บทที่ 7 นัดหมายที่ซือซา
เมื่อลู่เหว่ยจุนออกมาจากค่ายกลกระบี่ ก็ได้ฟังรายงานจากยามรักษาการณ์ประจำทันทีตระกูล และเมื่อได้รับฟังเื่ราวทั้งหมดแล้วก็พลันประหลาดใจไม่น้อย
“ลู่เหว่ยจุน ลูกชายของเ้าจะหยิ่งผยองหรือใช้อำนาจบาตรใหญ่ในตระกูลของเ้าข้าไม่ว่า แต่กลับมาแย่งชิงสมบัติของลูกชายข้าผู้เป็ถึงนายน้อยคนที่เจ็ดตระกูลเมิ่ง อีกทั้งยังกล้าลงมือทำร้ายลูกชายข้าจนาเ็สาหัส เช่นนี้นับว่ารังแกกันเกินไปแล้ว หากวันนี้เ้าไม่แจ้งแถลงไขให้ชัดเจน ก็อย่าได้โทษว่าข้าไม่เกรงใจ!” เมิ่งฉางชิงเมื่อเห็นลู่เหว่ยจุนออกมา ก็รีบตวัดตามองแล้วะโเสียงดังขึ้นมาทันที
ลู่เหว่ยจุนทำเพียงแตะชายเสื้อตนเอง จากเดิมที่อยู่ห่างออกไปหลายจั้ง ก็กลับมาโผล่อยู่ตรงหน้าเมิ่งฉางชิงในระยะประชิดทันที แล้วแสร้งทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ ทำเพียงยิ้มและกล่าวว่า “พี่เมิ่ง เกรงว่าข่าวลือที่ว่านั้นจะผิดแล้ว ขั้นพลังยุทธ์ของอวี่เอ๋อร์ของเรา ใช่ว่าท่านจะไม่รู้ แล้วเขาจะแย่งเอาของลูกชายท่านไปได้อย่างไร อีกอย่างการจะไปทำร้ายลูกชายของท่านจนาเ็สาหัสนั้นข้าไม่เห็นความเป็ไปได้แม้แต่น้อย คิดว่าคงเป็เพียงเื่เข้าใจผิดกัน แต่ตัวข้าก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ เช่นนั้นจะกลับไปสอบถามลูกชายให้ชัดเจน อย่างไรก็ต้องมีคำอธิบายแก่พี่เมิ่งแน่นอน”
เมิ่งฉางชิงโกรธยิ่งนัก ลูกชายของเขามีพลังยุทธ์ในขั้นประสานพลังปราณแต่กลับถูกคนไร้ค่าที่อยู่ในขั้นหลอมร่างผู้หนึ่งทุบตีเอาได้ และยังถูกแย่งชิงของไปด้วย ทำตระกูลเมิ่งขายหน้าเสียจริงๆ หากเมิ่งเทียนซิงไม่ใช่ลูกชายของเขา คงจะได้บีบคอมันตายไปนานแล้ว คงไม่กล้ามาทำขายหน้าอยู่ที่ตรงนี้แน่ ยิ่งไปกว่านั้น แหวนลับที่เขามอบให้ลูกชายถือเป็ของล้ำค่าไม่น้อย จึงอุกอาจบุกมาถึงูเาเทียนฉยงพร้อมผู้ติดตามถึงสองคน ด้วยนึกเสียดายและนึกโมโห โดยไม่ทันได้คำนึงถึงผลที่ตามมา
ตอนนี้พอมีเวลาครุ่นคิดดูแล้ว การกระทำนี้ก็ออกจะหุนหันพลันแล่นไปเสียหน่อย!
ลูกหลานของตระกูลเมิ่งผู้หนึ่งที่มาพร้อมกับเมิ่งฉางชิง ะโเสียงดังขึ้นมาในเวลานี้ “ลูกชายของท่านลอบโจมตีนายน้อยของตระกูลเมิ่ง เื่นี้มีพยานรู้เห็นกันหลายคน แต่ท่านกลับทำเหมือนกับว่าตระกูลเมิ่งของเราโกหกเ้าเช่นนั้น? ไปเรียกลูกชายของท่านออกมาพูดคุยต่อหน้ากันดีกว่า อีกไม่นานความจริงจะปรากฏขึ้นเอง” พูดจบก็ชายตามองไปทางผู้คนที่ยืนดูอยู่โดยรอบ
ดังนั้นจึงมีคนลุกขึ้นและะโขึ้นมาทันที “ประมุขลู่ ลูกชายของท่านแย่งชิงยาอายุวัฒนะของนายน้อยเมิ่งไปเม็ดหนึ่งและยังลงมือทำร้ายคน ภายหลังยังแย่งชิงแหวนลับของเขาไปอีก เื่นี้เป็ความจริงแน่นอน ข้าเป็พยานได้!”
“ใช่ แม้ว่าลูกชายของเ้าจะมีขั้นพลังยุทธ์ต่ำเตี้ย แต่ก็ไม่ได้โง่เขลา เมื่อรู้ว่าตนเองไม่ใช่คู่ต่อสู้ จึงลอบโจมตีนายน้อยเมิ่งคนที่เจ็ด เื่นี้ข้าเห็นกับตาของตนเอง!”
คนเหล่านี้ล้วนเป็นักพรตที่เกี่ยวดองทางสายเืกับตระกูลเมิ่ง มิเช่นนั้นมีหรือจะกล้าออกหน้าเป็พยานในถิ่นฐานของตระกูลลู่ได้ กลัวจะไม่ได้ตายเร็วกันหรืออย่างไร? แต่จะว่าไปแล้วคนเหล่านี้ก็ไม่ได้ใช้แซ่เมิ่ง นักพรตที่กินแตงไม่รู้จริงเห็นพวกเขาพูดเช่นนี้ ก็ยิ่งสงสัยไปกันใหญ่
นอกจากนี้ยังมีพวกที่หวังให้โลกวุ่นวายเพื่อให้บรรลุตามเป้าหมายของตนเองก็ะโออกมาเป็พยาน แต่พวกเขากลับไม่กล้าพูดอะไรที่มันโจ่งแจ้งมากนักแต่เลือกใช้คำพูดอ้อมค้อมแทน
ลู่เหว่ยจุน ฝึกฝนบำเพ็ญเพียรมานานกว่าร้อยปี ในฐานะประมุขของตระกูลลู่มีหรือจะไม่เคยพบเจอเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อน แล้วมีหรือที่จะปักใจเชื่อคำพูดของคนเหล่านี้ จึงออกปากพูดเยาะเย้ยอย่างใจเย็นว่า “อ้อ? ลูกชายที่บำเพ็ญเพียรอยู่ในขั้นหลอมร่างของข้าสามารถเอาชนะนักพรตขั้นประสานพลังปราณได้ เห็นเช่นนี้แล้วช่างน่าใไม่น้อย”
“นักพรตอย่างพวกเรา ฝ่าฝืนกฎ์ในการบำเพ็ญเพียร รายล้อมไปด้วยอันตรายรอบด้าน ก็ควรระมัดระวังตัวอยู่เสมอ หากถูกลอบโจมตีขึ้นมาย่อมต้องโทษตัวเองก่อน จะโทษผู้อื่นได้อย่างไร! ยิ่งไปกว่านั้นใครถูกใครผิดยังต้องไต่ถามดูเสียก่อน หากเป็ตระกูลเมิ่งที่ยั่วยุก่อน ก็ให้ถือเสียว่าลูกชายของข้าลงมือรุนแรงเกินไป เด็กน้อยไม่รู้ความเช่นนี้ หากพูดกันตามหลักแล้วก็ย่อมให้อภัยกันได้!”
เมิ่งฉางชิงฟังแล้วโกรธไม่น้อย “ลู่เหว่ยจุน ที่เ้าพูดมาหมายความเช่นไร? ลูกชายของข้าถูกตีเปล่าอย่างนั้นหรือ แล้วการที่ลูกชายของเ้าแย่งชิงของไปนั้น คิดว่าสมเหตุสมผลแล้วหรือไรกัน? หากเ้าว่าเช่นนั้นข้าก็จะยอมกลับไปตอนนี้ แต่ในภายภาคหน้าหากตระกูลเมิ่งของเราแย่งชิงของของตระกูลลู่มา ก็อย่าได้มากล่าวหาว่าข้าไม่ไว้หน้าเ้าก็แล้วกัน!”
ลู่เหว่ยจุนพูดอย่างไม่ไยดี “พี่เมิ่ง ที่ท่านพูดมาข้าว่ามันไม่ค่อยสมเหตุสมผลสักเท่าไร หรือว่าข้าต้องตามเอาของมาคืนให้และต้องลงโทษลูกชายของข้าตามที่ท่านกล่าวมาฝ่ายเดียวอย่างนั้นหรือ? ตามความเห็นของข้าแล้ว นี่เป็เพียงความขัดแย้งระหว่างเด็กๆ เท่านั้น ไม่เห็นว่าจะเป็เื่ใหญ่อันใด เช่นนั้นแล้วไม่สู้ให้พวกเขาสะสางปัญหานี้กันเอง ชนะหรือแพ้ไม่สำคัญ จะว่าไปแล้ววันนี้ท่านมาวางอำนาจ ะโเสียงดัง ทั้งยังมาขวางประตูตระกูลลู่ของข้าเช่นนี้ หากเอาความกันตามจริงแล้ว ย่อมต้องเป็ตระกูลลู่ของข้าไม่ใช่หรือที่ต้องถามหาคำอธิบายจากตระกูลเมิ่งของท่าน!”
ตระกูลลู่และตระกูลเมิ่ง ถือเป็ตระกูลชั้นสูงในโลกบำเพ็ญเพียรของเทียนตู อย่างไรย่อมต้องมีผลประโยชน์ทับซ้อนกันอยู่ไม่น้อย ขอเพียงหากทุกคนคิดจะทำสิ่งใดก็ให้รู้จักยับยั้งชั่งใจไว้เท่านั้น
แม้ว่าตอนนี้ตระกูลลู่จะขัดสนและความแข็งแกร่งของตระกูลถดถอยลง แต่ด้วยศักดิ์ศรีของตระกูลใหญ่จะยังคงอยู่ เช่นนั้นแล้วจะให้แสดงความอ่อนแอต่อหน้าตระกูลเมิ่งได้อย่างไร
ยิ่งไปกว่านั้น ยามนี้มีลู่อวี่เป็คนปรุงโอสถขั้นหกอยู่ในตระกูลแล้ว หนทางที่ตระกูลลู่จะกลับมาผงาดอย่างยิ่งใหญ่อีกครั้งอยู่ใกล้เพียงเอื้อม เขาก็จะได้เงยหน้าอ้าปากขึ้นเช่นกัน จึงมีเหตุผลเพียงพอให้พูดปกป้องลูกชายได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องคิดกังวลแม้แต่น้อย
เมิ่งฉางชิงหัวเราะด้วยความโกรธและพูดด้วยน้ำเสียงโกรธเกรี้ยว “ฮ่าๆ ตกลง ในเมื่อประมุขตระกูลลู่เห็นถูกเป็ผิดเช่นนี้ เด็กๆ ทุบตีกันเป็เื่ปกติก็จริง หากแพ้ ก็เป็เพราะฝีมือไม่ดี ถูกตีตายก็สมน้ำหน้า! เมิ่งเทียนซิงลูกชายของข้าไม่ได้เื่ก็จริงอยู่ แต่เด็กหนุ่มสาวในตระกูลเมิ่งของข้า เต็มไปด้วยผู้ที่มีความสามารถ หากลูกชายคนโตของข้าทุบตีลูกชายของเ้าจนตาย เ้าอย่ามานึกโทษลูกชายของข้าที่โเี้อำมหิตก็แล้วกัน!”
เมื่อทุกคนในบริเวณนั้นได้ยินคำพูดของเมิ่งฉางชิง จึงรู้ได้ทันทีว่าทั้งสองตระกูลคงจะหมางใจกันแล้ว ก็พลันตื่นเต้นขึ้นมาทันที
“เป็เื่ใหญ่แล้ว เมิ่งเทียนอวิ๋น ลูกชายคนโตของเมิ่งฉางชิงอยู่ในอันดับที่สองของตระกูลเมิ่ง มีพลังยุทธ์อยู่่ปลายขั้นพลังจิตแล้ว และยังฝึกฝน 《คัมภีร์ชิงหยาง》 ที่สืบต่อกันมาของตระกูลเมิ่งอีกด้วย เป็ที่รู้จักกันในนามหนึ่งในสี่ลูกศิษย์อัจฉริยะของตระกูลเมิ่ง และแม้ว่านายน้อยตระกูลลู่ จะอยู่ในขั้นพลังจิตก็ตาม แต่ก็เพิ่งบรรลุขั้นพลังยุทธ์ได้ไม่นาน เกรงว่าจะยังไม่มีเวลาฝึกฝนเคล็ดวิชาลับอะไรมากนัก คิดว่าทันทีที่ลงมือคงถูกฆ่าตายทันที หากเป็เช่นนั้นจริง ทั้งสองตระกูลใหญ่คงจะต่อสู้กันอย่างไม่จบไม่สิ้นแน่นอน!” คนที่มองทุกอย่างทะลุปรุโปร่ง รีบอธิบายให้สหายฟังด้วยเสียงแ่เบาทันที
“ใช่ นี่ไม่ใช่การต่อสู้ระหว่างคนระดับเดียวกันแม้แต่น้อย อย่างขั้นพลังจิตกับขั้นพลังจิต นั่นหมายความว่าทันทีที่ใช้พลังจิต เมื่อคิดพลังก็จะถูกปล่อยออกมา การบรรลุพลังยุทธ์ขั้นต้นและขั้นกลางมันช่างแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน มากไปกว่านั้นหากเทียบกับพลังยุทธ์ขั้นต้นและขั้นปลาย ความชำนาญที่มี เห็นได้ชัดว่ามันไม่ใช่ระดับเดียวกันแม้แต่น้อย!”
“หากเป็เช่นนั้น ไม่ใช่ว่านายน้อยตระกูลลู่จะต้องตายหรือ? คุณสมบัติของนายน้อยตระกูลลู่สามารถฝึกฝนมาจนถึงขั้นพลังจิตได้ก็นับว่าไม่ง่ายแล้ว และหากจะบรรลุพลังไปอีกขั้นใน่ระยะเวลาสั้นๆ เช่นนี้ย่อมเป็ไปไม่ได้! นอกเสียจากว่าจะไม่สนใจอันตรายที่ซ่อนอยู่ภายใต้พลังยุทธ์ที่สั่นไหวไม่มั่นคง และอาศัยยาอายุวัฒนะเพื่อบรรลุขั้นพลังยุทธ์”
“แต่สำหรับตระกูลลู่แล้ว คงไม่มีทางให้ทายาทผู้เป็ความหวังของตระกูลทำเื่โง่ๆ เช่นนั้นแน่! แต่น่าเสียดายที่ตอนนี้ตระกูลลู่ตกต่ำ และยังไร้ทายาทผู้โดดเด่นในความสามารถ มิน่าเล่าตระกูลเมิ่งถึงได้กล้ามารังแกกันถึงที่!”
ลู่เหว่ยจุนเองก็โกรธเช่นกัน ลูกชายของเขาทุบตีลูกชายของคนตระกูลเมิ่งเพียงครั้งเดียว และฉวยโอกาสแย่งชิงของบางอย่างมา แต่เมิ่งฉางชิงกลับ้าเอาชีวิตของลู่อวี่ เช่นนั้นแล้วหากลูกชายของอีกฝ่ายมีค่าแล้วลูกชายของเขาเล่าเก็บมาเลี้ยงหรืออย่างไร?หรือคิดว่าตระกูลลู่ตกต่ำจนถึงขั้นไม่สามารถปกป้องลูกชายคนโตของตระกูลได้แล้ว?
ยังไม่ทันที่เขาจะทันเอ่ยปาก ทันใดนั้นน้ำเสียงเย่อหยิ่งของลู่อวี่ก็ดังขึ้นมาจากด้านหลัง “คิดจะหาเื่กันก็เข้ามา ข้าลู่อวี่กลัวจนตัวสั่นแล้ว เรียกอัจฉริยะผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสี่แห่งตระกูลเมิ่งอะไรนั่นของเ้ามาด้วยเล่า นายน้อยอย่างข้าจะสั่งสอนให้ทีละคน งานอดิเรกที่อันโปรดปรานของข้าคือได้จัดการบรรดาอัจฉริยะให้สิ้น!”
ลู่อวี่เดินเข้ามาอย่างสบายอารมณ์ไม่ใช่เขาไม่อยากปรากฏตัวให้เป็ที่น่าจดจำยิ่งกว่านี้ แต่เพราะเป็ผู้บำเพ็ญเพียรที่มีพลังยุทธ์เพียงขั้นพลังจิตเท่านั้น หากไม่ใช้อาวุธวิเศษ ย่อมไม่อาจเหาะเหินเดินอากาศมาได้ ทำได้เพียงลอยตัวมาเบื้องหน้าอย่างเชื่องช้า หรือต่อให้มีอาวุธวิเศษ พลังปราณที่แสนจะน่าสงสารของเขานั้นก็คงยืนหยัดอยู่ได้ไม่นาน
อีกอย่างสามารถพูดคำนี้ออกมาได้ก็นับว่าเยี่ยมยอดมากแล้ว!
เสียงะโดังของเมิ่งฉางชิง ดังมาถึงูเาเทียนฉยงเมื่อครู่นี้ เขาก็พอจะเดาสาเหตุของเื่ได้คร่าวๆ แล้ว เขาเป็คนก่อเื่นี้ขึ้นเอง จึงไม่้าให้ใครมาช่วยเหลืออยู่แล้ว
แต่หลังจากดูอยู่ด้านหลังมาได้สักพัก เขาก็ค่อนข้างจะเห็นด้วยกับบิดาของร่างเดิม แม้ว่าเขาจะไม่สามารถทำตัวสนิทสนมใกล้ชิดด้วยได้ แต่ถึงอย่างไรเขาก็ได้สืบทอดความทรงจำจากเ้าของร่างคนก่อนมา ทั้งยังใช้ร่างกายนี้และสืบสายเืของตระกูลลู่ จึงยังคงเคารพลู่เหว่ยจุนมากโดยไม่รู้ตัว
และเหตุการณ์ในวันนี้ ก็ทำให้เขารู้สึกดีต่อลู่เหว่ยจุนไม่น้อย
“ช่างเป็นายน้อยที่โง่เขลาและหยิ่งยโส มีพลังยุทธ์อยู่เพียงขั้นพลังจิต่เริ่มต้น ก็คิดจะประลองฝีมือกับอัจฉริยะตระกูลเมิ่งของข้าเสียแล้ว ช่างไม่รู้ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำเสียจริง
เมิ่งฉางชิง เหลือบมองลู่อวี่ด้วยความดูแคลน และหันไปพูดกับลู่เหว่ยจุนด้วยใบหน้าบึ้งตึง “ในเมื่อประมุขตระกูลลู่บอกไว้ว่าผู้แข็งแกร่งเท่านั้นที่จะได้รับความเคารพ เช่นนั้นเื่ของเด็กๆ ข้าไม่ขอเข้าไปข้องเกี่ยว แต่ข้าจะขอเป็ตัวแทนของลูกชายตระกูลเมิ่ง ท้าประลองกับลู่อวี่จากตระกูลลู่ แล้วอย่าว่าข้าไม่ให้เวลาเ้าเตรียมตัวเล่า อีกสามวันพวกเราไปพบกันที่เวทีประลองซือซา”
“ไร้ยางอาย นี่เรียกว่าให้เวลาเตรียมตัวแล้วหรือ สามวันมันจะพอให้เตรียมตัวอะไรกัน นี่ไม่ใช่ว่าเ้า้าให้ลูกชายข้าไปตายหรือ!”
“หรือว่าตระกูลเมิ่งเตรียมพร้อมจะเปิดศึกกับตระกูลลู่แล้วอย่างนั้นหรือ? ทันทีที่ทั้งสองคนเริ่มเปิดศึกกัน ลู่อวี่จะต้องตายอย่างแน่นอน แล้วจะให้ตระกูลลู่จะยอมได้อย่างไร?”
ลู่เหว่ยจุน ยิ่งโกรธมากขึ้นไปใหญ่ แต่กลับได้ยินลู่อวี่ตอบรับเสียงดัง “ได้ อีกสามวันพบกันที่เวทีประลองซือซา มาทำให้เื่มันจบเสีย ประมุขเมิ่งท่านเตรียมโลงศพไว้ให้ลูกชายของท่านได้เลย สองสามวันนี้กินอาหารให้อิ่มเล่า คิดว่าในภายภาคหน้าคงจะไม่มีโอกาสนั้นอีกแล้ว! แต่การประลองครั้งนี้ไม่ใช่ว่าจะได้ดั่งใจหวังตามที่ท่านร้องขอทุกประการ เพราะหากไม่มีนิมิตหมายอันเป็มงคล นายน้อยเช่นข้าจะไม่ขอร่วมประลองด้วย ตระกูลลู่ของข้าก็เป็ตระกูลใหญ่ที่มีเกียรติยศและศักดิ์ศรี ไม่มีทางทำตัวเป็สตรีปากร้ายคอยสบถด่าขวางทางอยู่หน้าเรือนใครแน่!”
“ฮ่าๆ ดี!” แม้ว่าเมิ่งฉางชิงจะโกรธจนตัวสั่น แต่กลับหัวเราะด้วยความโกรธแล้วถามว่า “หากเ้าชนะการประลองครั้งนี้ได้ ตระกูลเมิ่งของข้าจะมอบแหล่งแร่เซียนหยกให้แก่เ้า แต่หากเ้าแพ้ ข้าจะเอาเมืองปี้หวาฟางของตระกูลลู่มาครอง ว่าอย่างไรเล่า?”
เมืองปี้หวาฟางคือเขตพรมแดนของตระกูลเมิ่งและตระกูลลู่ ตั้งอยู่ทางทิศใต้ มีนักพรตจำนวนไม่น้อยอาศัยอยู่ใกล้ๆ ดังนั้นเมืองปี้หวาฟางจึงเจริญรุ่งเรืองมาก ไม่พอค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บในการซื้อขายสินค้าที่นั่นทุกปีก็นับว่าเป็ก้อนมหาศาลแล้ว มิน่าเล่าเหตุใดตระกูลเมิ่งถึงได้หมายปองเมืองปี้หวาฟางมากเช่นนี้!
“ถ้าเช่นนั้นจงรักษาสัจจะ ข้าเชื่อว่าตระกูลลู่ของเ้าจะไม่มีทางผิดสัญญาเช่นกัน!”
ลู่อวี่ หัวเราะเยาะเย้ยพลางกล่าวว่า “กลัวว่าตระกูลเมิ่งของเ้าจะผิดคำพูดเองน่ะสิ เื่นี้ผู้เฒ่าของตระกูลเมิ่งเช่นเ้ากล้าตัดสินใจเองอย่างนั้นหรือ?คุยโวโอ้อวดอย่างไม่รู้สึกกระดากอาย ไม่ไตร่ตรองให้ดีเช่นนี้ระวังจะเป็ที่น่าเยาะเย้ยให้อับอาย!”
เมิ่งฉางชิงโกรธไม่น้อย คิดไม่ถึงว่าเ้าเด็กสารเลวจากตระกูลลู่ผู้นี้ ที่พลังยุทธ์ไม่ได้ถึงขั้นเก่งกาจอะไรนัก จะปากคอเราะรายถึงเพียงนี้
หากลู่เหว่ยจุนไม่ได้อยู่ข้างๆ เขาคงจะแทงเ้าเด็กเสเพลที่หยิ่งผยองผู้นี้ตายด้วยกระบี่เป็แน่
แต่สิ่งที่ลู่อวี่พูดมาก็ถูกต้อง เขาในฐานะผู้เฒ่าสี่เมิ่งฉางชิงจากตระกูลเมิ่งแห่งชิงหยางไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจเื่ใหญ่เช่นนี้ได้จริงๆ แต่หลังจากมาถึงที่นี่ เขาก็ได้รับสารจากปลายกระบี่ของท่านประมุข ข้อความที่ปรากฏบนนั้นท่านประมุขตระกูลเมิ่งได้มีแผนการวางไว้นานแล้ว ถึงทำให้เขาดูมั่นใจมากยิ่งขึ้น
หากลู่อวี่ไม่ชี้ให้เห็นจุดนี้ คิดว่าต่อให้ลู่อวี่ชนะตระกูลเมิ่งพวกเขาก็คงคิดหาข้ออ้างบิดพลิ้วพันธสัญญา เพราะตอนนี้ถ้าพูดถึงในแง่ของความแข็งแกร่ง ตระกูลเมิ่งก็นับว่าแข็งแกร่งมากกว่า
แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลามานั่งพูดจาคลุมเครือ จึงหันไปพูดกับลู่เหว่ยจุนว่า “ตอนนี้ข้าได้ตัดสินใจไปแล้วก็คงย้อนกลับไปไม่ได้อีก หากถึงเวลานั้น ประมุขตระกูลเมิ่งของข้าจะลงนามสัญญาตายกับประมุขตระกูลลู่เอง แต่ไม่แน่ใจว่าประมุขตระกูลลู่จะกล้าหรือไม่?”
“หึ! เช่นนั้นก็เชิญกลับไปได้แล้ว ตระกูลลู่ของข้าจะรับ่ต่อเอง!” ลู่เหว่ยจุนโบกมือไล่เมิ่งฉางชิงเหมือนกับว่าขับไล่ข้ารับใช้ ทำให้เมิ่งฉางชิงโกรธไม่น้อยจนนึกอยากเปิดศึกประลองฝีมือกันเสียเดี๋ยวนั้น