"คำพูดของคนตระกูลเฟิ่ง ข้าเชื่อเพียงกึ่งเดียว" เขากระซิบชิดริมหูน้ำเสียงแฝงแววข่มขู่ "จำไว้ว่าในวังหลวงแห่งนี้ ข้าคือผู้กุมอำนาจสูงสุด หากเ้าคิดจะเล่นตลกหรือทรยศข้า แม้แต่ตำแหน่งฮองเฮาก็มิอาจช่วยเ้าจากลานปะาได้"
เยว่เล่อหลับตาลงชั่วครู่ ภาพของดาบที่ฟันลงมาและพิษที่กรอกเข้าปากในชาติก่อนแวบเข้ามาในหัว นางลืมตาขึ้นอีกครั้งด้วยความเกลียดชังที่พลุ่งพล่าน ทว่าไม่ใช่ต่อชายตรงหน้า แต่ต่อความอ่อนแอของตัวเองในอดีต
"หม่อมฉันทราบดีเพคะ" นางเอ่ยเสียงสั่นพร่าเล็กน้อยทว่าเด็ดขาด
"และหม่อมฉันก็หวังว่าฝ่าาจะทรงจำคำของพระองค์ไว้เช่นกัน วังหลังแห่งนี้ หม่อมฉันจะดูแลให้เรียบร้อยที่สุด จะไม่มีเื่เสื่อมเสียถึงพระเกียรติ แลกกับการที่พระองค์ทรงมอบความไว้วางใจให้หม่อมฉันจัดการเื่ในบ้านของหม่อมฉันเอง"
"เ้ากำลังขออิสระ ในเขตพระราชฐานงั้นหรือ? ช่างกล้านัก!"
"หม่อมฉันขอความร่วมมือต่างหากเล่าเพคะ"
เยว่เล่อสะบัดตัวออกจากการเกาะกุมอย่างนุ่มนวลแต่มั่นคง "เราทั้งคู่แต่งงานกันเพราะความจำเป็ หม่อมฉันเป็หมากของท่านพ่อ และท่านก็เป็หมากของราชสำนัก ในเมื่อเราต้องอยู่ในกระดานเดียวกัน เหตุใดเราไม่มาตกลงผลประโยชน์ให้ลงตัวล่ะเพคะ?"
หลงเหยียนตี้นิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง เขาไม่เคยเจอสตรีใดพูดจาตรงไปตรงมาและไร้เยื่อใยถึงเพียงนี้ ความประหลาดใจเริ่มเข้ามาแทนที่ความโกรธ
"หมากที่ไร้หัวใจเช่นเ้า ข้าควรจะระวังไว้ให้มากสินะ"
"พระองค์ควรจะระวังคนที่มีหัวใจมากกว่าเพคะฝ่าา" เยว่เล่อปัดฝุ่นที่แขนเสื้ออย่างแ่เบา
"เพราะคนมีหัวใจมักจะทำอะไรโง่ๆ เพราะอารมณ์ แต่คนไร้หัวใจเช่นหม่อมฉัน จะทำทุกอย่างตามเหตุผลและความอยู่รอดเท่านั้น"
ฮ่องเต้หนุ่มจ้องมองนางเป็ครั้งสุดท้าย แววตาของเขาซับซ้อนเกินกว่าจะอ่านออก
"พรุ่งนี้ข้าจะให้ขันทีส่งเครื่องบรรณาการมาให้ถือเป็การทำขวัญที่เ้าฟื้นไข้...หวังว่าเมื่อถึงวันอภิเษก เ้าจะไม่ตายไปเสียก่อนล่ะ ฮองเฮาของข้า"
"หม่อมฉันจะระมัดระวังชีวิตตัวเองยิ่งชีพเพคะ"
หลงเหยียนตี้สะบัดชายเสื้อเดินจากไป ทิ้งให้ความเงียบเข้าปกคลุมศาลาอีกครั้ง เยว่เล่อทรุดกายลงนั่งที่เก้าอี้เดิม นางมองหมากสีขาวที่ฮ่องเต้เผลอปัดจนล้มลงบนกระดาน
นางหยิบหมากสีขาวนั้นขึ้นมา แล้วกำมันไว้ในมือจนแน่น
'หลงเหยียนตี้... ท่านอาจจะเป็ฮ่องเต้ผู้ระแวง แต่ข้าคือหงส์ที่เคยตายมาแล้วครั้งหนึ่ง ความกลัวของท่านมิอาจเทียบได้กับความแค้นของข้า'
นางวางหมากสีขาวลงในตำแหน่งที่เสียเปรียบที่สุดบนกระดาน ก่อนจะใช้หมากสีดำของนางล้อมกรอบจนมิด
"เกมนี้ข้าจะเป็คนเดินหมากเอง!"
เยว่เล่อพึมพำกับตัวเอง สายตามองทอดยาวไปยังกำแพงวังหลวงที่สูงตระหง่านอยู่ไกลๆ สถานที่ที่นางกำลังจะก้าวเข้าไปเพื่อเริ่มแผนการแก้แค้นที่นางเฝ้ารอคอยมาตลอดชีวิต
เสียงกลองมโหระทึกดึงก้องไปทั่ววังหลวง พร้อมกับเสียงแตรสังข์ที่ประกาศถึง่เวลาอันเป็มงคลที่สุดของแผ่นดิน ท้องฟ้าเหนือเมืองหลวงถูกย้อมด้วยแสงอาทิตย์อัสดงสีส้มทอง ทว่าภายในกำแพงวังสีแดงชาด บรรยากาศกลับหนักอึ้งและเต็มไปด้วยความกดดันที่มองไม่เห็น
เฟิ่งเยว่เล่อ นั่งอยู่บนเกี้ยวหงส์แปดคนหามที่ประดับประดาด้วยอัญมณีล้ำค่านับไม่ถ้วน ร่างของนางถูกห่อหุ้มด้วยชุดอภิเษกสีแดงเพลิงที่ปักลวดลายหงส์เหินด้วยดิ้นทองคำแท้ บนศีรษะของนางคือมงกุฎหงส์ที่หนักอึ้ง มุกเม็ดงามที่ห้อยระย้าลงมาบดบังใบหน้าของนางไว้ครึ่งหนึ่ง ทว่าไม่อาจบดบังแววตาที่สงบนิ่งดุจผิวน้ำในบ่อลึก
มันช่างหนักนัก นางคิดในใจพร้อมกับเม้มริมฝีปากที่แต้มชาดสีแดงเข้ม ทั้งมงกุฎนี้ และภาระหน้าที่ที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น
ความทรงจำในชาติก่อนแวบเข้ามาในหัว งานแต่งงานที่จัดขึ้นระหว่างนางกับหลินเยี่ยนในครั้งนั้นเรียบง่ายนัก มีเพียงตะเกียงแดงสองดวงและคำสาบานที่นางคิดว่ามันคือความจริงใจ แต่สุดท้ายมันก็เป็เพียงหลุมพรางที่ขุดไว้เพื่อฝังนางทั้งเป็ ชาตินี้นางจึงมิได้รู้สึกยินดีกับความโอ่อ่าตรงหน้าแม้แต่น้อย สำหรับนาง พิธีนี้มิใช่วิวาห์ แต่มันคือการประกาศา
เกี้ยวหงส์หยุดลงที่หน้าตำหนักหลวง หลงเหยียนตี้ ในชุดัสีแดงเข้มยืนรออยู่ตรงนั้น ใบหน้าของเขาหล่อเหลาราวกับภาพวาด ทว่าแววตาที่มองสบมากลับเ็าและเต็มไปด้วยความระแวดระวัง เขาพยุงมือนางลงจากเกี้ยว ััจากถุงมือผ้าไหมนั้นเย็นเยียบพอๆ กับอุณหภูมิระหว่างคนทั้งสอง
ตลอดพิธีการอันยาวนานที่ต้องคำนับฟ้าดินและบรรพชน เยว่เล่อวางตัวได้อย่างไร้ที่ติ นางก้าวเดินอย่างมั่นคง ท่วงท่าสง่างามจนเหล่าขุนนางและนางสนมที่แอบเฝ้าดูอยู่ต่างพากันแปลกใจ ฮองเฮาผู้นี้มิใช่สตรีอ่อนแอที่เคยมีข่าวลือว่าตรอมใจเพราะรักชายอื่น แต่นางคือนางพญาที่ดูพร้อมจะกุมชะตาของวังหลังไว้ในมือ
คืนเข้าหอ ณ ตำหนักใน ตำหนักต้องห้าม
แสงเทียนสีแดงสลัวฉายกระทบม่านมุ้งลายัหงส์ที่ถูกจัดเตรียมไว้อย่างประณีต กลิ่นหอมของเครื่องหอมมงคลอบอวลไปทั่วห้อง แต่ความเงียบสงัดกลับปกคลุมจนได้ยินเสียงลมหายใจ
เยว่เล่อนั่งอยู่บนเตียงกว้าง นางไม่รอให้ฮ่องเต้เป็ผู้เปิดผ้าคลุมหน้าตามประเพณี แต่นางกลับหยิบมันออกเองั้แ่นาทีแรกที่เข้าห้องมา ชุ่ยเอ๋อพยายามจะห้ามแต่ก็ต้องถอยออกไปด้วยสายตาที่เด็ดขาดของนายหญิง
เมื่อเสียงฝีเท้าหนักๆ ดังขึ้นที่หน้าประตู เยว่เล่อเพียงแค่ปรายตามองโดยไม่ลุกขึ้นต้อนรับ
หลงเหยียนตี้ก้าวเข้ามาในห้อง เขาดูเหนื่อยล้าจากการรับรองขุนนางและดื่มสุรามงคล แต่ทันทีที่เห็นสตรีบนเตียงนั่งเปลือยใบหน้าและกำลังหยิบเครื่องทองบนศีรษะออกด้วยตนเอง คิ้วเข้มก็ขมวดเข้าหากันทันที
"เ้าไม่รู้หรือว่าต้องรอให้ข้าเป็คนเปิดผ้าคลุมหน้า?" น้ำเสียงของฮ่องเต้หนุ่มเจือด้วยความไม่พอใจ
เยว่เล่อวางมงกุฎหงส์ลงบนพานมุกข้างเตียงอย่างแ่เบา นางเงยหน้าสบตาเขา แววตาว่างเปล่าไร้ซึ่งความตื่นเต้นหรือความหวาดกลัว
"หม่อมฉันคิดว่าฝ่าาคงมิได้ทรงใส่ใจเื่ประเพณีปลีกย่อยเ่าั้หรอกเพคะ ในเมื่อเราทั้งคู่ต่างก็ทราบดีว่าการอภิเษกนี้เกิดขึ้นเพราะสิ่งใด"
หลงเหยียนตี้ชะงักไปเล็กน้อย เขาเดินเข้าไปใกล้จนหยุดอยู่ตรงหน้าสตรีที่ได้ชื่อว่าเป็ฮองเฮาของเขา
"เฟิ่งเยว่เล่อ เ้าเปลี่ยนไปมากจริงๆ หรือว่าแผนการใหม่ของตระกูลเฟิ่งคือการสอนให้เ้าทำตัวแข็งกระด้างเพื่อเรียกร้องความสนใจจากข้ากันแน่"
เยว่เล่อแค่นยิ้มบางๆ ซึ่งรอยยิ้มนั้นมิอาจสื่อไปถึงดวงตาพรายระยับของนาง
