สีหน้าของทุกคนแปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
หลงโม่หรานถูกชายสวมหน้ากากจับกระแทกลงกับพื้น!
สีหน้าของหลงหว่านเอ๋อร์แสดงออกถึงความใและยินดีในเวลาเดียวกัน การกระทำของเย่เฟิงช่างทำให้ผู้คนประหลาดใจยิ่ง!
หลงจื่อและหลงชิงต่างมองหน้ากันด้วยความประหลาดใจ ก่อนที่ทั้งคู่จะพุ่งตัวจู่โจมหลงหว่านเอ๋อร์ ต่างคนต่างเคลื่อนไหวโดยคนหนึ่งใช้ฝ่ามือเมฆาไร้มลทินและอีกคนใช้ท่าขาสยบั ตราบใดที่หลงหว่านเอ๋อร์ตกอยู่ใต้เงื้อมมือพวกเขา ก็อาจทำให้ชายสวมหน้ากากไม่กล้าผลีผลามลงมือ
ขณะนั้นเอง กรงเล็บัสีทองสองสายพุ่งออกไปอย่างกะทันหัน จากนั้นจับตัวหลงจื่อและหลงชิงอย่างแ่า!
ทั้งสองคนเป็ผู้มีพลังลมปราณระดับสามสิบปี ซึ่งตอนนี้ลำพังเย่เฟิงคนเดียวย่อมไม่ใช่คู่ต่อสู้ของพวกเขา ทว่าใน่เวลาโกลาหลทั้งสองคนกลับถูกกรงเล็บัของชายหนุ่มจับไว้จนไม่สามารถขยับตัวได้ชั่วขณะ
“ไสหัวไปซะ!” เย่เฟิงคำรามพร้อมสะบัดมือทั้งสองข้าง พลังอันแข็งแกร่งเหวี่ยงหลงจื่อและหลงชิงออกไปอย่างรุนแรง พวกเขากระเด็นกันไปคนทาง ทั้งถูกกระแทกลงบนพื้นและกระแทกต้นไม้บริเวณใกล้เคียง
จากนั้นเย่เฟิงใช้ย่างก้าวไร้เงาขั้นที่สองพุ่งตัวอย่างรวดเร็วไปหยุดยืนตรงหน้าหลงหว่านเอ๋อร์ในชั่วพริบตา
พลังของชายหนุ่มเหลือน้อยเต็มที
กรงเล็บัค่อยๆ จางหายไป แม้ตอนนี้เขาจะสามารถใช้กรงเล็บัขั้นที่สามได้ แต่ก็แลกมาด้วยการเสียพลังไปมหาศาล ด้วยระดับพลังบ่มเพาะสิบสองปีทำให้เขาไม่อาจฝืนได้นานนัก
เขาหยิบต้นปะการังขนาดเล็กออกมาโดยไม่ต้องคิด ก่อนเริ่มดูดซับพลังของมันอย่างรวดเร็ว
สถานการณ์ในตอนนี้หากร่างกายเขาไม่มีพลังลมปราณเหลืออยู่ย่อมเป็เื่อันตรายมาก โชคดีที่ชายหนุ่มยังมีต้นปะการังขนาดเล็กเหลืออีกสี่ต้นและการดูดซับพลังสี่ครั้งก็นับว่าเพียงพอ แน่นอนว่าเงื่อนไขแรกคือเขาต้องมีเวลามากพอที่จะดูดซับพลังนั้นได้
เมื่อเห็นเย่เฟิงบุกเข้าไปขวางหน้าหลงหว่านเอ๋อร์โดยไม่สนใจความปลอดภัยของตัวเอง ทำให้หลินซือฉิงที่อยู่ในตำแหน่งคนขับประหลาดใจกับความตั้งมั่นและเด็ดเดี่ยวของชายคนนี้
หญิงสาวอดนึกถึงเหตุการณ์ะเิที่โรงงานร้างไม่ได้ ตอนนั้นชายสวมหน้ากากกดเธอไว้ใต้ร่างเพื่อปกป้องเธอ ความคิดเหล่านี้ทำให้หลินซือฉิงเผลอใจลอย
เย่เฟิงใช้กรงเล็บัจับหลงโม่หรานกระแทกลงกับพื้น ทั้งยังจับหลงจื่อและหลงชิงเหวี่ยงลอยไปไกล สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ผู้คนโดยรอบต่างตกตะลึง ชายสวมหน้ากากแข็งแกร่งขนาดนี้เชียวหรือ!
ต่อให้เปลี่ยนเป็พวกเขาคนใดคนหนึ่งก็ล้วนไม่อาจทำได้เช่นเดียวกับที่อีกฝ่ายทำ
เวลานี้กลุ่มคนของสำนักหมัดเทวาที่นำโดยชายชราเคราขาวอย่างสวีเซียวหยู่เดินทางมาถึงที่นี่ และทันเห็นเหตุการณ์ที่เย่เฟิงใช้กรงเล็บัขั้นที่สามซึ่งเป็ภาพการแสดงอำนาจไร้ขอบเขต ทุกคนต่างก็หน้าซีดเผือด
ในยุทธจักรมีบุคคลที่เยี่ยมยอดเช่นนี้ั้แ่เมื่อไร?
เกรงว่าทั่วทั้งยุทธจักรกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่...
“นายเป็ยังไงบ้าง?”
สีหน้าของหลงหว่านเอ๋อร์เต็มไปด้วยความกังวล เธอก้าวเข้าไปข้างหน้าเพื่อประคองชายหนุ่ม
“ไม่เป็ไร...”เย่เฟิงพยักหน้าพร้อมกับพูดออกไปได้เพียงเท่านี้ ฉับพลันคนทั้งคู่ก็เปลี่ยนสีหน้าในเวลาเดียวกัน
เพราะพวกเขาใช้จิตหยั่งรู้สำรวจบริเวณโดยรอบในเวลาเดียวกัน จึงทำให้รู้ว่าหลงโม่หรานที่ถูกทุ่มลงพื้น ตอนนี้กลับลุกขึ้นมาด้วยสภาพคลุ้มคลั่ง พร้อมกับฝีเท้าหนักๆ ที่เดินเข้ามา
“กระบี่!” หลงโม่หรานคำรามพร้อมทะยานตัวขึ้นจากหลุมลึกขึ้นมายืนบนพื้น
จากนั้นหลงชิงที่ถูกเย่เฟิงเหวี่ยงไปด้านข้างก็มีปฏิกิริยาตอบสนองทันที เขาปลดกระบี่ออกจากเอวพร้อมโยนมันไปทางผู้นำตระกูลของตน
หมับ!
หลงโม่หรานคว้าด้ามกระบี่ เืยังคงไหลจากแขนที่ถูกตัดขาดหยดลงมาช้าๆ สายตาของเขาเย็นเยียบ ชายวัยกลางคนจ้องอีกฝ่ายอย่างน่าสะพรึงกลัว ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจใช้เพลงกระบี่บุปผาเหมันต์ฝ่าสายลมล้อมจันทราขั้นที่สาม เื่นี้เป็สิ่งที่เขาไม่เคยนึกถึงมาก่อน เพราะชายสวมหน้ากากทำให้เขาต้องเดินมาถึงจุดนี้ หากเขาไม่กำจัดชายคนนี้ซะ มันจะต้องเป็หายนะครั้งใหญ่สำหรับเขาแน่นอน!
รูปแบบของวิทยายุทธ์มีด้วยกันทั้งหมดสามขั้น ขั้นแรกเป็เพียงการเริ่มต้น ขั้นที่สองคือสามารถปลดปล่อยพลังภายในออกมา และขั้นที่สามคือรูปลักษณ์ของกระบวนท่า
เพลงกระบี่บุปผาเหมันต์ฝ่าสายลมล้อมจันทราเองก็เช่นเดียวกัน
เพียงหลงโม่หรานเริ่มเคลื่อนไหวก็ราวกับว่าอุณหภูมิทั่วทั้งป่าลดฮวบลงนับสิบองศา ทั้งใบไม้ พื้นดิน ม่านฝนที่กำลังไหลรินลงมา ทุกอย่างล้วนมีน้ำแข็งปกคลุม แม้แต่แอ่งน้ำบนพื้นก็เริ่มแข็งตัว
เพลงกระบี่ทั้งหมดมีสี่กระบวนท่า
กระบวนท่าพายุหมุนสลายเมฆา กระบวนท่าหยาดน้ำค้างแห่งบุปผาร่วงโรย กระบวนท่าแสงอาทิตย์อัสดงส่องหิมะ และกระบวนท่าลำนำคลั่งใต้จันทรา ทั้งสี่กระบวนท่านี้ล้วนสื่อถึงฉากทิวทัศน์ทั้งสี่คือ วายุ บุปผา หิมะ และจันทรา ซึ่งเป็กระบวนท่าทั้งหมดของเพลงกระบี่บุปผาเหมันต์ฝ่าสายลมล้อมจันทรา
หลงโม่หรานยืนตระหง่านถือกระบี่ไม่เคลื่อนไหว ปลายกระบี่ของเขาสั่นเล็กน้อย ตามมาด้วยกระแสลมเย็นะเืที่โหมกระหน่ำใส่เย่เฟิง ป่าไม้ไหวตามแรงลม
ด้านหลินซือฉิงที่อยู่บนรถก็ถูกกระแสลมพัดจนแทบลืมตาไม่ขึ้น ผู้ฝึกวรยุทธ์คนอื่นๆ ต่างซวนเซยืนแทบไม่อยู่ หากผู้ฝึกวรยุทธ์คนใดสามารถบรรลุถึงขั้นสามได้ย่อมมีความสามารถไม่ธรรมดา!
“กระบี่สยบั!”
เย่เฟิงโคจรพลังลมปราณไปยังกระบี่สีทองเล่มยาว ปรากฏเป็ประกายกระบี่สีฟ้า
เปรี้ยง!
รัศมีของกระบวนท่าพายุหมุนสลายเมฆาจากหลงโม่หรานทำให้ทุกอย่างโดยรอบถูกทำลายย่อยยับ พร้อมกับพลังจากกระบี่สยบัของเย่เฟิงถูกทำลายล้าง ก่อนเข้าจู่โจมเย่เฟิงอย่างรุนแรงด้วยความเร็วดุจสายฟ้า
เพราะหลงหว่านเอ๋อร์ยืนอยู่ด้านหลัง เขาจึงไม่กล้าหลบหลีก ทำได้เพียงะโไปข้างหน้าและแกว่งกระบี่ออกไป
ฉัวะ!
รัศมีจากกระบี่พลังปราณที่โหมกระหน่ำเข้ามาถูกกระบี่แบ่งเป็สองซีก ทว่าอานุภาพของมันแข็งแกร่งเกินไปทำให้เอวและต้นขาของเย่เฟิงถูกเสียดแทงจนเป็แผลใหญ่
ได้รับาเ็หนักสองแห่ง ทว่าโชคดีที่ไม่ถึงแก่ชีวิต
ไม่ปล่อยเวลาให้เขาได้พักหายใจ หลงโม่หรานถือกระบี่บุกตามเข้ามาพร้อมออกกระบวนท่าหยาดน้ำค้างแห่งบุปผาร่วงโรย ทุกพื้นที่ที่กระบี่พลังปราณซัดผ่านล้วนเกิดเป็หยาดน้ำค้าง ใต้ฝ่าเท้าของหลงโม่หรานมีหยาดน้ำค้างก่อตัวขึ้นคล้ายคลึงหิมะสีขาวที่ตกผนึกราวกับใยแมงมุมที่แผ่ขยายไปยังบริเวณโดยรอบ
ระลอกคลื่นรัศมีของกระบี่ที่มองไม่เห็นปรากฏเป็น้ำค้างแข็งที่กระจายตัวออกไป พร้อมกับตัดต้นไม้ข้างทางออกไปหลายต่อหลายต้น ทั้งยังมีลมแรงพัดกระหน่ำไปทั่วบริเวณ
หากไม่ได้เห็นด้วยตาของตัวเองคงไม่เชื่อว่าจะมีวิทยายุทธ์ที่สามารถก่อให้เกิดผลที่น่าหวาดกลัวเช่นนี้ได้
“รีบถอยเร็วเข้า!”
สวีเซียวหยู่ ผู้าุโเคราขาวจากสำนักหมัดเทวารีบโบกมือออกคำสั่งให้เหล่าลูกศิษย์รีบถอยออกไปทันที เมื่อเห็นความน่าสะพรึงกลัวของเพลงกระบี่ เขาจะไม่ยอมปล่อยให้เหล่าลูกศิษย์ได้รับาเ็ขณะเฝ้าสังเกตการณ์การต่อสู้
จากนั้นไม่นานพื้นที่ว่างทั้งหมดก็ถูกกระบี่พลังปราณแปรเปลี่ยนเป็ทะเลขนาดย่อม หากพวกเขาไม่ถอยออกมาอาจโชคร้ายได้รับผลกระทบจนไม่อาจปกป้องชีวิตตัวเองได้!
เพียงไม่นานผู้สังเกตการณ์ทั้งหมดก็รีบถอยออกไปเป็วงล้อมขนาดใหญ่
‘บางครั้งหากฝึกฝนพลังภายในจนอยู่ในระดับสูงสุดได้ ย่อมสามารถดึงพลังที่สะท้านฟ้าดินเช่นนี้ออกมาใช้ได้ เพียงแต่ว่ามันฝึกยากกว่าพลังลมปราณมาก...’ เย่เฟิงครุ่นคิดกับตัวเอง ก่อนที่เขาจะกัดฟันพร้อมกับยืดอกขึ้น
“วิ่งเร็ว!” หลงหว่านเอ๋อร์ะโอย่างเป็กังวล จากนั้นก้าวไปคว้าแขนของเย่เฟิงพยายามจะดึงเขาออกไป
“ฉันไปไม่ได้”
เย่เฟิงใช้จิตหยั่งรู้กวาดมองก็ทราบเหตุการณ์ที่อยู่ด้านหลัง หลินซือฉิงพยายามลากตัวเสียวฉี่ที่หมดสติออกไป ทว่าเธอมีแรงไม่มากอีกทั้งต้องแบกเพื่อนไปด้วย นั่นยิ่งทำให้เธอไม่อาจวิ่งหนีได้เร็วนัก ด้านหนานฟางที่ยังแอบซ่อนอยู่ใต้รถ ด้วยข้อจำกัดพื้นที่ขนาดเล็กทำให้เขาไม่อาจหนีออกไปได้ทัน
หากเย่เฟิงหลบหนี มีหวังทั้งสามคนนี้ต้องถูกรัศมีกระบี่พลังปราณของหลงโม่หรานหันร่างเป็ชิ้นๆ แน่!
แม้มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่ภายใต้ขอบเขตการรับรู้ของจิตหยั่งรู้ก็ทำให้เขาทราบว่ารัศมีกระบี่พลังปราณของหลงโม่หรานกำลังเพิ่มความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ เย่เฟิงผลักหลงหว่านเอ๋อร์ออกไปพร้อมกวัดแกว่งกระบี่ยาวสีทองในมือเพื่อสกัดกั้นรัศมีกระบี่ที่พุ่งโจมตีไม่หยุด
ฉัวะ! ฉัวะ!
แม้เย่เฟิงจะสามารถรับรู้ถึงหยาดน้ำค้างที่มาพร้อมกับรัศมีกระบี่ ทว่าเขาก็ไม่สามารถทำอะไรได้ หากเขาเลือกหยุดยั้งหยาดน้ำค้างที่คืบคลานเข้ามาก็ไม่อาจปัดป้องรัศมีกระบี่ได้ รัศมีกระบี่ที่พุ่งเข้ามาไม่หยุดหย่อนทำให้ชายหนุ่มไม่อาจปัดป้องได้ทั้งหมด ผ่านไปเพียงไม่นานเขาก็ได้รับาเ็ทั่วทั้งร่าง
ชายหนุ่มไม่ยอมถอยแม้แต่น้อย เขายังยืนหยัดอยู่ที่เดิมเพื่อปัดป้องรัศมีกระบี่อันคมกริบทั้งยังไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
หากคิดสังหารหลงโม่หรานก็ยังมีอีกหนึ่งโอกาสที่จะสามารถทำได้ และนั่นก็เป็โอกาสสุดท้ายเช่นกัน
ทุกอย่างขึ้นอยู่กับเย่เฟิงว่าเขาจะสามารถคว้าโอกาสนั้นไว้ได้หรือไม่...
ระหว่างรับมือกับรัศมีกระบี่อยู่นั้น ชายหนุ่มก็เงยหน้ามองหลงโม่หราน
หลงโม่หรานเหยียดยิ้มเย้ยหยัน พลางคิดกับตัวเอง ต่อให้แกมีพร์สักแค่ไหน ก็ต้องตายในเงื้อมมือฉันอยู่ดีไม่ใช่หรือไง?
เขาค่อยๆ ก้าวเข้าไปใกล้เย่เฟิง!