บนท้องฟ้า อินทรีสีม่วงทองขนาดมหึมากำลังบินตรงเข้ามาหาร่างของจางเหวิน
ปีกขนาดั์ของมันกางออกอย่างสง่างาม ทุกครั้งที่กระพือเกิดคลื่นลมขนาดใหญ่กวาดเมฆให้แตกกระจายเป็วงกว้าง รัศมีสีม่วงปนทองไหลเวียนไปตามเส้นขนราวกับกระแสพลังมีชีวิต
ดวงตาของมันเปล่งแสงสีทองคมกริบราวกับสามารถมองทะลุทุกสิ่ง
ออร่าระดับกึ่งจักรพรรดิขั้นสูงสุด แผ่กระจายออกมาอย่างชัดเจน ทำให้อากาศรอบด้านบิดเบี้ยวเล็กน้อย
แต่สิ่งที่ดึงดูดสายตามากกว่านั้น คือหญิงสาวที่ยืนอยู่บนหลังของมัน
นางยืนสงบนิ่งราวกับไม่รับรู้ถึงสายลมแรงที่พัดกระหน่ำ เสื้อคลุมยาวสีขาวเงินปลิวไหวอย่างช้า ๆ ผมยาวสีดำสนิทลู่ไปตามแรงลม ใบหน้าของนางถูกปิดทับไว้ด้วยผ้าคลุมหน้าอย่างมิดชิด ดวงตาของนางไร้ซึ่งอารมณ์
การบ่มเพาะของนางในระดับกึ่งจักรพรรดิขั้นสูงสุด ถูกปลดปล่อยออกมาโดยไม่มีการปกปิดใดๆ
เพียงการยืนอยู่เฉย ๆ ก็ทำให้แรงกดดันรอบตัวหนักอึ้งขึ้นอีกระดับหนึ่ง
ที่เอวของนางมีตราผู้าุโแห่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์สระหยกห้อยอยู่ แผ่นหยกสีเข้มสลักอักขระโบราณเปล่งแสงจาง ๆ เป็สัญลักษณ์แห่งอำนาจที่ไม่มีใครในภาคใต้ของทวีปลมดำไม่รู้จัก
อีกด้านหนึ่งของท้องฟ้า
เสียงแหวกอากาศแหลมคมดังขึ้นอย่างรวดเร็ว
กระบี่ั์เล่มหนึ่งกำลังผ่าฝนเข้ามาด้วยความเร็วสูง หยดน้ำฝนที่ตกกระทบคมกระบี่ถูกแยกออกเป็สองฝั่งทันที เกิดเป็เส้นทางว่างกลางสายฝนราวกับมันกำลังตัดท้องฟ้าออกจากกัน
บนกระบี่นั้นมีชายชราสามคนยืนอยู่
เสื้อคลุมยาวสีขาวของพวกเขาปลิวสะบัดเบา ๆ ใบหน้าเต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งกาลเวลา แต่สายตากลับเฉียบคมและมั่นคง
การบ่มเพาะของพวกเขาที่แสดงออกมาอยู่ในระดับกึ่งจักรพรรดิขั้นที่ 7 สองคน และขั้นที่ 8 หนึ่งคน
ออร่าของทั้งสามหนักแน่นราวกับูเาโบราณที่ตั้งตระหง่านมานับหมื่นปี เพียงแค่ยืนอยู่เฉยๆ ก็ทำให้พลังในอากาศหยุดนิ่งชั่วขณะ
และยังไม่หมดเพียงเท่านั้น ท้องฟ้าอีกฟากหนึ่งเริ่มสั่นะเื
เสียงคำรามดังสะท้อนออกมาจากชั้นเมฆ
ัสีแดงเพลิงและัสีขาวบริสุทธิ์กำลังบินผ่านม่านฝนเข้ามาอย่างง่ายได้
ร่างยาวเหยียดของพวกมันเคลื่อนไหวอย่างสง่างาม เปลวไฟสีแดงลุกไหม้รอบตัวัเพลิง ขณะที่หมอกสีขาวเย็นหมุนวนรอบร่างัขาว
ทุกครั้งที่พวกมันขยับตัว คลื่นพลังมหาศาลก็แผ่กระจายออกไป ทำให้เมฆรอบด้านแตกกระจายเป็วงกว้าง ออร่าของทั้งสองอยู่ในระดับกึ่งจักรพรรดิขั้นสูงสุด
และทุกคน…กำลังบินตรงมาหาจางเหวิน
แรงกดดันมหาศาลซ้อนทับกันจนบรรยากาศทั้งฟากฟ้าหนักอึ้งราวกับโลกกำลังเตรียมตัวรับพายุขนาดใหญ่ั์
พลังิญญาในอากาศปั่นป่วนอย่างรุนแรง ท่ามกลางแรงกดดันทั้งหมดนั้น
จางเหวินมองภาพเบื้องหน้าด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัย ดวงตาของเขาสะท้อนภาพของผู้ทรงพลังทั้งหมดโดยไม่มีความหวั่นไหวแม้แต่น้อย ก่อนที่จะสร้างหน้ากากสีดำสนิทขึ้นมาปิดใบหน้าทั้งหมด
เสื้อคลุมสีขาวของเขาปลิวไสวเบา ๆ ท่ามกลางคลื่นพลังมหาศาล
ร่างผู้แข็งแกร่งระดับกึ่งจักรพรรดิทั้งหมดต่างมาหยุดอยู่ที่จุดเดียวกันโดยไม่ได้นัดหมาย ราวกับมีแรงบางอย่างดึงดูดพวกเขาให้มารวมตัว ณ สถานที่แห่งนี้
บรรยากาศนิ่งสนิทจนน่าขนลุก
ไม่มีใครพูด
ไม่มีใครขยับ
มีเพียงเสียงสายฝนที่ตกกระทบชั้นเมฆและพลังคุ้มกันรอบกายของแต่ละคนดังแ่ ๆ อย่างต่อเนื่อง
อินทรีม่วงทองลอยนิ่ง ปีกกว้างหลายกิโลเมตรกำลังขยับขึ้นลงช้า ๆ หญิงสาวบนหลังมันยืนตรงอย่างสง่างาม สายตาคมกริบจ้องไปยังร่างของจางเหวิน
กระบี่ั์หยุดกลางอากาศ ชายชราสามคนยืนเคียงกันอย่างมั่นคง เสื้อคลุมปลิวไหวเบา ๆ ท่ามกลางสายฝนที่ไม่อาจแตะต้องตัวพวกเขาได้
ัแดงและัขาวลอยอยู่ด้านข้าง ตัวหนึ่งเต็มไปความสงบนิ่งส่วนอีกตัวเต็มไปด้วยโทสะที่ไม่สามานย์ปกปิดได้
และตรงกลางของวงล้อมนั้น จางเหวินลอยนิ่งอยู่กับที่อย่างสงบ
ทุกสายตาจับจ้องมาที่เขา
บางสายตามีความระแวง บางสายตาเต็มไปด้วยความสงสัย บางสายตาแฝงความเป็ศัตรู และบางสายตา…มีเจตนาสังหารชัดเจน
จางเหวินเองก็มองพวกเขาทีละคนอย่างใจเย็น
พลังของแต่ละฝ่ายปรากฏในสายตาของเขาอย่างชัดเจน
ผู้ที่อ่อนแอที่สุดในที่นี้คือกึ่งจักรพรรดิขั้นที่ 7
ผู้แข็งแกร่งที่สุดคือกึ่งจักรพรรดิขั้นสูงสุด
ระดับโชคชะตาของแต่ละคนก็ปรากฏในสายตาเขาเช่นกัน และผู้ที่มีโชคต่ำที่สุดในที่นี้คือสีแดงและสูงสุดคือสีทอง
ส่วนค่าความชอบนั้นอยู่ในระดับต่ำๆ จนติดลบก็มีแค่ัขาวเท่านั้นส่วนคนอื่นๆ อยู่ระหว่าง 5-30
แต่ทว่าหญิงสาวที่ยืนอยู่บนหลังของนกอินทรีสีม่วงทองนั้นแตกต่างออกไป จางเหวินจ้องไปที่นางด้วยความแปลกใจ เพราะตอนนี้หญิงสาวคนนั้นให้ความรู้สึกที่คุ้นเคยแต่ก็ไม่คุ้นเคยในเวลาเดียวกัน
[ชื่อ: หลินไท่จี๋]
[ระดับการบ่มเพาะ: กึ่งจักรพรรดิ ขั้นสูงสุด]
[ร่างกายพิเศษ: ดวงตาแห่ง์ (ระดับ???) ]
[โชค: ทอง]
[ความชื่นชอบ: 80]
ขณะเดียวกัน
ทุกคนเริ่มประเมินสถานการณ์อย่างเงียบงัน วิเคราะห์ทุกสิ่งที่มองเห็น
จางเหวินสวมชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ที่สะอาดไร้ตำหนิ ตัดกับท้องฟ้าสีเทาอย่างชัดเจน ใบหน้าถูกปกปิดด้วยหน้ากากสีดำสนิทที่เรียบไร้ลวดลาย ทำให้ไม่มีใครสามารถมองเห็นสีหน้าหรือแววตาที่แท้จริงได้
ทุกคนในที่นี้ต่างก็ััพลังของจางเหวินได้เช่นกัน เพราะเขาไม่ได้ปกปิดออร่าแม้แต่น้อย นั้นคือกึ่งจักรพรรดิขั้นที่ 9 และดูเหมือนว่าชายคนนี้จะก้าวขาหนึ่งข้างไปสู่ระดับจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่แล้ว
ถ้าพวกเขามาช้ากว่านี้อีกเพียงเล็กน้อย ชายคนนี้อาจกลายเป็จักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ไปแล้วจริงๆ
จากการสำรวจคร่าวๆ ในตอนนี้ทำให้บางคนในที่นั้นใจสั่นโดยไม่รู้ตัว
และแล้ว ความเงียบก็พังทลายลง
เสียงทุ้มลึกของัแดงดังขึ้นก่อน
“ขอโทษสหายเต๋าด้วย ที่พวกเรามาขัดขวางการบำเพ็ญเพียรของเ้า แต่พอดีว่าข้ากำลังตามหาใครบางคนอยู่ เขามีชื่อว่าเย่เฉิน หน้าตาประมาณนี้”
พลังลมปราณควบแน่นขึ้นตรงหน้าัแดง กลายเป็ภาพลอยของชายหนุ่มผู้หนึ่ง ใบหน้าคม ดวงตาแน่วแน่ ราวกับเป็ภาพจริง
จางเหวินจ้องมองภาพนั้นอย่างสงบ ไม่มีความเปลี่ยนแปลงใดๆ ที่แสดงออกมา
ก่อนจะตอบเรียบ ๆ
“ข้าไม่เคยเห็นเขาเลย แต่เ้าลองไปถามคนอื่นก่อนเพราะข้าเองก็พึ่งมาถึงที่นี่ได้ไม่นาน”
บรรยากาศรอบด้านเย็นลงทันที เมื่อน้ำเสียงของัขาวดังขึ้นมา
“ตอนนี้เขาอยู่ไหน ข้าให้โอกาสเ้าบอกข้ามาเดี๋ยวนี้!!”
แต่จางเหวินไม่ได้ตอบ เขาเพียงละสายตาไปยังคนอื่นรอบวงเหมือนไม่ได้สนใจคำถามนั้นแม้แต่น้อย
“แล้วพวกเ้าที่เหลือล่ะ มีธุระอะไรหรือไม่”
การเมินเฉยนั้นทำให้แรงกดดันในอากาศยิ่งตึงเครียดขึ้นอีก เมฆบนท้องฟ้ารอบร่างกายของัขาวเริ่มหมุนวน
หญิงสาวบนอินทรีม่วงทองเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของนางเรียบเฉยและเ็า
“ข้ามาตามหาหญิงสาวคนหนึ่ง นางชื่อเย่ซิน เ้ารู้จักหรือไม่?!”
จางเหวินส่ายหน้า ก่อนที่จะหันหน้าไปมองชายชราทั้งสามคนบนกระบี่
“แล้วพวกเ้าล่ะ”
แต่ในวินาทีนั้น ัขาวคำรามเสียงดังลั่นอีกครั้ง เสียงดังนั้นก้องจนฝนทั้งหมดหยุดตกไปชั่วขณะ
“เ้าตอบข้าสิ ไอ้เ้ามนุษย์!”
ทว่า
จางเหวินยังคงนิ่งเฉยเหมือนเดิม
ชายชราหนึ่งในสามคนประสานมือเล็กน้อยแล้วพูดอย่างสุภาพ
“ข้าเองก็มาตามหาคนเช่นกัน นางมีชื่อว่ามู่หลิง เป็ธิดาศักดิ์สิทธิ์แห่งสำนักภูผากระบี่ นางมีเชื้อสายมาจากตระกูล มู่ แห่งเมืองดาบ์ เ้าพอจะรู้จักนางหรือไม่”
จางเหวินส่ายหน้าเล็กน้อย ก่อนจะตอบ
“ข้าไม่รู้จักทั้ง 3 คนเลยแม้แต่น้อยแต่ก็พอได้ยินชื่อบางคนมาบ้างแต่ข้าไม่เห็นพวกเขาเลย แล้วพวกเ้า 3 คนจะมาที่นี่ทำไมแทนที่จะไปเมืองดาบ์เลย”
ชายชราตอบด้วยสีหน้าครุ่นคิด
“ข้าเองก็ไม่ทราบ แต่ว่ามันเหมือนมีบางสิ่งดึงดูดให้พวกข้าเดินทางมาที่แห่งนี้ ข้าเองก็ไม่แน่ใจ…”
คำตอบนั้นทำให้หลายคนในที่นั่นเงียบไปเล็กน้อย เพราะพวกเขาเองก็รู้สึกแบบเดียวกัน พวกเขาเหมือนถูกโชคชะตาหรือกฎบางอย่างนำพามาที่แห่งนี้
จางเหวินยิ้มบางๆ ภายใต้หน้ากาก แม้ไม่มีใครเห็น แต่บรรยากาศรอบตัวเขากลับผ่อนคลายลงเพียงเล็กน้อยอย่างประหลาด
เขาเงยหน้ามองท้องฟ้าก่อนที่เขาพอจะเดาได้ว่าใครนำทางพวกคนเหล่านี้มาหาเขา
ทันใดนั้นเอง
ตูมมมมมมมมม!
คลื่นพลังน้ำแข็งขนาดใหญ่ั์ก็พุ่งออกมาจากปากของัขาวพุ่งเข้าร่างของจางเหวินทันที
