อวิ๋นซีนำหวานหว่านเดินออกจากตำหนัก และเมื่อมาถึงด้านนอกก็ได้ยินเสียงก่นด่าว่าร้ายด้วยความเกรี้ยวกราดดังไล่หลังมา มุมปากนางโค้งขึ้นน้อยๆ ก่อนจะจูงมือบุตรสาวตนจากไป นางไม่ได้ใส่ใจเลยว่า หลังจากนี้ภายในตำหนักเฟิ่งอี้จะเกิดเื่อะไรขึ้นบ้าง
เหตุที่นางพาหวานหว่านมาที่นี่ในยามนี้ นอกจากจะเพื่อเป็การแสดงมารยาทเป็ฉากหน้าแล้ว อีกประการหนึ่งก็เพื่อมาทำให้ฮองเฮาได้กระอักเืสักหน่อย ให้คนได้เห็นว่า ต่อให้จะส่งนักฆ่ามือดีเพียงใดมาก็ไม่อาจสังหารนางได้
หวานหว่านติดตามอยู่ด้านหลังมารดา โดยไม่พูดจาอะไรสักคำ เด็กน้อยเห็นรอยยิ้มชั่วร้ายที่วาบผ่านบนใบหน้าของมารดา ทำให้นางอดโค้งมุมปากขึ้นไม่ได้ มิน่าเตี๋ยอีถึงได้พูดว่า ที่จริงแล้วตัวนางไม่เหมือนเสด็จพ่อเลยสักนิด เพราะอุปนิสัยดูคล้ายเสด็จแม่มาก และเป็ตอนนี้เองที่นางนึกสงสัยว่า แท้จริงแล้วตนคล้ายเสด็จแม่ ไม่ว่าจะเป็เื่นิสัยหรือจิตใจอันชั่วร้าย ทว่า ในด้านของความปากร้าย นางก็ตั้งใจจะเป็ให้ได้อย่างเสด็จพ่อถึงจะดี
อวิ๋นซีไม่รู้ว่าลูกสาวของตนกำลังคิดอะไรไปมากมายเพียงนั้น นางเพียงแค่รู้สึกว่า ตอนนี้ตนอารมณ์ดียิ่ง สองแม่ลูกเดินมุ่งหน้าไปยังตำหนักสืออัน และบังเอิญเจอเข้ากับอวี๋อ๋องที่เดินออกมาจากตำหนักแห่งนั้นพอดี
คนทั้งสองสบตากันไปทีหนึ่ง อวิ๋นซีนำหวานหว่านยอบกายคารวะในฐานะผู้ที่อ่อนกว่า จากนั้นจึงเอ่ยถาม “เหตุใดวันนี้เสด็จอาถึงเข้าวังมาคนเดียว? ฮ่าวฟานและเสด็จอาสะใภ้เล่าเพคะ? ”
เมื่ออวี๋อ๋องได้ยิน ในใจก็ไม่รู้ว่าควรรู้สึกเช่นไร เขามองสตรีที่เพิ่งจะอายุยี่สิบตรงหน้า เดิมทีนางควรจะมีมารดาคอยฟูมฟักรักใคร่ คอยดูแลเอาใจใส่มาแต่เล็ก เขายิ้มบางๆ แล้วกล่าวตอบ “เสด็จอาสะใภ้ของเ้าร่างกายไม่ค่อยดีนัก ข้าจึงให้นางพักผ่อนอยู่ที่จวน ส่วนฮ่าวฟานนั้นออกไปกับองค์ชายสี่แล้ว ตอนนี้ข้าเองก็ไม่รู้ว่าพวกเขาไปเล่นอยู่ที่ใด”
อวิ๋นซีพยักหน้า “เสด็จอาสะใภ้ไม่เป็อันใดใช่ไหมเพคะ? ” อย่างไรเสีย คนก็มีสัมพันธ์ทางสายเืกัน ถึงแม้จะไม่อาจป่าวประกาศออกสู่ภายนอก และไม่อาจทำได้กระทั่งยอมรับกันและกัน แต่อวิ๋นซีก็ยังเป็ห่วงเป็ใยอยู่บ้าง
อวี๋อ๋องมองไปยังศาลาที่อยู่ไม่ไกล จากนั้นยิ้มกล่าวว่า “ไปนั่งพูดคุยกันตรงด้านโน้นดีกว่า” เมื่อพูดจบ เขาก็จูงมือหวานหว่านเดินนำไปยังศาลาแห่งนั้นก่อนแล้ว
อวิ๋นซีได้แต่เดินตามไปอย่างปลงๆ อันที่จริงนางเองก็มีเื่บางอย่างที่อยากจะพูดกับอวี๋อ๋องเช่นกัน คนทั้งสามนั่งอยู่ในศาลา ทว่า หวานหว่านที่นั่งนิ่งไม่ได้เอาแต่ร่ำร้องจะออกไปเล่นที่สวนดอกไม้
อวิ๋นซีที่ทำอะไรไม่ได้ จึงให้นางกำนัลและเพ่ยเอ๋อร์พาเด็กน้อยตัวแสบไปยังสวนดอกไม้ พร้อมกับย้ำว่า ครึ่งชั่วยามให้หลังต้องกลับมาตำหนักสืออัน มิเช่นนั้นเข้าวังมาครั้งหน้าจะไม่ให้นางติดตามมาด้วยแล้ว
ชั่วขณะนั้นภายในศาลาแห่งนี้ก็เหลือเพียงอวิ๋นซีและอวี๋อ๋อง อวิ๋นซีไม่รีรอนำกล่องที่บิดาอวิ๋นมอบให้มาวางลงเบื้องหน้าอีกฝ่าย “สิ่งนี้ท่านพ่อเป็ผู้มอบให้ข้า เมื่อกินเข้าไปแล้ว ชั่วชีวิตนี้นางจะไม่มีทางนึกเื่ในอดีตขึ้นมาได้ ส่วนเื่ที่ว่า จะให้นางกินหรือไม่ การตัดสินใจทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับเสด็จอา”
อวี๋อ๋องจดจ้องกล่องที่ดูไม่สะดุดตาด้วยใจที่ไม่อยากจะเชื่อ “บนโลกนี้ยังมียาเช่นนี้อยู่ด้วยหรือ? ”
“ท่านพ่อข้าไม่มีทางทำร้ายนางแน่ แม้ตัวข้าเองจะคิดว่าการทำเช่นนี้ไม่ยุติธรรมต่อท่านพ่อ แต่ว่าพวกเรา ไม่ว่าใครก็ล้วนไม่อยากทำร้ายนาง ตอนนี้ในเมื่อทุกอย่างเป็เช่นนี้ไปแล้ว ข้าก็คิดว่า มันคงจะเป็ทางเลือกที่ดีกว่า เพราะหลังจากวันนี้เป็ต้นไป มารดาของข้าจะมีแค่จ้าวลี่เจียคนเดียว”
อวี๋อ๋องรับกล่องนั้นไป ในใจเ็ป “อาซี เป็ข้าที่ผิดต่อพวกเ้า”
“ไม่มีใครผิดต่อใครหรอกเพคะ คำพูดนี้ ในวันหน้าเสด็จอาก็อย่าได้พูดอีกเลย หากนางได้อยู่ดี ข้ากับท่านพ่อก็วางใจ” นี่เป็ความในใจที่แท้จริงของนาง ทว่าความรู้สึกนั้นจะลึกซึ้งสักแค่ไหนยังถือเป็เื่รอง
ขอแค่อีกฝ่ายอยู่ดี อวิ๋นซีก็มีคำอธิบายให้กับเ้าของร่างเดิมแล้ว
อวี๋อ๋องพูดเสียงจริงจัง “วางใจเถอะ” คำพูดที่มากไปกว่านี้เขาก็ไม่อยากพูดแล้ว “จริงสิ ่นี้เสด็จแม่คงจะไม่กลับไปเขาอู่ไถ ยามนี้หวงกุ้ยเฟยเองก็กลับมาแล้ว เ้าควรรู้ไว้ว่า สตรีนางนั้นไม่ธรรมดา ต้องคอยระวังไว้หน่อย”
เมื่ออวิ๋นซีได้ยินแล้ว ก็อมยิ้มพยักหน้า “แท้จริงแล้วในวังหลวงแห่งนี้ ที่ใดกันจะมีคนธรรมดา ถึงกระนั้นสำหรับคนที่มีใจคิดไม่ดีต่อจวนหนิงอ๋องของข้า พวกเขาก็สามารถเข้ามาลองดูได้ หากคนอื่นไม่หาเื่ข้า ตัวข้าก็จะไม่หาเื่ใคร แต่หากพวกเขากล้า ข้าก็จักเลาะเอ็นเลาะกระดูกของพวกเขาออกมา ทำให้พวกเขาต้องคิดเสียใจที่ได้เกิดมาบนโลกใบนี้”
อวี๋อ๋องคิดไม่ถึงว่าแม่นางน้อยนี่จะมีความเผด็จการเพียงนี้ จึงหัวเราะฮ่าๆ ออกมาทันทีแล้วกล่าวเสริม “เด็กผู้หญิงต้องดุดันสักหน่อยถึงจะดี อีกสองสามวัน เมืองหลวงแห่งนี้ก็คงจะครึกครื้นแล้ว ใครบ้างที่ชั่วร้าย เมื่อถึงตอนนั้นก็คงจะได้เห็น”
คนทั้งสองสนทนาอยู่ชั่วครู่ก็ต้องแยกย้ายกันไป อวี๋อ๋องกำกล่องไม้ในมือแน่น เดินมุ่งหน้าไปยังจวนอ๋องด้วยท่าทีแน่วแน่ คนบางคนได้ถูกกำหนดมาแล้วว่า ตนต้องผิดต่อเขา และมีคนบางคนได้ถูกกำหนดมาแล้วเช่นกันว่า ตนไม่อาจปล่อยมือไปได้...
ทันทีที่กลับมาถึงจวนอ๋อง อวี๋อ๋องก็รีบไปดูสตรีสุดที่รักในดวงใจของเขาที่เรือนหลัง และเมื่อเห็นว่าพระชายาหลิงเยว่เซวียนกำลังเอนกายพิงหมอนอ่านตำราอยู่ เขาก็ขมวดคิ้วเดินเข้าไป ก่อนจะพูดว่า “เยว่เอ๋อร์ เ้าไม่เชื่อฟังอีกแล้ว”
หลิงเยว่เซวียนเห็นว่าสามีกลับมาแล้ว ก็ยิ้มตอบ “ข้าเพิ่งจะตื่นนอน และเห็นว่าท่านอ๋องไม่อยู่บ้าน จึงคิดจะอ่านตำราสักครู่ แต่สุดท้ายกลับถูกสามีมาเห็นเข้าพอดี”
อวี๋อ๋องถอนใจอย่างปลงๆ “ร่างกายเ้ายังไม่แข็งแรง หมอหลวงบอกแล้วว่าต้องบำรุงรักษาให้ดี เหตุใดเ้าถึงไม่เชื่อฟังเล่า”
“ข้ารู้ แต่หากจะให้อุดอู้อยู่แต่ในห้องทุกวัน ข้าคงต้องเป็บ้าไปจริงๆ แน่” เมื่อนางพูดจบก็คล้องแขนสามีแล้วยิ้มถาม “ถ้าอย่างไร พวกเราไปจวนหนิงอ๋องกันสักหน่อยดีหรือไม่ ข้าคิดถึงอาซีกับหวานหว่านแล้ว และอยากเห็นเด็กสองคนนั้นด้วย”
ไม่รู้เพราะเหตุใด ทุกครั้งที่ได้เห็นอวิ๋นซี ในใจนางจะรู้สึกอบอุ่นยิ่งเหมือนกับตอนที่ได้เห็นฮ่าวฟานลูกชายแท้ๆ ของตนก็ไม่ปาน อีกทั้งยังมีความรู้สึกบางอย่างที่อยากจะให้เด็กคนนั้นสนิทชิดเชื้อกับตน เป็ครอบครัวเดียวกัน
ถึงกระนั้นมีบางครั้งที่เมื่อนางคิดมาถึงตรงนี้ ก็รู้สึกว่าตนเป็บ้าไปแล้ว อย่างไรเสีย มารดาแท้ๆ ของอาซีก็ได้เจอมาแล้ว คนมีหน้าตาคล้ายตนมากจริงๆ ทั้งยังได้ยินมาว่า เป็สตรีที่มีวิชาแพทย์สูงส่งยิ่ง ขณะที่วิชาแพทย์ของอาซีเองก็ดีมากเช่นกัน ดังนั้น ผู้หญิงเช่นอีกฝ่ายนี่แหละที่จะสามารถให้กำเนิดเด็กที่ยอดเยี่ยมเยี่ยงอวิ๋นซีออกมาได้ หากให้พูดตามจริง นางอิจฉาสตรีผู้นั้นมากจริงๆ
“สามี หากไม่ใช่เพราะร่างกายข้าเป็เช่นนี้ ข้าเองก็อยากจะมีลูกสาวสักคน ข้าอยากให้นางตัวเล็ก นุ่มนิ่ม เหมือนกับหวานหว่าน ถ้าเป็เช่นนั้นได้จริงๆ จะดีสักเพียงใดกันนะ” นางอิงแอบอยู่กับสามี ทอดถอนใจอยู่ในใจ
อวี๋อ๋องลูบไล้ดวงหน้าน้อยๆ ที่ซีดขาวของภรรยา “เื่มีลูกอะไรนั่น เ้าไม่ต้องไปคิดแล้ว หากเ้าชอบหวานหว่านจริง ก็ให้นางมาพักที่จวนเราสักสองสามวันก็ได้” ร่างกายนางไม่แข็งแรง ตอนนั้นกว่าจะรักษาชีวิตนางไว้ได้ก็แทบเกินกำลัง หากยังจะมีลูกอีกคน ไม่แน่ว่าลูกยังไม่ทันคลอด เขาก็อาจต้องสูญเสียนางไปก่อน
เมื่อได้ยินว่าสามารถรับหวานหว่านมาพำนักที่นี่ได้ หลิงเยว่เซวียนก็ยิ้มด้วยความดีใจ “ข้าก็หวังว่าจะเป็ไปได้ ทว่า หวานหว่านเป็ลูกของอาซีกับจวินเหยียน จะอย่างไรก็ต้องให้พวกเขายินยอมด้วย”
“อืม” อวี๋อ๋องขบคิด ก่อนจะประคองนางพิงไปบนเตียงแล้วหยิบกล่องไม้ออกมา จากนั้นก็หยิบยาเม็ดสีขาวราวหิมะที่มีอยู่เม็ดหนึ่งออกมา “กินสิ่งนี้ก่อนเถิด เมื่อกินเสร็จแล้ว ข้าจะพาเ้าออกไปเดินเล่นด้านนอก”
หลายปีมานี้แน่นอนว่า หลิงเยว่เซวียนย่อมกินยามาไม่น้อย แต่พอได้เห็นยาเม็ดขาวใสราวหิมะนี้ นางกลับรู้สึกต่อต้านโดยธรรมชาติ อวี๋อ๋องเห็นความลังเลของนางได้อย่างชัดเจนจนรู้สึกใน้อยๆ จากนั้นก็สูดลมหายใจเข้าลึกแล้วพูดว่า “หากว่าเ้าไม่อยากกินก็ช่างเถอะ”
เมื่อพูดจบ เขาก็ยิ้มน้อยๆ พร้อมกับวางยาเม็ดนั้นกลับลงไปในกล่อง ทว่า ในดวงตาของเขากลับเต็มไปด้วยความเ็ป...ภรรยาปฏิเสธยาเม็ดนี้จะเท่ากับว่า นางไม่อยากลืมความทรงจำส่วนนั้นที่ฝังลึกอยู่ในใจหรือเปล่า
ความหวาดกลัวลนลานที่ไม่เคยมีมาก่อนแผ่กระจายอยู่ในหัวใจของอวี๋อ๋อง
