู
ในขณะที่สองพ่อลูกพากันความคิดยุ่งเหยิงและหาทางออกอยู่นั้น ทางฝั่งจวนว่าการเ้าเมืองก็กำลังฉายละครไม่ต่างกัน
เ้าเมืองนั่งอยู่ในห้องตำรา ทอดมองจดหมายกองหนาบนโต๊ะด้วยความเหม่อลอย
เ้าหน้าที่ที่ปรึกษาเข้ามาเอ่ยเสียงเบาว่า “หากเป็เช่นนี้ต่อไปคงมิได้การ ไม่ช้าก็เร็วพวกเราจะต้องถูกเบื้องบนกดดันจนไม่เหลือแม้แต่กระดูกอย่างแน่นอนขอรับ”
เ้าเมืองมองเ้าหน้าที่ที่ปรึกษา นี่คือพี่น้องที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับเขามาั้แ่เล็กจนโต คนทั้งสองร่วมเป็ร่วมตายกันมาหลายสิบปี ต่างฝ่ายต่างประคับประคองกันจนเดินมาถึงวันนี้
ฝ่าพายุฝนมามากมาย ผ่านการเข่นฆ่าจนนองเืมาหลายครั้ง ยามนี้ยังจะให้อีกฝ่ายต้องติดตามตนอีกงั้นหรือ?
เมื่อคิดเช่นนี้ เ้าเมืองจึงเอ่ยด้วยความจริงใจว่า “จี้เหิง พวกเราเคยขอทานด้วยกัน เคยคลานผ่านช่องสุนัขด้วยกัน เคยต่อยตีกับอันธพาลข้างถนนด้วยกัน เพียงชั่วพริบตากาลเวลาก็ล่วงเลยไปสามสิบกว่าปีแล้วกระมัง?
ยามทุกข์ยากมีมาก ทว่าวันคืนให้เสพสุขกลับมีแค่ไม่กี่ปี ทั้งยังไม่สุขสบายใจเท่ายามพากันทำเื่ไร้แก่นสารเช่นเมื่อก่อนเลยด้วยซ้ำ
ยามนี้ช่างยากลำบากนัก หากยังหาแผนที่ไม่พบ อย่าว่าแต่มิอาจรักษาหมวกขุนนางบนหัวของข้าเอาไว้ กระทั่งชีวิตก็ยังต้องมอบออกไปเสียแล้ว
มิสู้ฉวยโอกาสตอนยังพอมีเวลา เ้าจงหนีไปเสียเถิด พาครอบครัวของเ้าไปจากที่นี่ หาหมู่บ้านสักแห่งเพื่อเร้นกายแล้วใช้ชีวิตสุขสงบไปชั่วชีวิตเถิด”
---------------------------------------
เชิงอรรถ
[1] น้ำเชี่ยวปะทะวังพญาั 大水冲了龙王庙 หมายถึง คนกันเองที่ไม่ยอมรอมชอมและปะทะกันเองจนเกิดความเสียหาย
[2] พ่อไก่ขนเหล็ก 铁公鸡 หมายถึง ขี้เหนียวเหมือนพ่อไก่ที่ขนเป็เหล็กทั้งตัว ทำให้จะถอนขนสักเส้นก็ทำไม่ได้
