หนึ่งวันก่อนถึงงานชุมนุมประตูั!
“มหามงคล!”
ตัวอักษรสีแดงขนาดใหญ่สี่ตัวแปะหราอยู่บนอาคารเสินหวัง คนงานทุกคนลอบสูดลมหายใจกะทันหัน ทุกคนล้วนต้องทำงานหนักสุ่มเสี่ยงชีวิตตลอดการเฝ้าจับตาของาาอสรพิษจนกระทั่งทำงานเสร็จสมบูรณ์ก่อนถึงวันงานชุมนุมประตูัในที่สุด
แม้จะเป็แค่อาคารกึ่งสำเร็จรูปที่แล้วเสร็จไป แต่ก็ถือว่าเป็เสาหลักบอกความคืบหน้าที่ไม่เลวเลย
“ทำได้ดีมาก ขอบคุณทุกคนที่ทำงานหนัก อาคารของเราเสร็จจนได้! ทุกคนจะได้บำเหน็จรางวัลในภายหลังแน่นอน!” หวังเค่อยืนอยู่บนระเบียงชั้นสามของอาคารขณะบอกกล่าวต่อคนงานทั้งหมด
“ประมุขหวังใจกว้างปราดเปรื่อง!” คนงานหลายคนะโโห่ร้องอย่างตื่นเต้นยินดี
“พรุ่งนี้ก็จะถึงงานชุมนุมประตูัแล้ว งานชุมนุมเป็โอกาสที่ศิษย์จากหลากหลายตระกูลจะได้เป็เหมือนมัจฉาที่ะโผ่านประตูั พวกเราจะทำให้โอกาสในการเปลี่ยนแปลงโชคชะตาในครั้งนี้ต้องล่าช้าไปไม่ได้เด็ดขาด ข้าก็เลยช่วยรักษาความสงบสุขเพื่อที่นักศึกษาทุกคนจะได้แสวงหนทางเซียนในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม! ข้าตัดสินใจแล้วว่าจะให้ทุกคนได้พักร้อนสามวัน ตลอดสามวันนี้ขอให้ใช้เงินบำเหน็จรางวัลที่ข้ามอบให้ไปสังสรรค์ด้วยกันที่เมืองหลงเซียน และยกสถานที่จัดงานชุมนุมประตูัให้กับเหล่านักศึกษาทุกๆ ท่านเถอะ!” หวังเค่อะโ
“ดี!” คนงานทุกคนขานรับ
“อีกสามวันให้ทุกคนกลับมาเข้างานตรงเวลา ทีนี้ก็เชิญรับเงินได้เลย!” หวังเค่อะโ
“เฮ!”
กลุ่มแรงงานเืร้อนพุ่งตัวไปหาเสมียนเพื่อรับเงิน
“เสร็จแล้ว? หวังเค่อ เ้าคิดจะสร้างอาคารเสินหวังหลังที่สองต่อไปจริงหรือนี่?” จางเจิ้งเต้าทางด้านข้างถามอย่างสงสัย
“ผายลม หากไม่สร้างต่อ แล้วข้าจะสิ้นเปลืองเรี่ยวแรงไปทำซากอะไร จริงสิ ข้าให้เ้าไปขู่ลูกค้าที่ซื้อประกันให้กลัวไม่ใช่หรือ เป็ไปได้ว่าพรุ่งนี้อาจเกิดศึกใหญ่ระหว่างฝ่ายธรรมะอธรรมขึ้นมา อย่าทำให้ข้าต้องเสียเงินเชียวล่ะ นี่เ้ามากลัวเสียเองได้ยังไง?” หวังเค่อหันมาทางจางเจิ้งเต้า
จางเจิ้งเต้าหน้าแข็งทื่อ “เื่นี้ เื่นี้...!”
“พรุ่งนี้ก็จะถึงงานชุมนุมประตูัอยู่แล้ว! เ้าคงจะไม่ได้ยังทำไม่เสร็จหรอกใช่ไหม? อาคารหลังนี้ใส่หลังคาปิดงานแล้ว แต่หลายวันมานี้เ้าทำอะไรไปบ้าง?” หวังเค่อถลึงตาใส่อีกฝ่ายอย่างอารมณ์เสีย
“ข้าขู่พวกมันไปได้หลายคนแล้วเถอะ แถมข้ายังทำถึงขั้นปลอมตัวเป็ศิษย์มารไปดักตีหัวขู่ขวัญพวกมันมาแล้วด้วยซ้ำ มีกลุ่มหนึ่งหนีไปแล้ว แต่ก็ยังมีเหลืออีกยี่สิบที่ไม่เชื่อเื่ผีสาง ให้ตายยังไงก็ไม่ยอมไป!” จางเจิ้งเต้ายิ้มเจื่อน
“ยี่สิบคน? หากพรุ่งนี้พวกมันตายห่ากันไปหมด งั้นข้าไม่ต้องควักเงินสองล้านชั่งออกมาพอดีรึ?” หวังเค่อจ้องจางเจิ้งเต้าตาขวาง
“ไม่แน่ ไม่แน่หรอก ใช่ว่าพรุ่งนี้จะต้องเกิดศึกขึ้นมาแน่นอนเสียที่ไหนกัน” จางเจิ้งเต้ายิ้มเจื่อน
“ผายลม! พรุ่งนี้จะต้องเกิดศึกแน่อยู่แล้ว!” หวังเค่อตวาด
แม่งเอ๊ย มารอริยะมาด้วยตัวเองเชียวนะ หวังเค่อมองเห็นเลยว่าจะต้องเกิดความอลหม่านวุ่นวายกันสุดเหวี่ยงแน่ๆ ขืนต้องจ่ายเงินสองล้านชั่งนี้ไป งั้นข้าไม่ต้องร่ำไห้เป็ท้องธารพอดีรึ?
“จางเจิ้งเต้า เ้าทำงานไม่ดีพอ หากคนพวกนี้ตายขึ้นมา เงินชดเชยข้าจะหักออกจากกำไรส่วนแบ่งของเ้า เ้าต้องคายส่วนที่กลืนเข้าไปแล้วกลับออกมา!” หวังเค่อจับจ้องอีกฝ่าย
“อะไรนะ? ได้ที่ไหนกัน!” จางเจิ้งเต้าจ้องกลับ
“ทำไมจะไม่ได้! เื่เล็กๆ แค่นี้เ้าก็ยังจัดการไม่เรียบร้อยเลย? เ้าได้ทำประโยชน์อะไรให้ข้าบ้าง?” หวังเค่อฉุนจัด
“แต่พวกมันไม่ยอมไปกันนี่นา แล้วจะให้ข้าทำยังไง!?” จางเจิ้งเต้าเองก็มีน้ำโห
“แม่งเอ๊ย ไม่ใช่ว่าเ้าดักตีหัวขู่ขวัญไม่ได้สักหน่อย? หากขู่ไม่ได้งั้นก็ฟาดให้สลบไปจริงๆ ซะเลย! พอพวกมันสลบแล้วก็มัดตัวพาไปให้ห่างจากที่นี่เสีย! พาไปส่งที่ที่ปลอดภัยรอจนกว่างานชุมนุมจะยุติลงค่อยปล่อยพวกมันไป แค่นี้ก็เรียบร้อยแล้วนี่?” หวังเค่อยังคงจับจ้องจางเจิ้งเต้าไม่วางตา
จางเจิ้งเต้าอ้าปากค้าง “หวังเค่อ ก่อนหน้านี้เ้าเคยเป็โจรถ่อยมาก่อนสินะ? แม้แต่เื่พรรค์ก็ยังจะทำออกมาได้?”
“ใช่ข้าที่ไหน นั่นมันเ้าต่างหาก! โจรบ้านอื่นลักพาตัวทำร้ายคน แต่ที่พวกเราทำอยู่คือช่วยชีวิตคนต่างหาก! ช่วยชีวิตคนน่ะเ้าเข้าใจไหม? ช่วยชีวิตคนยังได้บุญกว่าสร้างเจดีย์เจ็ดชั้นเป็ไหนๆ! เ้าไม่เข้าใจรึไง!” หวังเค่อถลึงตา
จางเจิ้งเต้าหน้าดำ แม่งเอ๊ย ข่มขู่ ลักพาตัว แต่พอเป็เ้าพูดกลับกลายเป็การทำความดีเปี่ยมพระเมตตาไปเสียฉิบ หัวใจเ้าที่แท้ดำเป็น้ำหมึกขนาดไหนกัน!
หวังเค่อหันหน้ามาทางพี่รอง “แล้วฝั่งเ้าเป็ยังไงบ้าง?”
“รายงานท่านประมุข ผู้เยาว์หน่วยองครักษ์เสื้อแพรทั้งห้าร้อยถูกเกณฑ์ตัวมาก่อนเวลาและได้เข้าร่วมสำนักเซียนใหญ่ต่างๆ ไปกันหมดแล้ว หลังการตระเตรียมอีกเล็กน้อย หน่วยองครักษ์เสื้อแพรรุ่นเยาว์ของเราได้ติดตามศิษย์สำนักเซียนพวกนั้นกลับเข้าสำนักเซียนใหญ่ไปกันหมดแล้ว!” พี่รองกล่าวรายงานด้วยความเคารพ
“ดู เห็นรึยังว่าพี่รองทำงานได้ดีแค่ไหน นี่เขาเรียกสิ้นเื่ราวผลัดภูษาแล้วจากลา เร้นกายาปิดบังชื่ออำพรางตน! กระทำเื่ราวลุล่วงด้วยดี ผลกรรมอันใดล้วนมิอาจแปดเปื้อน! ใจกว้างปราดเปรื่องแค่ไหน! แล้วหันมาดูเ้า สรุปแล้วเ้าได้ทำอะไรเป็ชิ้นเป็อันบ้าง!?” หวังเค่อด่าเปิง
จางเจิ้งเต้าหน้าแข็งทื่อ ข้าเองก็จนปัญญาเหมือนกัน!
“มองอะไร? มัวแต่ยืนอยู่ทำไม? ยังไม่รีบไปทำงานอีกเรอะ!? เ้าอยากให้ข้าควักเงินชดเชยมากเลยสิท่า! พี่ท่านช่วยเหลือทางให้ข้าเดินบ้างได้หรือไม่?” หวังเค่อสีหน้าหดหู่สุดอาดูร
“แม่งเอ๊ย พวกมันส่วนใหญ่ล้วนเป็ดวงธาตุทองคำ ข้าจะไปลักพาตัวพวกมันคนเดียวได้ยังไงไหว เ้าต้องหาคนมาช่วยข้า!” จางเจิ้งเต้าพิโรธ
“เ้าล้อเล่นอะไรอยู่? ข้าเป็นักธุรกิจผู้เที่ยงตรง จะไปทำเื่ต่ำช้าอย่างการลักพาตัวได้ยังไง? เ้าหาผิดคนแล้ว!” หวังเค่อถลึงตา
จางเจิ้งเต้าหน้าดำ แม่งเอ๊ย อ๋อ สรุปแล้วล้วนเป็ข้าที่ทำเื่อุบาทว์งั้นสิ?
“ข้าจำได้ว่าตอนแรกเ้าเป็คนบอกเองว่าจะทำเงินกับข้า งานหนักงานสกปรกใดเ้าล้วนรับไว้หมด!” หวังเค่อนึกย้อนไปถึงตอนที่จางเจิ้งเต้าเคยลั่นวาจาไว้
จางเจิ้งเต้าผงะไป เ้าไปเรียนวิชาอ่านใจคนมารึไง? แม้แต่คำบ่นในใจข้าเ้าก็ยังจะได้ยิน?
“ไปๆ รีบไปได้แล้ว!” หวังเค่อเร่ง
จางเจิ้งเต้าได้แต่หมุนตัวกลับไปทำงานสกปรกด้วยใจอันหดหู่ ไม่ใช่เป็เพราะโดนหวังเค่อเร่งไปเสียหมด แต่เป็เพราะว่าตนก็ทำงานได้ไม่ดีพอจริงๆ นั่นแหละ ตลอดเวลาสามสี่เดือนที่ผ่านมากลับไม่อาจจูงใจพวกมันให้จากไปได้ นี่ไม่ใช่เป็เพราะข้าขาดความสามารถหรือ? แม้คำพูดที่ออกมาจากปากหวังเค่อจะฟังระคายหูไปสักหน่อยแต่ขณะเดียวกันก็มอบโอกาสให้ตนได้แก้ไขความผิดพลาดด้วยตัวเอง!
จางเจิ้งเต้าเพิ่งจากไปไม่ทันไรจู่ๆ ก็มีเสียงดังขึ้นที่ข้างหูของหวังเค่อกะทันหัน
“โอ้โฮ่ หวังเค่อ เ้านี่น่าทึ่งจริงๆ นะ!” เสียงของสตรีนางหนึ่งถ่ายทอดมา
หวังเค่อเปลี่ยนสีหน้าโดยพลัน แย่แล้ว ทำไมนางถึงมาเร็วขนาดนี้ล่ะ?
“ยังไม่รีบมาพบข้าอีก!” เสียงยะเยียบของสตรีนางนั้นดังขึ้นในกกหูของหวังเค่ออีกครั้ง
“มาแล้ว มาแล้ว!” หวังเค่อรีบตอบรับอย่างหวาดวิตก
หวังเค่อกระโจนลงจากอาคารกึ่งสำเร็จรูปก่อนมุ่งหน้าไปทางเมืองหลงเซียน
ตอนนั้นเองจู่ๆ าาอสรพิษก็เงยหน้าขึ้น
“หวังเค่อ แล้วข้าล่ะ? ยังต้องรั้งอยู่ที่นี่ต่ออีกหรือ?” าาอสรพิษเอ่ยอย่างมีโทสะ
แม่งเอ๊ย คนงานพวกนั้นเอาเงินไปกินเที่ยวในเมืองหลงเซียนอย่างเริงร่ากันหมดแล้ว แต่ข้าต้องมานั่งจับเจ่าเฝ้ายามอยู่ที่นี่โดยไม่ได้อะไรเลย? เ้ารู้ไหมว่าวันๆ หนึ่งมีฝุ่นมากมายขนาดไหน? ข้าโดนฝุ่นจนหายใจหายคอไม่ออก ลืมตาไม่ขึ้นเลยด้วยซ้ำ
หวังเค่อผงะไป “าาอสรพิษ ไม่ใช่ว่าข้าให้ของอร่อยเ้ากินทุกวัน? พรุ่งนี้งานชุมนุมประตูั ถึงตอนนั้นบรรยากาศเร่าร้อนซู่ซ่า เ้าก็อยู่เฝ้าไปนี่แหละ ไม่แน่ว่าอาจได้ปราณัด้วยก็ได้!”
าาอสรพิษพอได้ยินว่ายังจะให้ตนอยู่ต่อก็รู้สึกรับไม่ได้ขึ้นมา “เ้าก็อยู่เองสิ ข้าไม่คิดจะอยู่ที่นี่ให้คนมุงดูแน่ ปราณัจากงานชุมนุมัได้มาง่ายขนาดนั้นเชียว? ปราณัในงานชุมนุมัปะทุคราใดอสูรในทะเลพิษข้าก็จะแห่แหนกันมา ไม่ใช่ได้ตายตกอย่างน่าอนาถพอดีรึ?”
“เ้าจะกลัวอะไร? ทุกคนต่างไว้หน้าข้ากันหมด ไม่มีใครมาสร้างความลำบากให้เ้าแน่! หลายวันนี้เ้าลำบากดูงานสถานที่ พรุ่งเมื่อปราณัปะทุเ้าก็ฟื้นฟูพลัง ถือซะว่าเป็ค่าแรงสำหรับการเฝ้ายามตลอดหลายวันนี้ ส่วนเื่ที่ว่าฝ่ายธรรมะอธรรมจะมาตอแยเ้า เ้าแค่บอกชื่อข้าออกไปก็พอแล้ว!” หวังเค่อว่า
“บอกชื่อเ้าออกไปมีประโยชน์อะไร ข้า...!” าาอสรพิษพูดมาครึ่งทางก็ชะงักค้างไป
บอกชื่อหวังเค่อมีประโยชน์อยู่จริงๆ มีประโยชน์ในแง่ความอาถรรพ์ แม่งเอ๊ย อย่าบอกนะว่าพรุ่งนี้ข้าจะได้ปราณัเท่าไหร่ก็ได้ตามใจปรารถนาจริงๆ? ดูเหมือน ดูเหมือนจะเป็ไปได้จริงนะนี่?
“เอาละ ข้ามีเื่ด่วน ไม่อยู่ต่อปากต่อคำกับเ้าแล้ว!” หวังเค่อเอ่ยจบก็วิ่งหายไปทันที
าาอสรพิษมองส่งหวังเค่อจนลับตา นิ่งเงียบไปนาน สรุปว่าครั้งนี้ตนโชคร้ายหรือว่าโชคดีกันแน่นะ?
หวังเค่อเร่งรุดไปยังคฤหาสน์ตระกูลหวังของเมืองหลงเซียน
ทันทีที่มาถึงคฤหาสน์หวังเค่อก็ตรงไปยังสวนหย่อมเล็กที่จูเยี่ยนอยู่ทันที
ภายในสวนหย่อมเล็ก จื่อปู้ฝานกำลังนั่งจิบชารออยู่ตรงโต๊ะหินในสวนขณะมองมายังหวังเค่อด้วยใบหน้าเ็า
“เ้าตำหนักจื่อ ไม่เจอกันนานเลยนะ!” หวังเค่อขยับเข้าใกล้พลางเอ่ยคำอย่างสุภาพนอบน้อม
ก่อนหน้านี้ข้าอธิบายต่อคนของข้าไว้แล้วว่าอาจมีคนใหญ่คนโตมาที่สวนหย่อมแห่งนี้ กำชับไม่ให้พวกมันละเลยแขกที่กำลังมา ตอนนี้หวังเค่อรู้สึกพึงใจ ยังช่วยจื่อปู้ฝานรินชาให้อีกกาหนึ่ง
“หวังเค่อ จูหงอีเล่า?” จื่อปู้ฝานถามเสียงเย็น
ตอนอยู่ชิงจิง จื่อปู้ฝานให้จูหงอีเป็คนพาจูเยี่ยนมา แต่ไม่คิดว่าจูหงอีไม่ได้มา แล้วนี่จะให้จื่อปู้ฝานพอใจได้ยังไงไหว?
“เ้าตำหนักจื่อ ท่านหาที่นี่เจอได้ยังไง?” หวังเค่อถามอย่างสงสัยใคร่รู้
ตอนแรกโม่ซันซันหาตัวจูเยี่ยนไม่เจอด้วยซ้ำ แต่ทำไมพอจื่อปู้ฝานมาปุ๊บก็เจอที่นี่ปั๊บเลยล่ะ?
“ฮึ่ม! เ้ายังไม่ตอบคำถามข้ามาเลย!” จื่อปู้ฝานถลึงตาท่าทางโกรธใช่เล่น
หวังเค่อหน้าเปลี่ยนสี นี่ชักจะรับมือยากแล้วสิ สำหรับสตรีที่คลั่งรัก ลองได้สติแตกขึ้นมานางย่อมไม่สนใครหน้าไหนแน่! หากคำตอบข้าไม่เข้าท่าละก็มีหวังถูกนางถล่มคฤหาสน์ตระกูลหวังแน่เลย!
หวังเค่อสูดลมหายใจลึกก่อนครุ่นคิดในใจ จูหงอี เพื่อที่ข้าจะได้ไม่ต้องสูญเสียทรัพย์สินไป คงมีแต่ต้องให้เ้ารับความไม่เป็ธรรมไปซะ
“เ้าตำหนักจื่อ เฮ้อ ท่านจะโทษเ้าตำหนักจูไม่ได้ เขาเองก็มีเื่หนักใจเหมือนกัน!” หวังเค่อถอนใจ
“หือ?” จื่อปู้ฝานนิ่วหน้า
“พวกเราต่างมองออกว่าท่านมีใจให้กับเ้าตำหนักจู แล้วเ้าตำหนักจูมีหรือจะมองไม่ออก? ประเด็นคือวิธีของท่านนั้นมีปัญหา! ท่านทำเช่นนี้ไม่เพียงแต่ไม่อาจชิงเ้าตำหนักจูกลับมา หากรังแต่จะผลักไสเขาออกไปมากกว่า!” หวังเค่อเกลี้ยกล่อม
“เ้าหมายความว่าอะไร?” จื่อปู้ฝานเอ่ยเสียงเย็น
“ข้าหมายความว่าท่านไปหาจูหงอีเป็การส่วนตัวเลยก็ได้นี่! เช่นนั้นไม่ว่าท่านมีความคิดอ่านอันใดเขาก็พร้อมยอมรับได้ง่ายๆ แต่ถ้าท่านแสดงความรู้สึกต่อหน้าคนมากมาย เขาก็คงรับไม่ได้หรอก!” หวังเค่อเกลี้ยกล่อม
“มีอะไรให้รับไม่ได้กัน?” จื่อปู้ฝานกดเสียงต่ำ
“ท่านอาจไม่ทราบ แต่ตอนที่เ้าตำหนักจูปฏิเสธท่านต่อหน้าธารกำนัลบางทีอาจไม่ใช่ความตั้งใจเดิมของเขาก็ได้!” หวังเค่อว่า
“หือ?” จื่อปู้ฝานผงะไป
ไม่ใช่ความตั้งใจเดิม?
“บางทีตอนแรกเขาอาจไม่ได้รู้สึกสนใจในตัวท่าน แต่เวลาผ่านมานานขนาดนี้ไม่แน่ว่าความรู้สึกของเขาอาจเปลี่ยนไปแล้วก็ได้นี่? เพียงแต่ตอนแรกดันเอ่ยวาจาออกไปแล้ว จู่ๆ จะให้เปลี่ยนท่าทีก็คงเสียหน้าแย่! ขึ้นชื่อว่าเป็บุรุษย่อมต้องรักษาหน้าตาศักดิ์ศรี เพราะฉะนั้นท่านก็ควรจะเว้นระยะให้เขาได้หายใจ อีกย่างถ้าท่านอยากเจอเ้าตำหนักจู ท่านก็ไปเจอเป็การส่วนตัวก็ได้! บางทีอาจบังเกิดผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึงก็ได้นะขอรับ!” หวังเค่อโน้มน้าว
“จริงหรือ?” จื่อปู้ฝานนิ่วหน้าเล็กน้อย
“แน่อยู่แล้ว! ครั้งนี้ท่านให้จูหงอีนำจูเยี่ยนมาส่งที่เมืองหลงเซียนได้พิจารณาถึงความคิดอ่านของเขาก่อนหรือไม่? ท่านไม่เปิดโอกาสให้เข้าได้ปฏิเสธเลยสักนิด พอพูดเสร็จท่านก็ตีตัวจากเลย เหมือนกับเป็การออกคำสั่งกันอย่างไรอย่างนั้น เปลี่ยนเป็คนอื่นใครมันจะทนได้? เปลี่ยนเป็ท่าน ลองมีบุรุษมาสั่งให้ท่านทำนู่นทำนี่บ้างท่านจะยอมไหมล่ะ?” หวังเค่อโน้มน้าวต่อ
จื่อปู้ฝานขบริมฝีปากครุ่นคิดคำนึง
“เพราะฉะนั้นเ้าตำหนักจื่อ รอเสร็จงานชุมนุมประตูัครั้งนี้ก่อนท่านค่อยไปคุยกับจูหงอีเอาเองดีกว่า! อย่างไรซะนี่ก็เป็เื่ระหว่างพวกท่าน เอาแต่ให้คนนอกมาหัวเราะต่อกระซิกคงจะดูไม่ดีเท่าไหร่!” หวังเค่อกล่อมเกลา
“ใครมันกล้ามาหัวเราะเยาะข้า!” จื่อปู้ฝานแม้ว่าโกรธแต่เสียงของนางก็เบาลงไปเยอะ
“แม้ต้องพลัดพรากจากจรกันเนิ่นนาน ความรักกลับยังยั้งรั้งอยู่ทุกเพลา[1] อย่าไปสนผลได้ผลเสียเพียงครู่คราว! นิสัยชอบเอาชนะมีแต่จะยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายมากขึ้นเรื่อยๆ ค่อยๆ เป็ค่อยๆ ไปดีกว่าขอรับ!” หวังเค่อยิ้มปลอบใจ
จื่อปู้ฝานมองหน้าหวังเค่อด้วยสีหน้าพิกล นี่เ้ารู้บทกวีด้วย?
แม้ต้องพลัดพรากจากจรกันเนิ่นนาน ความรักกลับยังยั้งรั้งอยู่ทุกเพลา? บทกวีนี้พอออกมาจากปากของเ้า ทำไม ทำไมอรรถรสถึงได้เปลี่ยนไป?
เมื่อกี้ตนยังโมโหอยู่แท้ๆ แต่เพียงไม่นานก็หายโกรธไปเสียอย่างนั้น? นี่มันน่าโมโหมั้ยเล่า?
หวังเค่อพอเห็นว่าจื่อปู้ฝานหายอารมณ์เสียแล้วก็ลอบเป่าปากโล่งอก
“เชิญๆ เ้าตำหนักจื่อ จูเยี่ยนอยู่ในห้องนี่เอง ท่านพามันไปได้เลย! ทีนี้ก็ถือว่าข้าทำงานที่จูหงอีมอบหมายไว้ให้สำเร็จแล้ว!” หวังเค่อรีบบอก
ในที่สุดก็ส่งตัวซวยทั้งสองนี้ไปได้ซะที! วิเศษไปเลย!
[1] รักแท้ไม่แพ้ทั้งระยะทางและระยะเวลา
