บทที่ 79 ทดสอบพลัง
“ตูม...” เพียงลั่วถูชกหมัดออกไป หินูเาไฟตรงหน้าพลันแตกกระจายเป็ชิ้นเล็กชิ้นน้อย คลื่นความร้อนซัดออกไปจนเกิดเป็ระลอกคลื่นบนผิวธารลาวาเบื้องหน้า ขณะที่ปล่อยหมัดออกไปก็ปรากฏแสงจากเปลวเพลิงอันเลื่อนรางออกมาด้วย ทำให้เกราะแขนของเขาที่ได้รับมาจากม่อฉงราวกับถูกแผดเผาย้อมไปด้วยสีแดงเพลิงอย่างไรอย่างนั้น
“นี่คือพลังของการเปิดิญญาอย่างนั้นหรือ?” ลั่วถูผ่อนลมหายใจออกมายาวเหยียด แต่เขากลับนึกขึ้นได้ว่า พลังของเขาตอนนี้ต้องแข็งแกร่งกว่าศิษย์าขั้นหนึ่งมากแน่ เพราะั้แ่ก่อนเปิดิญญา เขาก็มีพลังของศิษย์าขั้นหนึ่งอยู่แล้ว อย่างน้อยก็แบกรับการกัดกร่อนของการเปิดิญญาได้ถึงเจ็ดครั้ง ไม่เพียงจุดชีพจรในร่างกายของเขาที่แข็งแกร่ง ร่างกายของเขาเองก็แข็งแกร่งมากเช่นกัน ไม่เช่นนั้นภายใต้การกัดกร่อนของพลังิญญาคงตัวะเิตายไปนานแล้ว เขาสงสัยกระทั่งว่าเหตุที่รากิญญากลายพันธุ์สามารถเชื่อมต่อกับจุดชีพจรในร่างกายของเขาได้อย่างแแ่เช่นนี้ มีส่วนมาจากการเปิดิญญาทั้งเจ็ดครั้งก่อนหน้านี้ พลังิญญาแข็งแกร่งที่พัดโหมกระหน่ำอยู่ที่จุดชีพจรในร่างกายของเขาทุกครั้ง ไม่เพียงทำให้จุดชีพจรในร่างกายของเขาแกร่งขึ้น แต่ยังััถึงจุดชีพจรที่ซ่อนเร้นอยู่ในร่างกายของเขาได้อีกด้วย ทำให้รู้สึกกระฉับกระเฉงขึ้นไม่เบาเลยทีเดียว และท่ามกลางความประหลาดใจครั้งนี้เองที่รากิญญาเพลิงกลายพันธุ์ได้หลอมรวมเข้ากับร่างกายของเขาอย่างสมบูรณ์
ใช่ว่าผู้เปิดิญญาทุกคนจะสามารถรวบรวมพลังธาตุแห่งฟ้าดินได้ ส่วนใหญ่คนที่ใช้พลังธาตุแห่งฟ้าดินได้ดั่งใจนึกล้วนเป็อัจฉริยะ เป็พวกที่รากิญญาบริสุทธิ์ยิ่งกว่าสิ่งใด คนที่ใกล้ชิดกับพลังธาตุแห่งฟ้าดินที่สุด และผู้เปิดิญญาเหล่านี้ มักเรียกได้ว่าไร้คู่ต่อกรในระดับเดียวกัน เพราะการโจมตีของพวกเขาล้วนมีพลังธาตุแฝงอยู่ด้วย จากเดิมที่มีพลังเพียงวัวหนึ่งตัว ทว่าในพลังของวัวหนึ่งตัวที่มาพร้อมกับพลังธาตุ บางคนถึงขนาดปล่อยพลังทำลายล้างออกมาได้สองเท่าหรืออาจหลายเท่าโดยขึ้นอยู่กับระดับความคุ้นเคยกับพลังธาตุด้วย
ลั่วถูรู้สึกว่าหากตัวเขาปล่อยหมัดออกไปโดยไม่นับรวมพลังจากพลังธาตุ อย่างน้อยต้องมีพลังมากกว่าศิษย์าขั้นสองแน่นอน อาจเทียบเท่าพลังทั่วไปของศิษย์าขั้นสามหรือพลังของวัวสามตัวได้ด้วยซ้ำ ทว่าหลังจากรวมเข้ากับพลังของเปลวเพลิงแล้ว ถึงกับทำลายหินูเาไฟก้อนใหญ่ได้อย่างง่ายดาย เขาเชื่อว่าถ้าเขาใช้เคล็ดวิชาพลังของเต่าลึกลับแบกหิน และอาศัยความช่วยเหลือจากเกราะแขนม่อฉงร่วมด้วย ต้องมีพลังรบเท่าศิษย์าขั้นสี่ได้แน่ หรืออาจแข็งแกร่งยิ่งกว่าเสียอีก ช่างเป็เื่น่ายินดีที่ไม่คิดไม่ฝันอย่างแท้จริง
แม้ศิษย์าขั้นสามขั้นสี่ในมิติลับเพลิงต้นกำเนิด อาจเป็เพียงพวกระดับล่างแสนอ่อนแอ แต่อย่างน้อยก็พอมีพลังปกป้องตัวเองได้ แน่นอนว่าหากมองจากภายนอกแล้ว เขายังััถึงพลังลมปราณจากการเปิดิญญาไม่ได้อยู่ดี เพราะว่ารากิญญาหลักของเขายังไม่เปิดิญญาจริงดังว่า เพียงแต่เปิดิญญาแล้วเพียงเส้นหนึ่งเท่านั้น... บางครั้งการซ่อนพลังของตัวเองก็เป็วิธีที่ฉลาดไม่หยอก ตัวเขาผู้ที่ดิ้นรนอยู่ในสนามรบฝานเหรินมาหลายปีดีดักย่อมเข้าใจในจุดนี้ดี อะไรที่ซ่อนได้ ก็อย่าเปิดเผยออกมา
“ต้องออกไปดูเสียหน่อยแล้ว ในเมื่อเส้นทางทิศใต้ผ่านไม่ได้ คงต้องลองไปทางอื่นดู ไม่แน่ตระกูลทำนายของถังเฝยเฝยอาจมีของดีจริงๆ ก็ได้ ต้องไปทางเหนือหรือตะวันตกเฉียงใต้ หรือทางตะวันออกถึงจะถูกต้องกันแน่?” แต่ลั่วถูก็ตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว นั่นมันูเาไฟปะทุเลยนะ ไม่ใช่น้ำพุเสียหน่อย เมื่อูเาไฟปะทุขึ้นมายอมทำให้ในอาณาเขตหลายร้อยลี้กลายเป็เขตภัยพิบัติไปด้วย ถึงเขาจะดูดซับพลังธาตุเพลิงที่ลอยละล่องอยู่ในอากาศได้ แต่เขาไม่คิดว่าตนจะรับมือกับอุณหภูมิที่สูงจนน่าพรั่นพรึงขนาดนั้นไหว ในตอนที่อสูรเขาม้าควบไปบนเปลวเพลิง แต่เขายังคงปลอดภัยดี สาเหตุหลักเป็เพราะเปลวไฟเ่าั้กำลังลุกไหม้อยู่บนป่าไม้ต่างหาก ส่วนเปลวไฟที่อยู่บนพื้นดินไม่สู้รุนแรงเท่าไรนัก ทว่าสิ่งที่อันตรายไม่ใช่ทะเลเพลิงที่แผดเผาอยู่เต็มพื้นดิน แต่เป็อุณหภูมิของอากาศโดยรอบที่สูงเกินจนทำให้คนอยู่ไม่ได้ต่างหาก หากเป็เช่นนั้นเกรงว่าเขากับอสูรเขาม้าคงไม่แคล้วได้ทิ้งชีวิตอยู่ที่นั่นไปแล้ว เสียดายก็แต่าาสัตว์อสูรทั้งสามตัวที่ตัวใหญ่เกินไป ไม่ว่าพวกมันจะพยายามสักเพียงไร ก็ไม่อาจหลีกหนีเปลวไฟบนกิ่งไม้ได้ สุดท้ายขนก็ถูกไฟไหม้ไปเป็ธรรมดา
เมื่อปีนขึ้นสู่ยอดเขาอีกครั้ง สิ่งที่ลั่วถูเห็นมีเพียงเปลวไฟ ป่าแห่งนั้นถูกเปลวเพลิงแผดเผาจนไหม้ไปเกือบหมดแล้ว ผืนฟ้าที่มืดดำราวกับก้นหม้อคล้ายจะลดระดับลงต่ำลงทุกที สายฟ้ากะพริบวาบเหนือหมู่เมฆ ในสถานที่ที่ห่างไกลออกไป กลุ่มควันดำทะมึนลอยขึ้นเป็สายดั่งร่างั จากนั้นกระจายออกไปรอบทิศทาง ในระยะพันลี้ล้วนถูกเถ้าูเาไฟเข้าปกคลุม ในอากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นกำมะถันที่ชวนให้คนสำลัก ลั่วถูถึงกับต้องหยิบผ้าผืนหนึ่งจากแหวนมิติมาปิดจมูกของตัวเอง แถมยังโพกไว้บนศีรษะอีกหลายทบ ทำอย่างกับเป็ผ้าโพกหัวอย่างไรอย่างนั้น เพราะเขาเห็นแล้วว่าหมอกดำที่กำลังพัดเข้าใส่เป็ระลอก คือเถ้าูเาไฟนั่นเอง
ทางด้านใต้ตีนเขาก็พบเห็นสัตว์อสูรบางตาลง ลั่วถูรู้ว่าตัวเขาไม่อาจอยู่ในมิตินี้ได้นานนัก หากรั้งรอต่อไปเกรงว่าเถ้าูเาไฟอันแสนสยดสยองคงกำจัดเขาได้แน่ ในอากาศไม่ได้มีเพียงธาตุเพลิง แต่ยังมีควันพิษแฝงอยู่ด้วย ขืนอยู่ในสถานที่เช่นนี้นานเข้า ถึงจะเป็ร่างกายของเขาที่แข็งแกร่งขึ้นหลายเท่าตัวแล้ว เกรงว่าผลกระทบที่อาจได้รับคงไม่ใช่ย่อยอยู่ดี
“เอ้ะ... ” ขณะที่ลั่วถูตัดสินใจเดินทางไปยังทิศตะวันตก กลับเห็นว่าในที่ที่ไกลออกไป ได้ปรากฏจุดแสงออกมาหลายจุดกลางอากาศ จุดแสงนี้ไม่ใช่ของแปลกตาสำหรับเขาแล้ว มันคือประตูมิติ เ้าสิ่งนี้เป็การสุ่มทั้งหมด ไม่มีใครรู้ว่าจะถูกส่งไปที่ไหนในมิติลับ อีกทั้งประตูมิติเหล่านี้จะปรากฏเพียง่เวลาสั้นๆ จากนั้นหายไป ราวกับว่าในฟ้าดินแห่งนี้มีพลังประหลาดบางอย่าง ทำให้มิติบางแห่งถูกบิดเบือน จากนั้นปรากฏรอยแตกขึ้นเป็ประตูออกมาจากความว่างเปล่า
เมื่อได้เห็นผู้โชคดีหลายกลุ่มตกลงไปในป่า ในใจของลั่วถูก็สั่นไหว คนเหล่านี้เป็ถึงยอดฝีมือจากเผ่าต่างๆ ถ้ามีโอกาสสังหารพวกเขาสำเร็จ ย่อมสะดวกกว่าการไปตามหาโชคชะตามากนัก แม้การบ่มเพาะของเขาจะไม่สูงสักเท่าไร ทว่าหากพูดถึงเื่ล่าสังหาร ลั่วถูไม่คิดว่าตัวเองจะแพ้สักนิด คิดได้ดังนั้นจึงมุ่งหน้าไปทางประตูมิติที่ใกล้ที่สุดทันที
……
หยินอู่หยางไม่ถูกใจสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยธาตุเพลิงเอาเสียเลย เผ่าผีเคยชินกับการอยู่ในโลกที่มืดมิด โลกแห่งนี้ทำให้เขารู้สึกเหมือนตกนรกไม่มีผิด ถึงจะเป็เผ่าผีก็ยังหวาดกลัวนรกอยู่ดี แต่โชคยังดีที่ฟ้าดินในมิติแห่งนี้ไม่มีแสงสว่างเหมือนโลกมนุษย์ พระอาทิตย์ที่อยู่ใต้ขอบฟ้าตลอดเวลาทำให้เขาพอจะสะกดความตระหนกในใจลงได้ เขามาที่โลกแห่งนี้ก็เพราะคิดจะตามหาิญญาเพลิงที่ควรเป็ของเขา ตำนานแห่งมิติลับเพลิงต้นกำเนิด ไม่เพียงมีเพลิงอสูร เพลิงภูตและเพลิงปฐี ยังมีเพลิงผีอีกชนิดหนึ่งอยู่ด้วย ทั้งยังเป็เพลิงที่พิเศษที่สุด หากเผ่าผีหาเปลวไฟชนิดนี้เจอ เช่นนั้นก็อยากพลิกกระดานได้เลยทีเดียว มันอาจทำให้ตัวเขาได้เสริมพลังหยินสร้างพลังหยาง เพื่อเติมเต็มวิถีอันยิ่งใหญ่... เทียบกับเพลิงปฐีแล้ว เพลิงผีที่ว่านี้ดึงดูดความสนใจของเผ่าผีได้ดียิ่งกว่า
“เทียนลู่ ตอนนี้เ้าอยู่ที่ไหน... ” หยินอู่หยางส่งพลังจิตส่งเข้าไปที่ยันต์หยก นี่คือของที่ผู้าุโในเผ่ามอบให้เขาก่อนเข้ามาในมิติลับ หากอยู่ภายในระยะทางที่กำหนดไว้จะสามารถระบุตำแหน่งของพวกพ้องที่ถือหยกอยู่ได้ ทำได้กระทั่งติดต่ออย่างง่ายได้ด้วยซ้ำ
“แปลกจริง ทำไมไม่มีการตอบสนอง ยันต์ตอบิญญาก็บอกว่าเทียนลู่อยู่ใกล้ๆ นี้... ” หยินอู่หยางขมวดคิ้ว เขาใช้ยันต์ตอบิญญาตามหามาจนถึงตรงนี้ ตอนแรกคิดว่าหยินเทียนลู่คงอยู่ไม่ไกล ทว่าในละแวกนี้กลับไร้เสียงตอบกลับ
“วิ้ง วิ้ง... ” ในตอนนั้นเองที่ยันต์ตอบิญญาในมือของหยินอู่หยางส่องแสงขึ้น แถมยังส่งเสียงดังวิ้งวิ้งออกมาอีกต่างหาก เขารีบปรับทิศทาง และตามที่มาของเสียงไป หลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง เขาก็เห็นหลุมั์ขนาดหลายจั้ง และในหลุมนั้นมีศพที่บิดงอปรากฏสู่สายตาของเขา
“เทียนลู่... ” หยินอู่หยางคำรามด้วยความโกรธ หยินเทียนลู่ตายแล้ว เขาพลันเหลือบไปเห็นว่าข้างกายของหยินเทียนลู่มีเศษหินที่แตกกระจายอยู่ และยังคงแผ่ไอความร้อนอันเดือดพล่านออกมา
“ลูกไฟ... ” ในใจของหยินอู่หยางได้แต่รู้สึกจนใจ
“ไม่สิ... ” ในใจของหยินอู่หยางสั่นสะท้าน ภาพตรงหน้าไม่ต่างอะไรกับกับดัก ถ้าถูกลูกไฟชนเข้าจริง ศพของหยินเทียนลู่คงลุกไหม้ไปแล้ว ทว่าตอนนี้เพียงร่องรอยถูกทุบเท่านั้น และรอยไฟคลอกบนร่างกายถึงแม้จะชัดเจนนัก แต่ดูเหมือนเป็วิชาที่เกี่ยวกับเปลวไฟมากกว่า ไม่ใช่ลูกไฟ...
“ฟุ่บ ฟุ่บ... ” ขณะที่หยินอู่หยางรู้สึกได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ กลับได้ยินเสียงยิงธนูดังขึ้นจากด้านหลังของเขาอย่างฉับพลัน เขาได้แต่ใและกลิ้งตัวหลบจนร่วงลงไปในหลุมนั้น
ในขณะที่ร่างของเขากลิ้งตกลงไปในหลุมใหญ่ ก็ต้องรู้สึกเย็นสันหลังวาบ ลูกศรเ่าั้ตัดเสื้อผ้าบางส่วนบนหลังของเขา ถ้าเขาช้าไปอีกแม้เพียงนิด เกรงว่าลูกศรเหล่านี้คงทะลวงร่างของเขาไปแล้ว
“ท่าไม่ดีแล้ว... ” แต่ในขณะที่หยินอู่หยางหลบฝนลูกศร พลันรู้สึกได้ว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง เพราะเขาพบว่าขณะที่เขากลิ้งลงไปในหลุม บนขอบหลุมมีด้ายเงินเส้นเล็กเส้นหนึ่งขึงอยู่ เมื่อร่างกายของเขากลิ้งลงไป ทำให้ด้ายเส้นนั้นขาด จากนั้นท่อนไม้จำนวนหนึ่งที่ซ่อนอยู่ในกิ่งไม้ร่วงใส่ราวห่าฝนทันที
“ตุบตุบ... ” เสียงของหนักตกลงใส่พื้นไม่หยุด ท่อนไม้ที่ร่วงมาปักลงในผืนดิน ราวกับหอกคมก็ไม่ปาน
“สมควรตาย!” หยินอู่หยางพบว่าไม่ว่าเขาจะหลบอย่างไร ล้วนไม่อาจหลีกหนีท่อนไม้พวกนี้ได้เลย เพราะกับดักนี้แทบจะครอบคลุมพื้นที่ทั่วทั้งหลุมอยู่แล้ว ขอแค่เขาอยู่ในหลุมก็ไม่มีทางหนีจากระยะโจมตีของท่อนไม้เ่าั้ได้
“ตูม...” หยินอู่หยางไม่มีทางเลือกอื่น ทำได้เพียงหยุดนิ่งและชักดาบออกมา ฟันท่อนไม้ที่เกือบกระแทกศีรษะของเขา ทว่าด้วยแรงกระแทกอันรุนแรงทำเอาร่างกายของเขาถึงกับชะงักไปชั่วขณะ และท่อนไม้ที่ตามมาก็ปะทะเข้ากับร่างของเขาอย่างจังจนตัวปลิวอย่างต้านไม่อยู่
ไม้สีแดงชนิดนี้ทั้งแข็งทั้งหนักมาก ราวกับทองหรือเหล็กเสียด้วยซ้ำ แม้พลังิญญาคุ้มกายของหยินอู่หยางจะช่วยป้องกันเอาไว้ได้ ทว่ายังคงรู้สึกว่าราวภาพตรงหน้ามืดแสงลงไปเล็กน้อยอยู่ดี
หลังจากตื่นขึ้นจากการหน้ามืดอย่างยากลำบาก หยินอู่หยางะโออกมาเสียงดังะโและขึ้นจากหลุม เพราะเขาเห็นลูกไฟหลายลูกกำลังทะยานจากฟากฟ้าพุ่งเข้าหาหลุมที่เขาอยู่ ภาพแรกที่เห็นคือลูกไฟ ถึงหยินอู่หยางจะมั่นใจตัวเอง ทว่าเขาไม่ได้มั่นใจเสียจนคิดต้านลิขิต์ได้
“ตูม ตูม... ” ร่างของหยินอู่หยางเพิ่งพุ่งตัวออกจากหลุม เห็นไม้ตะปูสีแดงสองดอกพุ่งชนเขาอย่างจัง มุ่งเป้าไปที่ร่างท่อนบนของหยินอู่หยางจากทั้งสองทาง เื่ทั้งหมดราวกับถูกคาดคำนวณไว้ั้แ่แรกอย่างแม่นยำ รวมทั้งเวลาที่หยินอู่หยางจะะโขึ้นจากหลุม เมื่อร่างกายลอยอยู่กลางอากาศ แถมพลังก็ใกล้หมด แม้เขาจะคิดอยากเบี่ยงตัวหลบสักเท่าไร ทว่ากลับไร้เรี่ยวแรงก็ป่วยการจะหลบ ในเสี้ยวพริบตานั้นเขาขยับได้เพียงสองฉื่อกว่า แต่สุดท้ายก็ยังคงอยู่ในระยะโจมตีของไม้ตะปูสีแดงทั้งสองดอกอยู่ดี
“อ้าก... ” หยินอู่หยางคำรามอย่างโกรธแค้น ดาบในมือฟันออกไปสุดแรง ไม้ตะปูสีแดงถึงกับถูกเขาฟันจนแยกเป็สองท่อน ทว่าตะปูไม้อีกดอกที่เข้าโจมตีจากด้านหลังของเขา กลับกระแทกเข้าใส่หลังของเขาเต็มแรง แทบจะตรึงร่างของเขาไว้กับพื้นได้ในทันที ทันใดนั้นเองเขาเห็นได้เงาร่างหนึ่งดูกับแมวป่าพุ่งออกจากถ้ำอันมืดมิด เพียงกะพริบร่างวูบเดียวก็มาอยู่ตรงหน้าของเขาได้แล้วแต่นั่นไม่ได้ทำให้หยินอู่หยางดีใจเลยสักนิด มิหนำซ้ำร่างกายของเขายังกระแทกอัดเข้ากับฝ่ายตรงข้ามอย่างไม่อาจควบคุมได้อีกต่างหาก
