บ้านยังอยู่...
หลังคาสังกะสีที่คุ้นตาปรากฏแก่สายตาตรงสุดปลายตรอก ความคิดแรกที่ผุดขึ้นในใจของนิพามีเพียงสามคำนั้น และมันก็นำพาลมหายใจที่เธอไม่รู้ตัวว่ากลั้นไว้กลับคืนสู่ปอด บ้านยังอยู่ ไม่ได้พังทลาย ไม่ถูกเพลิงเผา และไม่มีเงาทหารญี่ปุ่นยืนคุมอยู่หน้าประตู
ความโล่งใจที่แผ่ซ่านในอกเป็ความรู้สึกแปลกใหม่สำหรับเธอ ในชีวิตก่อน...เธอไม่เคยมี "บ้าน" ที่โหยหาอยากกลับไป มีเพียงห้องพักแคบๆ ใกล้โรงพยาบาลที่ใช้ซุกหัวนอนทุกสี่วันยามมีเวร กับห้องชุดที่นานๆ ครั้งจะได้กลับไป จนไม่อาจเรียกมันว่าบ้านได้เต็มปาก
แต่ที่นี่... มีพ่อที่าเ็นอนอยู่เพียงลำพัง และทิ้งท่านมานานถึงสองชั่วโมง
ความคิดนั้นเร่งฝีเท้าของนิพาให้เร็วขึ้น ทว่าเท้าของเธอกลับหยุดชะงักที่ธรณีประตู เมื่อมีเสียงสนทนาดังแว่วมาจากด้านใน
...และนั่นมิใช่สุรเสียงของบิดา
เป็เสียงสตรี... ทุ้มต่ำ ราบเรียบ และถูกควบคุมไว้อย่างเ็า เสียงที่ปลุกความทรงจำของสาวิตรีให้ตื่นขึ้นในทันที —นางปทิตตา สุขสวัสดิ์ แม่เลี้ยง... ภรรยาคนใหม่ที่นายแพทย์สงวนแต่งเฉันบ้านเมื่อสิบปีก่อน หลังมารดาของวิตรีสิ้นลม
"...ดิฉันเพิ่งแจ้งทหารญี่ปุ่นไปว่าร้านยาของเราพร้อมให้ความร่วมมือทุกอย่าง คุณสงวน... การที่คุณาเ็เช่นนี้ยิ่งตอกย้ำว่าเราไม่มีเวลาจะคิดต่อต้านอะไรอีกแล้ว..."
นิพายืนนิ่งอยู่ตรงนั้น ยังไม่ก้าวเฉันไป
เพิ่งแจ้งทหารญี่ปุ่น... พร้อมให้ความร่วมมือ...
ในขณะที่พ่อยังไม่ได้สติ นางตัดสินใจทุกอย่างแทน โดยไม่รอคำอนุญาตแม้แต่คำเดียว
เธอผลักประตูเฉันไป
ห้องยาที่เคยพังพินาศถูกจัดระเบียบขึ้นเล็กน้อย เทียนสองเล่มถูกจุดขึ้นขับไล่ความมืด มีกาน้ำชาอุ่นๆ ตั้งอยู่บนโต๊ะฉันงเตียง และร่างของนางปทิตตาก็นั่งอยู่บนเก้าอี้ฉันงเตียงบิดาของเธอ เกล้าผมมวยตึงสูง สวมเสื้อแถบผ้าไหมสีเทาขรึม สะอาดสะอ้านไร้ฝุ่นผงแม้เพียงธุลี ทั้งที่รอบกายนครกำลังพังพินาศ
สตรีวัยห้าสิบต้นๆ ผู้มีผิวขาวอมเหลือง โครงหน้าที่เคยงดงามในอดีตยังคงถูกดูแลรักษาไว้อย่างดี ทว่าสิ่งที่สะดุดตากว่าคือดวงตาสีน้ำตาลเข้มคู่นั้น... แววตาที่มองเห็นทุกสิ่ง แต่กลับเปิดเผยความรู้สึกออกมาน้อยที่สุด
เมื่อนิพาก้าวเฉันมา ปทิตตาเพียงแค่เหลือบมอง ไม่ได้ลุกขึ้นยืน
"วิตรี" นางเอ่ยขึ้น น้ำเสียงราบเรียบไร้คลื่นอารมณ์ "หายไปไหนมาทั้งคืน"
ทั้งคืน... ไม่ใช่แค่รุ่งสาง และน้ำเสียงนั้นบ่งชัดว่ารู้อยู่แก่ใจ แต่้าฟังคำสารภาพจากปาก
นิพาไม่ตอบคำถามนั้น เธอก้าวตรงไปทรุดกายนั่งลงฉันงเตียงบิดา นิ้วชี้และนิ้วกลางทาบลงบนข้อมือของท่าน... เพื่อนับจังหวะการเต้นของหัวใจ
เจ็ดสิบหกครั้งต่อนาที... ดีขึ้นแล้ว
เธอตรวจาแที่ศีรษะ... เืหยุดสนิท ไม่มีสัญญาณบวมช้ำน่าเป็ห่วง เฝือกชั่วคราวที่แขนยังคงอยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้อง
วางใจได้เปลาะหนึ่ง
"ไปช่วยคนเจ็บมาค่ะ" เธอตอบเรียบๆ ปราศจากคำขอโทษหรือคำอธิบายใดๆ เพิ่มเติม
ปทิตตาจ้องมองใบหน้าเธอชั่วอึดใจ สายตาคู่นั้นอ่านยากอย่างยิ่ง... ไม่ใช่เพราะมันว่างเปล่า แต่เพราะมันลุ่มลึกและซับซ้อนเกินไป
"ต้องระวังตัวให้มาก วิตรี" นางกล่าวเสียงเบา "ยามนี้ไม่ใช่เวลาที่จะเลือกอยู่ผิดฝั่ง"
"ฉันช่วยคนเจ็บ ไม่ได้เลือกฝั่ง"
"ในภาวะา" ปทิตตาเอ่ย และดวงตาของนางยังคงนิ่งสนิท "การช่วยชีวิตคน... ก็คือการเลือกฝั่งอย่างหนึ่ง"
นั่นเป็ความจริงที่นิพาไม่อาจปฏิเสธได้... เธอจึงไม่ปฏิเสธ
"คุณแม่บอกว่าได้แจ้งความร่วมมือกับทหารญี่ปุ่นไปแล้ว" เธอเปลี่ยนเื่ ยิงคำถามตรงประเด็น "โดยที่ยังไม่ได้ถามความเห็นของพ่อ"
"พ่อเธอไม่อยู่ในสภาพที่จะให้ถามได้" ปทิตตาตอบทันควัน "และหากเราชักช้า พวกนั้นอาจจะบุกเฉันมาค้นร้านย่ำยีทุกอย่างไปแล้วก็ได้"
นางพูดไม่ผิดทั้งหมด หากตกอยู่ในสถานการณ์บีบคั้นเช่นนั้นจริง นี่อาจเป็ทางเลือกที่สมเหตุสมผลที่สุด
แต่น้ำเสียงของนางไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย... ซึ่งบอกได้ว่านางครุ่นคิดเื่นี้มาก่อนแล้ว... ก่อนที่ะเิจะลงเสียอีก
ภาพความทรงจำของสาวิตรีฉายชัดขึ้นมา... ปทิตตามักจะพูดคุยกับบิดาเื่เงินทอง ที่ดิน และ "ความมั่นคง" อยู่เสมอ นางให้น้ำหนักกับสิ่งเหล่านี้มากกว่าสิ่งอื่นใด ไม่ใช่นางเป็คนชั่วร้าย ไม่ได้้าทำร้ายใคร... เพียงแต่นางรักความมั่นคงมากกว่าความถูกต้อง และในยุคสมัยที่ความมั่นคงกำลังพังทลาย นางจึงพยายามสร้างมันขึ้นมาใหม่ด้วยวิธีเดียวที่นางรู้จัก
นางไม่ได้ชั่วร้าย... นางแค่ขลาดกลัว... และความกลัวก็มีอำนาจมากพอที่จะทำให้คนเลือกทำได้ทุกอย่าง
"คุณแม่บอกอะไรกับพวกเขาไปบ้างคะ" นิพาถาม
ปทิตตาเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย มีประกายบางอย่างวาบขึ้นในดวงตาที่อ่านยากคู่นั้น... ไม่ใช่ความรู้สึกผิด ไม่ใช่ความละอาย... แต่เป็การคำนวณผลได้ผลเสีย
"บอกไปว่าร้านยาแห่งนี้จะให้การรักษาทหาราเ็ของกองทัพญี่ปุ่นโดยไม่คิดมูลค่า" นางตอบ "และเราไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับขบวนการต่อต้าน"
ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงัน
มีเพียงเสียงลมหายใจสม่ำเสมอของบิดาเธอดังอยู่
นิพานั่งขัดสมาธิลงบนพื้นฉันงเตียง ทำให้ระดับสายตาของเธออยู่ต่ำกว่าปทิตตาที่นั่งบนเก้าอี้
ดีแล้ว... ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่จะปะทะ
"คุณแม่ทราบใช่ไหมคะ ว่าหากเราต้องรักษาทหารโดยไม่คิดเงิน แล้วเราจะเหลือยาพอสำหรับชาวบ้านได้อย่างไร"
ปทิตตานิ่งไปอึดใจหนึ่ง "เราก็ต้องบริหารจัดการ"
"จัดการอย่างไรคะ ยาในร้านมีจำกัด หากเราถูกบังคับให้มอบให้ทหารก่อนเสมอ แล้วชาวบ้านตาดำๆ ที่เจ็บป่วย จะไปพึ่งใคร"
"วิตรี"
"และหากเราป่าวประกาศว่าไม่เกี่ยวข้องกับฝ่ายต่อต้าน แต่พวกเขากลับพบว่าเรารักษาคนที่ถูกกล่าวหาว่าเป็ฝ่ายต่อต้าน" นิพาพูดต่อ เสียงของเธอยังคงราบเรียบ ไม่ดัง และไม่ฉายแววโกรธ "สัญญาที่คุณแม่ให้ไว้ จะกลายเป็หนี้สินที่ตามมาทวงเราจนถึงชีวิต"
ปทิตตาจ้องมองเธอนิ่งนาน... นานกว่าปกติ
"เธอพูดจาเหมือนผู้ใหญ่เกินตัวไปมากนะ วิตรี" นางเอ่ยช้าๆ "เกินกว่าที่ควรจะเป็"
นางสังเกตเห็น... เช่นเดียวกับสรวิชญ์
นิพาไม่ตอบคำ เธอเบือนหน้ากลับไปตรวจดูแผลของบิดาอีกครั้ง ปล่อยให้มือทำงานไป ขณะที่สมองกำลังประมวลผลอย่างหนัก
ปทิตตาให้สัญญากับทหารญี่ปุ่นโดยพลการ นั่นคือปัญหาข้อแรก สัญญาบ้าๆ นั่นทำให้ร้านยาตกเป็เป้าสายตา คือปัญหาข้อที่สอง และปัญหาข้อที่สาม... สรวิชญ์กับขบวนการเสรีไทยใช้ร้านยาแห่งนี้เป็จุดรับส่งยา
เมื่อทั้งสามปัญหามารวมกัน... ผลลัพธ์คือหายนะ
"คุณแม่คะ" เธอเรียกเสียงนุ่ม หากแต่หนักแน่น "ฉันขอเวลาไตร่ตรองเื่นี้ และเราควรรอให้พ่อฟื้นขึ้นมาเป็ผู้ตัดสินใจในเื่สำคัญเช่นนี้"
"ไม่มีเวลาแล้ว—"
"ก็ยังต้องรอค่ะ" นิพากล่าวเสียงเย็น "สัญญาที่ทำไปโดยไม่มีเ้าบ้านรับรู้... จะมีใครให้ความเคารพสักเท่าใดกัน"
ปทิตตาชะงักงัน
ประกายในดวงตาของนางเปลี่ยนไป... ไม่ใช่ความโกรธ แต่เป็การยอมรับอย่างเสียไม่ได้ การยอมรับของคนที่รู้ว่าอีกฝ่ายมีเหตุผลหนักแน่นพอที่จะถ่วงเวลาได้
นางลุกขึ้นยืน จัดมวยผมที่ไม่ได้หลุดลุ่ยแม้แต่เส้นเดียว แล้วเดินจากไปโดยไม่เอ่ยคำใดอีก
นิพากุมมือบิดาขึ้นมาแนบไว้... ััได้ถึงความเย็นกว่าปกติของผิวเนื้อ นี่คือมือที่เคยบดยา และเป็มือเดียวกับที่เคยลูบศีรษะปลอบโยนลูกสาวยามเยาว์วัย
ความทรงจำของสาวิตรีทำให้หัวใจของเธอหนักอึ้ง... ความรู้สึกที่นิพาไม่เคยมีเวลาได้ขนานนาม แต่มันกลับมีอยู่จริง
ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น... ฉันจะดูแลท่านให้ดีที่สุด
---
เสียงบางอย่างดังขึ้นจากหน้าบ้าน... เบา แต่สม่ำเสมอ
นิพาวางมือบิดาลงอย่างนุ่มนวล ลุกขึ้นเดินไปแง้มประตูหน้า
เงาร่างสูงของใครคนหนึ่งยืนสงบนิ่งอยู่มุมตรอก ห่างออกไปในระยะที่พอดี... สรวิชญ์ เขาไม่ได้ยืนรอหน้าบ้านอย่างโจ่งแจ้ง แต่เลือกมุมอับที่เธอจะเห็นเขาได้ แต่คนอื่นต้องตั้งใจมองจึงจะสังเกตเห็น
เธอเดินออกไปหาเขา
"เรียบร้อยดีหรือ" เขาถามขึ้นก่อน
"อาการของพ่อคงที่แล้ว" เธอตอบ "แต่มีปัญหาใหม่"
เธอเล่าเื่ของปทิตตาให้เขาฟังอย่างรวบรัด... มีเพียงข้อเท็จจริง ปราศจากอารมณ์ความรู้สึก
สรวิชญ์รับฟังโดยไม่ขัดจังหวะ ดวงตาของเขาทอดมองไปยังถนนเบื้องหน้า คล้ายกำลังคำนวณบางสิ่งไปพร้อมกัน
"ร้านยาแห่งนี้ถูกจับตามองแล้ว" เขาเอ่ยขึ้นเมื่อเธอเล่าจบ
"ฉันรู้"
"หมายความว่าเราใช้ที่นี่เป็จุดนัดพบอีกไม่ได้"
"ฉันรู้เช่นกัน" นิพาตอบ "แต่ฉันยังต้องดูแลพ่อที่นี่ และยังต้องเปิดร้านรักษาชาวบ้านเหมือนเดิม"
"ซึ่งแปลว่าคุณจะต้องเผชิญหน้ากับคนทั้งสองฝ่าย"
"ใช่"
คราวนี้สรวิชญ์หันกลับมาสบตาเธอตรงๆ ไม่ใช่สายตาประเมินค่า ไม่ใช่สายตาจับผิด แต่เป็สายตาของคนที่กำลังถามคำถามที่ไม่ได้เปล่งออกมาเป็คำพูด
คุณก็รู้ว่ามันอันตราย แต่ก็ยังยืนยันที่จะทำ... นั่นหมายความว่าอย่างไร
"ฉันเป็หมอ" นิพาตอบก่อนที่เขาจะได้เอ่ยคำถามนั้น "ฉันรักษาคนเจ็บ ไม่ว่าเขาจะเป็ใคร เหตุผลเดียวที่ฉันจะไม่รักษาทหารญี่ปุ่น คือเมื่อการรักษาคนผู้นั้นต้องแลกมาด้วยชีวิตของคนอื่น"
ความเงียบเฉันปกคลุม
ลมยามเช้าพัดผ่านตรอกแคบๆ หอบเอากลิ่นควันไฟและฝุ่นผงจางๆ มาด้วย
"นั่นเป็จุดยืนที่อันตรายอย่างยิ่ง" สรวิชญ์กล่าวเสียงเรียบ
"ฉันรู้"
"คุณพูดคำว่า 'รู้' บ่อยเหลือเกิน"
"เพราะฉันรู้จริงๆ"
มุมปากของเขายกขึ้นเล็กน้อย... รอยยิ้มที่แทบมองไม่เห็น แต่ครั้งนี้มันชัดเจนกว่าเดิมในแสงอรุณ
"คุณวิตรี" เขาเอ่ย น้ำเสียงเปลี่ยนไปเล็กน้อย แม้จะยังคงราบเรียบ แต่กลับมีบางอย่างที่ต่างไปจากการรายงานข้อมูล "คุณเปลี่ยนไปมาก... นับั้แ่เมื่อคืน"
เขาไม่ได้บอกว่าฉันเปลี่ยนไปั้แ่าเริ่ม... แต่เจาะจงว่า 'ั้แ่เมื่อคืน'
เขารู้จักสาวิตรีคนเดิม และตระหนักว่าสาวิตรีที่ตื่นขึ้นมาในเช้านี้... ไม่ใช่คนเดียวกับที่เขาเคยรู้จัก
"าเริ่มแล้ว" เธอตอบ "คนเราย่อมเปลี่ยนแปลง"
"ใช่" เขายอมรับ "แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะเปลี่ยนได้รวดเร็วถึงเพียงนี้ และไม่ใช่ทุกคนที่จะรู้วิธีเฉันเฝือกฉุกเฉินได้ในคืนแรกของการทิ้งะเิ"
นิพาเลือกที่จะไม่ตอบ
สรวิชญ์จ้องลึกเฉันมาในดวงตาเธอ
เธอก็จ้องกลับไป
ระหว่างคนทั้งสอง มีความจริงบางอย่างที่ยังไม่ถูกเอ่ยออกมา... ไม่ใช่เพราะต่างฝ่ายต่างไม่รู้ แต่เพราะยังไม่ถึงเวลาที่จะพูดถึงมัน
และทั้งคู่ต่างก็ตระหนักในข้อเท็จจริงนี้ดี
"ฉันต้องกลับไปดูพ่อแล้ว" เธอเป็ฝ่ายทำลายความเงียบ
เขาพยักหน้ารับ ก้าวถอยหลังหนึ่งก้าว
"คุณวิตรี"
เธอหันกลับไป
"จำไว้" เขาพูดเสียงเบา "ความรู้ที่คุณมีติดตัว ความสามารถที่คุณแสดงเมื่อคืน... ในยุคสมัยเช่นนี้ มันมีค่ามากกว่าทองคำ และอันตรายยิ่งกว่าศาสตราวุธใดๆ"
เธอรอ... แต่เขาไม่พูดอะไรต่ออีก เพียงแค่พยักหน้าให้เล็กน้อย ก่อนจะหันหลังเดินหายลับไปกับถนนที่เริ่มมีผู้คนสัญจร... ผู้คนที่เดินเร็วกว่าปกติ สายตาสอดส่ายหวาดระแวง สีหน้าอิดโรยจากความเหนื่อยล้าที่ไม่ใช่การทำงาน แต่เป็การตัดสินใจเพื่อเอาชีวิตรอด
นครหลวงกำลังตื่นขึ้น... แต่เป็การตื่นของคนที่ไม่รู้ว่าเมื่อตื่นแล้วจะต้องทำอะไรต่อไป
เธอกลับเฉันมาในบ้าน
ในห้องยา นายแพทย์สงวนยังคงหลับใหล ชีพจรเต้นสม่ำเสมอ สีผิวดูดีขึ้นกว่าเดิม
นิพาทรุดกายนั่งลงฉันงเตียง ชันเข่าขึ้นมากอดตัวเอง สายตาทอดมองผ่านรูกำแพงที่แตกออกไปยังผืนฟ้าสีซีดจางเบื้องนอก
ฉันอยู่ที่นี่...
ไม่รู้วิธีกลับ และไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าจะมีทางให้กลับหรือไม่
แต่ตราบใดที่ยังอยู่ที่นี่ ฉันต้องตัดสินใจว่าจะทำอะไรต่อไป
ในมือฉันมีความรู้ทางการแพทย์สมัยใหม่ ในยุคที่ยาปฏิชีวนะยังเป็เพียงตำนาน
ในหัวฉันมีความรู้ทางประวัติศาสตร์ ว่ามหาาครั้งนี้จะจบลงเช่นไร
ในร่างนี้ ฉันคือสาวิตรี ผู้เป็ส่วนหนึ่งของชุมชนและผู้คนที่นี่
และนอกบ้านนั่น... มีสรวิชญ์ที่กำลังตั้งคำถามว่าฉันเป็ใคร
เธอนั่งอยู่กับความคิดเ่าั้ ปล่อยให้มันตกตะกอน... ยังไม่ใช่การวางแผน เพียงแค่ยอมรับความจริงทั้งหมด
จากนั้น... เธอลุกขึ้น เปิดลิ้นชักตู้ยา หยิบสมุดบันทึกและดินสอของบิดาออกมา แล้วจรดปลายดินสอลงบนหน้ากระดาษ
ไม่ใช่การเขียนบันทึก... ไม่ใช่การจดโน้ต... แต่เป็การสร้างคลังอาวุธ
รายการยาที่จำเป็... วิธีการสกัด... การหาวัตถุดิบเท่าที่มีในสยามประเทศ ปีพุทธศักราช ๒๔๘๔... สูตรการผสมยาในปริมาณที่มากพอจะรักษาชีวิตคนได้จริง
ความรู้... ที่ไม่มีผู้ใดในยุคสมัยนี้ล่วงรู้
เธอเขียนไปนานนับชั่วโมง จนนิ้วมือเริ่มปวดเมื่อย จนหน้ากระดาษถูกเติมเต็มไปสองแผ่นหนา... กระทั่งเสียงแหบพร่าของชายชราที่เพิ่งฟื้นสติดังขึ้น
"วิตรี..."
เธอรีบปิดสมุด สอดเก็บไว้ใต้ตู้ยา แล้วลุกขึ้นเดินไปหาบิดา
นายแพทย์สงวนลืมตาขึ้น ม่านตาสีน้ำตาลเข้มขุ่นมัวจากความเ็ป แต่ยังฉายแววจำได้... ยังรู้จักลูกสาวของตน
"ลูก..." ท่านพยายามจะขยับกาย
"นอนนิ่งๆ ก่อนค่ะพ่อ" นิพาเอ่ยเสียงนุ่ม วางมือลงบนแขนของท่าน "ยังขยับมากไม่ได้"
"แขนพ่อ..."
"หักค่ะ แต่ลูกเฉันเฝือกให้แล้ว ต้องอยู่นิ่งๆ สักสองสามสัปดาห์"
นายแพทย์สงวนจ้องมองใบหน้าลูกสาว ในแววตาที่ยังพร่ามัวนั้นมีบางสิ่งฉายชัดขึ้น... ไม่ใช่คำถาม ไม่ใช่ความสงสัย แต่เป็ความรู้สึกที่อ่อนโยนกว่านั้น
"ลูกทำ... คนเดียวรึ"
"ค่ะ"
ท่านถอนหายใจออกมาเบาๆ "เก่งมาก"
นิพานั่งลงฉันงๆ กุมมือที่เย็นชืดของชายชราไว้ ความรู้สึกบางอย่างที่เธอไม่เคยได้รู้จักมาก่อนพลุ่งขึ้นมาในอก
ทั้งชีวิต... ไม่เคยมีใครพูดคำว่า "เก่งมาก" ด้วยน้ำเสียงเช่นนี้... ไม่ใช่การประเมินผลงาน ไม่ใช่การชมเชยตามมารยาท... แต่เป็สุรเสียงของคนที่ภาคภูมิใจอย่างแท้จริง
พ่อของสาวิตรี... กำลังภูมิใจในตัวฉัน และความรู้สึกนี้... มันท่วมท้นจนหาคำมาเรียกไม่ถูก
"นอนพักต่อเถอะค่ะ" เธอพูดเสียงเบา "พ่อยังต้องพักอีกมาก"
นายแพทย์สงวนหลับตาลง
แต่ก่อนที่ลมหายใจจะกลับไปสม่ำเสมออีกครั้ง ท่านเอ่ยขึ้นแ่เบา... เกือบจะไร้เสียง
"ปทิตตา... เขาว่าอะไรกับลูกบ้างรึเปล่า"
นิพาชะงักไปเล็กน้อย
"ยังไม่ได้คุยเื่สำคัญอะไรกันค่ะ" เธอเลือกใช้คำอย่างระมัดระวังที่สุด "รอให้พ่อหายดีก่อน"
ชายชราไม่ตอบสิ่งใดอีก แต่มือที่เธอกุมอยู่กลับบีบนิ้วเธอเบาๆ... เป็สัญญาณว่าท่านได้ยิน และรับรู้ว่ามีความจริงบางอย่างที่ยังไม่ถูกเอ่ยออกมา
ท่านรู้... ว่าปทิตตาทำอะไรลงไป
และท่านก็รู้... ว่าฉันกำลังปกป้องท่านจากความจริงนั้น
นิพานั่งอยู่ในความเงียบงันนั้นจนบิดาหลับสนิทอีกครั้ง ฟังเสียงของเมืองที่เปลี่ยนไปจากเมื่อคืน... ไม่มีเสียงะเิแล้ว มีเพียงเสียงชีวิตของผู้คนที่กำลังเรียนรู้ว่าจะอยู่อย่างไรในนครที่ถูกยึดครอง
เธอหยิบสมุดบันทึกเล่มนั้นออกมาอีกครั้ง... เปิดต่อไปจากหน้าที่เขียนค้างไว้
ยังมีอาวุธอีกมาก... ที่ต้องสร้างขึ้นมา
