ซุนเฟยอ้าปากค้าง ก่อนจะพูดออกมาอย่างช้าๆ ว่า “เ้าพูดถูก…ข้าเดาไม่ถูกจริงๆ ด้วย ทีแรกข้าคิดว่าสองคนที่เหลือจะเป็องค์จักรพรรดิยาซินหรือไม่ก็พวกคนใหญ่คนโตที่มีอำนาจในเมืองหลวงเสียอีก”
“คนใหญ่คนโต…ฮึๆๆ เ้าคิดว่ายังมีคนใหญ่คนโตที่ไหนมีอำนาจเหนือกว่าองค์ชายโดมิงเกวซบ้าง? แต่ข้าก็คิดไม่ถึงเหมือนกันว่าองค์ชายจะอนุญาตให้เ้าเรียกพระองค์ว่าโอกาทั้งๆ ที่เพิ่งพบกันเป็ครั้งแรก…ดูเหมือนว่าเขาจะชอบเ้าไม่น้อยเลยทีเดียว!"
แพรีสพูดออกมาในขณะที่ดึงแผ่นป้ายหยกที่ห้อยตรงเอวออกมาแสดงให้เหล่าทหารที่อยู่ในด่านตรวจดูเพื่อให้พวกทหารปล่อยพวกเขาผ่านด่านไปแบบง่ายๆ จากนั้นนางจึงหันมาส่งยิ้มให้กับซุนเฟยด้วยดวงตาแพรวพราว
ซุนเฟยตัวแข็งทื่อเล็กน้อย
ถูกผู้ชายคนหนึ่งมาบอกว่าชอบ เื่แบบนี้…เอ่อ เปลี่ยนหัวข้อดีกว่า
“ข้าได้ยินมาว่าราชอาณาจักรเซนิทได้ประกาศากับราชอาณาจักรสปาร์ตากุสแล้ว ในฐานะที่ข้าเป็าาของอาณาจักรบริวารคนหนึ่ง ข้าสามารถรู้สถานการณ์ในตอนนี้ได้หรือไม่?” ซุนเฟยรีบเปิดหัวข้อใหม่ทันที
แพรีสส่ายหัวออกมา “เื่นี้มีเพียงพวกขุนนางในฝ่ายทางการทหารเท่านั้นถึงรู้แน่ชัด ใน่ต้นฤดูใบไม้ร่วง ราชอาณาจักรสปาร์ตากุสได้ยกกำลังพลมากกว่าหนึ่งแสนนายล่วงล้ำเข้ามายังเขตชายแดนของราชอาณาจักรเรา ตอนนี้สามในสิบของกองกำลังหลักแห่งราชอาณาจักรได้ออกเดินทางไปยังเขตชายแดนเพื่อไปประจำการที่เมืองเรเซอร์แล้ว รายงานการต่อสู้ครั้งล่าสุดคือ หลังจากที่ประกาศาแล้ว ทั้งสองฝ่ายก็เริ่มเปิดฉากากันขึ้นที่เมืองเรเซอร์ าดำเนินมาได้สิบกว่าวันแล้ว แต่ก็ยังหาผู้ชนะไม่ได้ โชคดีที่ท่านเชมเบอร์เลน แม่ทัพลำดับที่สองของราชอาณาจักรสามารถควบคุมสถานการณ์โดยรวมไว้ได้ ่นี้จึงยังไม่มีปัญหาใหญ่ๆ เกิดขึ้น…”
“โอ้? ฟังจากน้ำเสียงของเ้าแล้ว แม่ทัพเชมเบอร์เลนคนนี้น่าจะมีภูมิหลังที่ไม่ธรรมดานะ?”
“ก่อนที่องค์ชายใหญ่จะโด่งดัง ผู้ที่ครองตำแหน่งแม่ทัพลำดับหนึ่งมาตลอดสิบห้าปีก็คือท่านเชมเบอร์เลน ท่านว่าภูมิหลังของเขาร้ายกาจหรือไม่เล่า?” แพรีสยักคิ้วให้อย่างสนเท่ห์ องค์าาแซมบอร์ดไม่เคยได้ยินชื่อเสียงอันเกรียงไกรของอดีตแม่ทัพลำดับหนึ่งอย่างท่านเชมเบอร์เลนมาก่อนจริงๆ หรือ? ท่านเชมเบอร์เลนถือเป็แบบอย่างขององค์ชายน้อยใหญ่ทั่วอาณาจักรบริวารเชียวนะ”
ซุนเฟยยักไหล่ แสดงท่าทีบอกเป็นัยๆ ว่าเขาเป็พวก ‘งี่เง่า’ ไม่รู้ความคนหนึ่ง
แพรีสหัวเราะออกมาเสียงดัง
หลังจากที่ได้ร่วมมือกันมาแล้วหลายครั้ง แม่มดสาวแพรีสก็ได้สร้างความประทับใจให้กับซุนเฟยเพิ่มมากขึ้น ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาทั้งสองคนยิ่งสนิทสนมกันมากขึ้น
“ทำไมราชอาณาจักรสปาร์ตากุสถึงได้เลือก่เวลานี้โจมตีชายแดนกันนะ? อีกอย่าง การที่พวกเขาเพิ่มกำลังทหารที่ชายแดนั้แ่ฤดูใบไม้ร่วงก็เท่ากับเปิดเผยเจตนาก่อา ในความคิดของข้า ถ้าอยากทำากันจริงๆ ก็ไม่น่าจะเรียกรวมพลอย่างเอิกเกริกเช่นนั้นให้ศัตรูรู้ตัว ถ้าเลือกแผนบุกโจมตีแบบสายฟ้าแลบอาจจะมีประสิทธิภาพมากกว่า หรือว่านี่คือรูปแบบการทำาของราชอาณาจักรสปาร์ตากุส? ถ้าเป็แบบนั้นจริงๆ ราชอาณาจักรสปาร์ตากุสก็คงเป็สุภาพบุรุษมากๆ”
ซุนเฟย้าทราบข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมจากปากของแพรีส ในสถานการณ์แบบนี้ เมืองแซมบอร์ดได้รับข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวกับทางราชอาณาจักรน้อยมาก ดังนั้นซุนเฟยจึงจำเป็ต้องใช้วิธีนี้เพื่อจะได้รับข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติม
“เพราะพวกเขากำลังรอโอกาสจริงๆ ที่กำลังจะมาถึงน่ะสิ” แพรีสพูดด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“โอกาสจริงๆ?”
“อืม โอกาสนั้นก็คือ วินาทีที่องค์จักรพรรดิยาซินต”
“เป็ไปได้อย่างไรกัน? องค์จักรพรรดิยาซินใกล้จะตจริงๆ หรือ? หรือว่า…อาการจะหนัก?” ซุนเฟยถามอย่างใ
“ใช่ คนทั้งราชอาณาจักรต่างไม่มีใครอยากจะเชื่อ จักรพรรดิยาซินผู้ยิ่งใหญ่และทรงพลังที่ก่อตั้งราชอาณาจักรเซนิทขึ้นมาในวัยหนุ่ม…กำลังจะต แต่ว่านะ วีรบุรุษไม่ช้าก็เร็วก็ต้องมีวันลาจากไป หลายปีที่ผ่านมา องค์จักรพรรดิก็วิ่งวุ่นอยู่กับการทำาปราบปรามและการฆ่าฟัน ทั้งร่างมีแต่รอยาแ พลังชีวิตขององค์จักรพรรดิยาซินถูกใช้งานจนหนักเกินไป สุขภาพร่างกายของท่านมีแต่ถดถอยลง ได้แต่นอนอยู่บนเตียง ใน่ไม่กี่ปีมานี้ มีแต่ข่าวคราวเื่สภาพร่างกายที่แย่ลง พูดตรงๆ ก็คือท่านจะตได้ทุกเมื่อ”
เมื่อแพรีสพูดถึงตรงนี้ สีหน้าของนางก็เศร้าเล็กน้อย ั้แ่สมัยโบราณแล้ว วีรบุรุษกับสาวงามมักจะไม่แสดงผมขาวให้ใครเห็น1
แพรีสดูแปลกไปมาก ปกตินางมักจะเ้าเล่ห์และชอบพูดจาซ่อนความนัยอยู่เสมอ แต่ตอนนี้นางกลับยอมตอบคำถามของซุนเฟยทุกข้ออย่างง่ายดาย
“ระหว่างทางที่ข้ากำลังเดินทางมาเมืองหลวง ข้าได้ยินมาว่า อีกไม่นานท่านเทพนักรบผู้พิทักษ์คราซิกจะประลองฝีมือกับเทพนักรบผู้พิทักษ์ของสปาร์ตากุสที่ยอดเขาเทพนักรบ จริงหรือไม่?” ซุนเฟยพลันนึกถึงอีกเื่หนึ่งขึ้นมา
“เื่นี้เป็ความจริง เหลือเวลาอีกเพียงครึ่งเดือน การประลองระหว่างสองเทพนักรบผู้พิทักษ์บนยอดเขาเทพนักรบก็จะเริ่มขึ้น การประลองครั้งนี้จะเป็ตัวกำหนดชะตากรรมของราชอาณาจักร แต่ว่านะ อเล็กซานเดอร์ ตอนนี้เื่ที่ท่านต้องใส่ใจไม่ใช่เื่การประลองของเทพนักรบผู้พิทักษ์ ข้ามีข่าวหนึ่งที่น่าสนใจและมั่นใจว่าท่านเองก็ต้องสนใจเช่นกันมาบอก”
“อะไร?”
“ในวังหลวงมีข่าวลือกันว่า หลังจากนี้อีกสามวัน การแข่งขันการซ้อมรบระดับราชอาณาจักรกำลังจะเริ่มต้นขึ้น เนื่องจากภาวะาทำให้การแข่งขันครั้งนี้มีความสำคัญมาก และของรางวัลก็เพิ่มมากยิ่งขึ้น ผู้ที่โดดเด่นที่สุดในการแข่งขัน จะได้รับโอกาสนำทัพเข้าโจมตีกองทัพของศัตรูที่บุกรุกเข้ามายังชายแดน…”
นี่เป็ข่าวสำคัญที่แพรีสเปิดเผยออกมา
ซุนเฟยขมวดคิ้วเล็กน้อย
นี่เป็โอกาสที่หาได้ยากมาก อาณาจักรบริวารใดที่อยากยกระดับอาณาจักรของตัวเอง นอกจากจะเข้าร่วมการแข่งขันการซ้อมรบแล้ว ยังมีอีกวิธีหนึ่ง นั่นก็คือ การเข้ารวมรบในาเพื่อเก็บสะสมคุณงามความดี หลังาจบลง พวกเขาจะได้รับอนุญาตให้เพิ่มจำนวนประชากรกับจำนวนทหาร
ปัจจุบัน เมืองแซมบอร์ดใช้อำนาจอธิปไตยได้แค่บางส่วนเท่านั้น จำนวนประชนกับทหารนั้นไม่เพียงพอต่อการใช้สอย ดังนั้น ซุนเฟยจึงต้องพยายามอย่างหนักที่จะปั้นให้ทหารของเขากลายเป็ยอดฝีมือ
การจะแยกตัวออกมาจากราชอาณาจักรเซนิทในตอนนี้คงเป็ไปไม่ได้ ด้วยความแข็งแกร่งของซุนเฟยในปัจจุบัน เขาคงไม่อาจต้านทานยอดฝีมือทั้งหมดของราชอาณาจักรเซนิทได้แน่ ดังนั้น จนกว่าความแข็งแกร่งของตัวเองและเมืองแซมบอร์ดจะมีมากกว่านี้ เขาจำเป็ต้องเล่นตามกฎของคนอื่นไปก่อน
และถ้าเข้าสู่สนามรบที่ชายแดนได้ มันก็เป็โอกาสดีมากที่จะได้ฝึกฝนทหารของเขา เมื่อาจบลง พัฒนาการของทหารของเขาจะต้องก้าวะโประหนึ่งขี่จรวดพุ่งไปยังดวงจันทร์อย่างแน่นอน
เมื่อระดับของอาณาจักรแซมบอร์ดสูงขึ้น ผลประโยชน์ต่างๆ ก็เพิ่มมากขึ้น และซุนเฟยก็จะได้มีเวลาทุ่มเทพัฒนาตัวเองในโลก Diablo มากขึ้น
นี่เป็หนึ่งในสองเหตุผลที่ทำให้เขายอมเข้าร่วมการแข่งขันการซ้อมรบของราชอาณาจักรเซนิท ส่วนอีกเหตุผลหนึ่งก็คือ เขาอยากเห็นวัฒนธรรมและประเพณีของคนในแผ่นดินอาเซรอท อยากมาเปิดหูเปิดตาเพื่อทำความเข้าใจเื่ราวของโลกนี้
เมื่อมีแพรีสร่วมเดินทางมาส่ง ทำให้ชาวแซมบอร์ดเดินทางกลับค่ายทหารได้อย่างราบรื่น พวกเขาผ่านจุดตรวจได้อย่างง่ายดาย และใช้เวลาไม่นานก็มาถึงค่ายทหารอาณาจักรบริวาร แพรีสจะไปส่งซุนเฟยถึงหน้าค่ายทหารเมืองแซมบอร์ด ระหว่างทางนางก็พูดขึ้นมาว่า...
“การเดินทางครั้งนี้ ท่านเองก็ได้รับข้อมูลข่าวสารจากข้าไปเป็จำนวนมาก ฉะนั้นอเล็กซานเดอร์ ข้าเองมีบางอย่างอยากจะถามท่าน” เมื่อมาถึงหน้าค่ายทหารอาณาจักรบริวาร แพรีสที่เดินเคียงคู่กับซุนเฟยก็พูดขึ้นมา กลิ่นหอมจางๆ ที่ลอยมาจากตัวนางทำให้ซุนเฟยที่อยู่ข้างๆ อดไม่ได้ที่จะสูดกลิ่นหอมๆ เข้าไป
“เอ๋? ถามมาสิ!”
“นักเวทที่สวมหน้ากากสีดำลึกลับคนนั้น เขาเป็ใคร?” แพรีสกระซิบถามข้างหูของซุนเฟย
ซุนเฟยชะงักไปครู่หนึ่ง ยิ่งแพรีสเอนตัวเข้ามาใกล้ๆ เขามากขึ้นเท่าไร กลิ่นหอมชวนหลงใหลก็ยิ่งเด่นชัดขึ้น ผมยาวสลวยของนางปลิวไปตามสายลม เส้นผมบางส่วนพัดเข้ามาคลอเคลียข้างหูของซุนเฟย ความรู้สึกแปลกๆ ผุดขึ้นมากลางอกของเขา ก่อนที่ซุนเฟยจะตัดสินใจเดินขึ้นหน้าไปก้าวหนึ่ง แล้วตอบกลับไปด้วยสีหน้านิ่งๆ ว่า “'นักเวทแห่งรัตติกาล' ชาร์ปฮอร์น หนึ่งในหกาาปีศาจที่อยู่ใต้บัญชาการของข้า”
“หกาาปีศาจ? 'นักเวทแห่งรัตติกาล' ชาร์ปฮอร์น? ข้าไม่เคยได้ยินชื่อเขามาก่อนเลย…” แพรีสยิ้มน้อยๆ ออกมา เห็นได้ชัดว่านางไม่เชื่อ “ไม่รู้ทำไม ข้าถึงรู้สึกว่าคนคนนั้นก็คือเ้า…อเล็กซานเดอร์?”
ซุนเฟยหัวเราะออกมาเบาๆ “ตัวตนของหกาาปีศาจลึกลับมาก นอกจาก 'นักเวทแห่งรัตติกาล' ชาร์ปฮอร์นแล้ว ยังมีคนอื่นอีกห้าคน ถ้าโชคดี เ้าอาจได้พบพวกเขาในภายหลัง”
“เอาเถอะ ตอนนี้ข้าเชื่อเ้าก็ได้ ฮึ! อย่าให้ข้ารู้ก็แล้วกันว่าเ้าโกหก!” แม่มดสาวดูไม่ค่อยพอใจกับคำตอบที่ได้รับเท่าไร นางกวาดสายตามองซุนเฟยด้วยท่าทางโมโห แต่ด้วยใบหน้าและท่าทางของนาง ทำให้การกระทำของนางดูไม่น่ากลัวเลยสักนิด กลับกัน มันดูน่ารักเสียมากกว่า
ซุนเฟยหัวเราะออกมาเขาไม่พูดอะไรต่อ
สายลมยามค่ำคืนพัดผ่านมา ความหนาวเย็นดุจคมมีดคอยกรีดไปตามิั
ความมืดเข้าปกคลุมไปทั่วแผ่นดิน นอกจากแสงจากคบเพลิงและดวงดาวแล้ว บนผืนฟ้าก็ไม่มีแสงสว่างใดอีก
บรรยากาศเงียบสงบ
ระหว่างพวกเขาทั้งสองคนไม่มีใครพูดอะไรออกมาอีก
สิบนาทีต่อมา
“าาแซมบอร์ด ข้าไม่ได้คาดหวังให้เ้ามาอยู่ฝ่ายองค์ชายโดมิงเกวซ เพื่อคานอำนาจกับองค์ชายใหญ่และองค์หญิงนาตาชา ข้าขอแค่วันใดวันหนึ่ง ถ้าองค์ชายโดมิงเกวซพบกับความยากลำบาก ขอให้เ้าช่วยเขาสักครั้ง”
แพรีสไม่ได้รั้งอยู่ในค่ายทหารแซมบอร์ดนาน ไม่แม้แต่จะเข้าไปในค่ายด้วยซ้ำ เมื่อมาถึงหน้าค่ายทหารเมืองแซมบอร์ด นางก็จากไปทันที
แต่ก่อนที่นางจะจากไป สาวงามผู้ชาญฉลาดอย่างนางได้ทิ้งประโยคสุดท้ายนี้ไว้
ท่ามกลางหิมะสีขาวหนาที่กว้างสุดลูกหููลูกตา จะเห็นจุดแดงเล็กๆ ที่อยู่ไกลลิบๆ
นั่นคือกลีบกุหลาบสีแดงเืที่แม่มดสาวเด็ดทิ้งไว้
……
……
เมื่อค่ำคืนแห่งการฆ่าล้างบางผ่านพ้นไป แสงอาทิตย์ยังไม่โผล่พ้นเส้นขอบฟ้าดี
ดวงจันทร์ซ่อนตัวอยู่หลังหมู่เมฆ สายลมขนาดใหญ่ที่พัดเข้ามาส่งเสียงร้องดังหวีดหวิว กองหิมะที่กองอยู่บนพื้นพลันฟุ้งกระจายไปทั่ว หิมะที่ลอยอยู่กลางอากาศม้วนตัวลอยละลิ่วอย่างสะเปะสะปะ น้ำแข็งเริ่มปกคลุมไปทั่วแผ่นดิน
ซุนเฟยพลิกม่านเต็นท์ขึ้น ก่อนจะเดินเข้าไปด้านใน
อุณหภูมิภายในเต็นท์อบอุ่นมาก ด้านในมีสาวงามนางหนึ่งกำลังนั่งเงียบๆ อยู่บนเก้าอี้หิน นางสวมชุดคลุมขนสัตว์สีดำ มือเรียวขาวที่โผล่พ้นออกมาจากเสื้อคลุมสีดำ ตั้งตรงบนโต๊ะหินคอยค้ำคางของนางไว้ เส้นผมสีหมึกของนางยาวสยายไปบนโต๊ะหิน เห็นได้ชัดว่านางกำลังรอซุนเฟยกลับมา แต่เพราะความง่วงนางจึงหลับไปโดยไม่รู้ตัว
แต่แองเจล่าหลับไม่ลึกเท่าไร
เพียงได้ยินฝีเท้าก้าวเข้ามา นางก็สะดุ้งตื่นทันที
“อเล็กซานเดอร์ ท่านกลับมาแล้ว…” ดวงตาสุกสกาวราวกับดวงดาวจ้องมาที่ร่างของซุนเฟยอย่างตื่นตระหนก นางกวาดสายตามองหาาแบนร่างของซุนเฟย ก่อนจะรีบดึงฉากกั้นที่อยู่ข้างๆ ออกมาอย่างดีใจ
ด้านหลังฉากกั้นมีถังน้ำขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยน้ำร้อนที่มีไอน้ำสีขาวลอยคลุ้งขึ้นมา บนตัวถังแกะสลักวงเวทเล็กๆ เพื่อเพิ่มความร้อนและฝังก้อนหินเวทมนตร์ไว้ เพื่อคอยกระตุ้นวงเวทธาตุไฟขนาดเล็กให้ทำงานอยู่เสมอ
ก่อนจะเติมน้ำ ถังนี้ถูกล้างทำความสะอาดมาแล้ว แองเจล่าซื้อถังนี้มาไว้เพื่อซุนเฟยโดยเฉพาะ และตอนนี้ก็ถึงเวลาที่จะใช้มันแล้ว ก่อนที่เหล่าสาวใช้จะเข้านอน พวกนางได้ต้มน้ำไว้แล้วเทใส่ถังนี้ เพื่อให้ถังเวทมนตร์นี้คอยรักษาอุณหภูมิไว้ รอให้ซุนเฟยกลับมาอาบ
------------------
1 ั้แ่สมัยโบราณแล้ว วีรบุรุษกับสาวงามมักจะไม่แสดงผมขาวให้ใครเห็น ผมขาวในที่นี้ หมายถึง ความอ่อนแอ
