ซูซานหลางมองบุตรสาวแล้วถามเพื่อความแน่ใจอีกครา "ท่านอ๋องอวี้พูดกับเ้าเช่นนี้จริงหรือ?"
เฉียวเยว่พยักหน้า ดวงหน้าน้อยจริงจังขึ้นหลายส่วน นางนิ่งคิดก่อนจะถามว่า "ท่านพ่อ นี่มันเื่อันใดกันแน่เ้าคะ เหตุใดเขาถึงกล่าวเช่นนี้ หรงเจินเป็ใคร หรงคือชื่อสกุลใช่หรือไม่?"
หรงเป็ชื่อสกุล เชื้อพระวงศ์สกุลหรงมีมากมาย นางเป็เพียงดรุณีน้อยในเรือนหลัง ไม่รู้ก็มิได้แปลกอันใด
ซูซานหลางนิ่งชะงักเล็กน้อย "หรงเจินคือองค์หญิงหนิงอัน ชายาอ๋องสี่แคว้นซีเหลียงในตอนนี้"
ซูซานหลางไม่อยากบอกเื่เหล่านี้กับบุตรสาว แต่กลัวว่ายายหนูตัวแสบของตนเองจะไปถามซี้ซั้ว ไม่สู้บอกนางไปตามตรงจะดีกว่า
"เื่นี้เ้าอย่าไปพูดกับผู้อื่น และไม่ต้องวิตกเกินไป พ่อจัดการได้" เขาเอ่ยอย่างจริงจัง
เฉียวเยว่พยักหน้ารับคำ นางหาใช่คนไม่รู้จักขอบเขต เมื่อพี่จ้านบอกเื่เหล่านี้กับนางก็คือความไว้เนื้อเชื่อใจ หากตนเองเอาไปผสมปนเปคิดฟุ้งซ่านอาจก่อให้เกิดปัญหาใหญ่ตามมา เฉียวเยว่เข้าใจเป็ที่สุด นางไม่ใช่ยอดคนจากไหน เป็เพียงเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่ง แม้จะมีประสบการณ์ชีวิตมาบ้างเมื่อชาติก่อนทำให้ฉลาดกว่าเด็กปรกติทั่วไป แต่อายุเพียงสิบเอ็ดขวบ ไม่จำเป็ต้องหวาดวิตกเกินไปในหลายๆ เื่
นางยิ่งนึกว่าตนเองเป็สตรีข้ามภพก็จะเก่งกล้าสามารถรอบด้านอยู่ด้วย
"เอาล่ะ เด็กดี กลับไปเถอะ ไม่ต้องกังวลเื่นี้ เด็กเล็กก็ควรอยู่อย่างเด็กเล็ก"
เฉียวเยว่ตอบอื้ม แล้วเตรียมออกไปจากห้องแต่โดยดี แต่เมื่อมาถึงประตู ซูซานหลางก็ร้องทัก "เฉียวเยว่"
เฉียวเยว่หันมา เลิกคิ้ว "อะไรหรือเ้าคะ?"
"คราวหน้าหากพบท่านอ๋องอวี้ ฝากขอบคุณเขาด้วย"
ซูซานหลางมีท่าทีอ่อนโยนขึ้น แม้ว่าจะยังรู้สึกไม่ชอบหรงจ้านอยู่ แต่เมื่อมานึกดูดีๆ ก็เป็คนพึ่งพาได้มาก และในเวลาสำคัญก็สามารถให้ความช่วยเหลือได้จริง อย่าว่าแต่อย่างอื่นเลย ครานี้เป็เื่ใหญ่ เขายอมบอกความจริงก็ยากยิ่งแล้ว
เฉียวเยว่ยักคิ้วน้อยๆ หลังจากนั้นก็เอ่ยว่า "ข้าทราบแล้ว แต่พี่จ้านคงจะไม่นำพา อ้อ จริงสิ..." นางหันมาพิจารณาซูซานหลางั้แ่หัวจรดเท้า แล้วค่อยๆ เอ่ยถาม "องค์หญิงหนิงอันคิดจัดการท่านแม่ คงไม่ใช่เพราะหนี้รักที่ท่านพ่อก่อไว้กระมัง?"
พอคิดเช่นนี้ก็รู้สึกว่าใช่อย่างยิ่ง
เฉียวเยว่หรี่ตาจ้องบิดา
ซูซานหลางฉุนจัดจนแทบจะหายใจไม่ออก แม้ว่า... แม้ว่าเื่จะเกี่ยวข้องกับเขาอยู่บ้างก็ตาม แต่ไม่ใช่ธุระที่นางจะมาสงสัย เขาทำสีหน้าเย็นะเื "ข้าว่านับวันเ้าก็ยิ่งขวัญกล้าขึ้นทุกที อยากถูกลงโทษนักใช่หรือไม่?"
เฉียวเยว่รีบชูมือยอมแพ้ "ท่านพ่อนี่จริงๆ เลย ไม่อยากตอบก็จะตีเด็ก ชวนให้คนยากจะบรรยายจริงๆ"
พูดจบก็วิ่งหนีออกจากประตูไป ด้วยเกรงว่าจะถูกลงโทษ
ซูซานหลางอมยิ้มพลางส่ายหน้าอย่างระอา บุตรสาวของเขาคนนี้มักทำให้รู้สึกว่านางยังเป็เด็กเพียงไม่กี่ขวบอยู่เรื่อย
เฉียวเยว่เก็บความอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับองค์หญิงหนิงอันหรงเจินไว้ในใจ แต่กลับไม่นึกว่าตนเองจะได้พบกับตัวจริง
จนกระทั่ง... นางมาที่สำนักศึกษาสตรี
"เมื่อครู่ข้าไปสุขา เห็นรถม้างามวิจิตรคันหนึ่งจอดอยู่ในลานสวน มีธงซีเหลียงอยู่้า ไม่รู้ว่าคนเ่าั้มาทำอันใดที่สำนักศึกษาสตรีของเรา" โม่หลันคลางแคลงสงสัยแฝงไปด้วยความหวาดระแวง
พูดตามตรง คนทั่วต้าฉีมิมีผู้ใดไม่รังเกียจซีเหลียง แต่ไรมาชายแดนของซีเหลียงและต้าฉีก็ไม่เคยสงบ แม้จะอยู่ไกลจากเมืองหลวง แต่ก็มีญาติในตระกูลจำนวนไม่น้อยพำนักอยู่ชายแดน ไม่เคยได้กลับมาตลอดหลายปี
ต่อให้พวกนางไม่มีญาติเหล่านี้ แต่พวกเขาเกิดในตระกูลขุนนาง ราชสำนักมีท่าทีอย่างไรก็ต้องคล้อยตาม และมักจะไม่เคยรู้สึกดีต่อซีเหลียงแม้แต่น้อย
สหายร่วมชั้นชื่อฟางโหรวกล่าวว่า "ข้ารู้ คนที่ข้าเห็นเมื่อครู่ก็คือองค์หญิงหนิงอัน ได้ยินว่านางรู้จักกับอาจารย์กู้ มาครานี้จึงมาเยี่ยมเยียนโดยเฉพาะ"
เอ่ยถึงเื่นี้ ฉินอิ๋งทำท่าจะพูดแต่ก็ลังเล ทว่าในที่สุดก็พูดออกมา
"ดูเหมือนได้ยินว่าตอนนั้นอาจารย์กู้จะชอบองค์หญิงหนิงอันจนแทบคลั่ง"
"ข้าอยากจะหัวเราะ นางฟ้านาง์เช่นนางนึกว่าใครๆ ก็ต้องชอบตนเองไปหมดทุกคนหรือ หากถามว่าหน้าใหญ่แค่ไหน ก็คงจะใหญ่เท่ากะละมัง นั่นแหละนางล่ะ" หรงฉางเกอลุกขึ้นมาทันที ท่าทางไม่พึงใจนัก เอ่ยด้วยน้ำเสียงขุ่นเคือง "พวกนางมาครานี้ดูท่าไม่น่าจะมีประสงค์ดี ยังคิดว่าตนเองเลิศเลอนัก ไร้ยางอายจริงๆ"
ความโกรธที่มาอย่างกะทันหันของหรงฉางเกอ ทำให้ทุกคนต่างงุนงง
เฉียวเยว่มองท่าทางเดือดดาลของอีกฝ่ายก็ไม่รู้ว่านางเป็อะไรไป นับดูแล้วองค์หญิงหนิงอันก็เป็เสด็จอาของนาง ต้องถึงกับโกรธเช่นนี้เลยหรือ?
ถึงอย่างไรองค์หญิงกับบิดาของนางก็ไม่ได้มีผลประโยชน์ร่วมกันอยู่แล้ว นางไม่คิดว่าจะมีสิ่งใดคุ้มค่าแก่การลุโทสะ
"สำนักศึกษามาเพื่อเรียนหนังสือ ไม่ใช่ให้เ้ามาเรียนรู้การพูดกระทบกระเทียบแดกดันผู้อื่น ออกไปยืนเป็การทำโทษ" น้ำเสียงเย็นะเืดังขึ้น
เฉียวเยว่หันไปมองก็เห็นอาจารย์กู้ตามคาด นึกเห็นใจหรงฉางเกออยู่เงียบๆ นางนี่โดนตลอดจริงๆ
แต่ครานี้หรงฉางเกอกลับไม่ต่อต้าน นางแค่นเสียงหึ แล้วกระแทกเท้าอย่างหนักเดินออกไปราวกับจะเหยียบใครสักคนให้ตาย
เฉียวเยว่กับโม่หลันสบตากัน ไม่รู้ว่าหรงฉางเกอเป็อะไรไป
"อย่านินทาผู้อื่นลับหลัง" อาจารย์กู้สงบนิ่ง
ขณะออกจากประตูก็พูดว่า "ยืนจนกว่าจะถึงคาบเรียนถัดไป"
เคราะห์ดีที่ระยะเวลาไม่นานนัก
จะว่าไปก็ประจวบเหมาะยิ่ง หลังเลิกเรียนแล้ว เฉียวเยว่กำลังเตรียมตัวจะกลับ ก็เห็นสตรีในอาภรณ์ผ้าไหมหรูหรากำลังเดินขึ้นรถม้า รูปโฉมงามเฉิดฉาย เนตรขนงดุจภาพเขียน เป็ความงดงามระดับทำลายล้าง
เฉียวเยว่คะเนว่านางคือชายาอ๋องสี่แห่งซีเหลียง องค์หญิงหรงเจินแห่งราชวงศ์ปัจจุบัน
อาจเป็เพราะสังเกตเห็นสายตาของเฉียวเยว่ หรงเจินจึงหันกลับมามองแวบหนึ่งอย่างไม่นำพา สตรีเช่นนางเคยชินกับการถูกผู้อื่นจดจ้องอยู่แล้ว
หลังออกมาจากสำนักศึกษาสตรี เฉียวเยว่ก็เห็นฉีอันกำลังรออยู่ นางยิ้มร่าพลางสะกิดเรียก "ไปกันเถอะ"
รถม้าของหรงเจินวิ่งผ่านไป นางมองผ่านผ้าม่านที่พลิ้วไสวไปตามลมโดยไม่ได้ตั้งใจ ก็เห็นแม่นางน้อยตัวเล็กยืนอยู่กับเด็กชายรูปร่างสูง หากมองทีละคน ทั้งสองไม่เหมือนกันเท่าไร แต่เมื่อยืนคู่กันเห็นได้ชัดว่าดวงตาและคิ้วมีส่วนคล้ายคลึงกันอยู่หลายส่วน
นางนิ่งคิดก่อนจะถามคนข้างกาย "เ้าดู เด็กคู่นั้นใช่บุตรแฝดัหงส์ของพี่สามสกุลซูหรือไม่?"
ผู้ติดตามข้างกายหันไปมอง แล้วตอบเสียงเบา "เพคะ" หลังจากนั้นก็เอ่ยอีกว่า "คุณหนูเจ็ดสกุลซูไม่ธรรมดา นางค่อนข้างสนิทชิดเชื้อกับท่านอ๋องอวี้"
หรงเจินอึ้งไปชั่วขณะ แล้วเม้มปาก "สนิทกับเด็กหรงจ้านนั่นเลยรึ ไม่น่าเชื่อ ยากยิ่งนักที่เขาจะใกล้ชิดกับผู้อื่น"
แม้จะกล่าวเช่นนี้แต่แววตากลับทรยศเ้าตัว ในความเฉยชาของนางแฝงไปด้วยความหวาดระแวง
"แม่นางน้อยนั่นหน้าตาเหมือนมารดานางมาก เห็นแล้วรำคาญสายตาจริงๆ"
รถม้าค่อยๆ เคลื่อนผ่านออกไป
ฉีอันรั้งสายตากลับมา "นั่นองค์หญิงหนิงอันหรือ?"
เฉียวเยว่ยักไหล่ "กล่าวให้ถูกต้องคือชายาอ๋องสี่แห่งซีเหลียง ไปเถอะ จะไปเยี่ยมพี่จื้อรุ่ยมิใช่หรือ?"
สองวันก่อนจื้อรุ่ยเกิดผื่นแดงขึ้นทั้งตัวกะทันหัน ฟังจากฮูหยินผู้เฒ่ายังไม่แน่ว่าจะติดต่อหรือไม่ ด้วยเหตุนี้ิ่จื้อรุ่ยจึงไม่ไปสำนักศึกษาสองวันแล้ว และพักผ่อนอยู่บ้าน
ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม จื้อรุ่ยกับพวกเฉียวเยว่เติบโตมาด้วยกัน ความสัมพันธ์ระหว่างฉีอันกับจื้อรุ่ยก็ดียิ่ง ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงรับปากซูซานหลางว่าจะมาเยี่ยมไข้พร้อมกัน
ไท่ไท่สามไม่ขัดขวาง
ไท่ไท่สามเตรียมของขวัญให้ทั้งสองคนแล้ว ไม่ช้าพวกเขาก็มาถึงจวนแม่ทัพิ่ เพราะมีการส่งเทียบเชิญมาล่วงหน้าพ่อบ้านจึงมารอต้อนรับนานแล้ว และพาทั้งสองเข้าไปข้างใน เขาอมยิ้มเอ่ยว่า "เชิญขอรับ เชิญขอรับ นายน้อยถามถึงพวกท่านหลายคราแล้ว"
ฉีอันมอบของขวัญให้พ่อบ้านแล้วเดินเข้ามาในห้องโถงพร้อมกับเฉียวเยว่ ทั้งสองคารวะฮูหยินผู้เฒ่าิ่อย่างมีมารยาท
"เด็กสองคนนี้ ช่างน่าชื่นใจจริงๆ พวกเ้ามีน้ำใจแล้ว"
หลังจากนั้นก็ส่งบ่าวให้ไปเชิญจื้อรุ่ย
"ท่านหมอบอกยังไม่แน่ใจว่าจะเป็โรคติดต่อหรือไม่ ข้าเองก็กลัวว่าพวกเ้าจะติดไปด้วย มิสู้พบกันห่างๆ ในสวนดีกว่ากระมัง?" ฮูหยินผู้เฒ่ากล่าว
เฉียวเยว่เข้าใจเหตุผล "เ้าค่ะ พวกเราทราบแล้ว สุขภาพของพี่จื้อรุ่ยเป็อย่างไรบ้างเ้าคะ ท่านหมอบอกหรือไม่ว่าจะหายดีเมื่อใด"
ความห่วงใยนั้นมาจากความจริงใจ
เฉียวเยว่เป็เด็กอบอุ่นกระตือรือร้นเช่นนี้เสมอ แต่ไหนแต่ไรมาไม่เคยทำให้คนรู้สึกว่าเสแสร้งหลอกลวง
"ท่านหมอบอกว่าต้องรักษาตัวอย่างน้อยสิบถึงสิบห้าวัน แต่ก็อาจจะนานกว่านั้น ทว่าไม่ใช่ปัญหาใหญ่โต ขอแค่อย่าต้องลม และกินยาตามเวลา ก็จะค่อยๆ ดีขึ้น"
ฮูหยินผู้เฒ่ายิ้ม "พวกเ้าสองคนนั่งเถอะ จะว่าไปก็โตกันหมดแล้ว ในความทรงจำของข้า แม่หนูเจ็ดสกุลซูยังเป็เด็กน้อยอวบอ้วนห้าหกขวบ เพียงไม่กี่ปีก็กลายเป็สาวน้อยร่างระหงไปเสียแล้ว"
นางเห็นเฉียวเยว่มาแล้วสองสามหน แต่เพิ่งเห็นฉีอันครั้งแรก สายตาทอดไปที่เด็กชายแล้วเอ่ยว่า "เ้าสูงกว่าพี่สาวไม่น้อย"
ฉีอันยิ้ม "เด็กผู้ชายโตเร็วขอรับ"
ในความเหมาะสมแฝงไปด้วยความสนิทสนมชิดใกล้ ฮูหยินผู้เฒ่าพยักหน้า "นั่นสินะ"
"พวกเ้าสองคนรู้ว่าโรคของข้าติดต่อได้ก็ยังจะมาอีก โง่หรือเปล่า" เสียงแหบห้าวของิ่จื้อรุ่ยดังขึ้น เขามิได้เข้ามาในห้อง แต่ยืนอยู่นอกหน้าต่างไม่ไกลนัก ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับหน้าต่างห้องโถงใหญ่พอดี
เฉียวเยว่มองไป ก็เห็นใบหน้าของจื้อรุ่ยเต็มไปด้วยผื่นแดงเห่อเต็มไปหมด รุนแรงเอาการ
"พี่จื้อรุ่ย ท่านคันหรือไม่?" นางถาม
ทำเอาโรคกลัวรูแทบกำเริบ เห็นเขาเป็เช่นนี้นางก็รู้สึกคันแทนแล้ว
ิ่จื้อรุ่ยเม้มปาก "พอไหว ข้าทายาแล้ว เ้ารบเร้าฉีอันให้มาด้วยสินะ ไม่เป็พี่สาวที่ดีเลยสักนิด"
เฉียวเยว่ทำเสียงดุ "พี่จื้อรุ่ยกล่าวเช่นนี้ได้อย่างไร พวกเราสองคนตกลงกันว่าจะมาเยี่ยมท่านด้วยกัน ท่านคือพี่ชายของพวกเรา พี่ชายไม่สบายพวกเราจะไม่มาเยี่ยมเยียนได้อย่างไร เห็นท่านตำหนิผู้อื่นคล่องปากเช่นนี้ ร่างกายคงไม่มีปัญหาแล้วกระมัง"
เฉียวเยว่สรุปความเช่นนี้ ทำเอาฮูหยินผู้เฒ่าหัวเราะพรืดออกมา ก่อนจะถอนหายใจเอ่ยว่า "เด็กคนนี้พูดมีเหตุผลจริงๆ"
เฉียวเยว่พยักหน้า "แน่นอนสิเ้าคะ ข้าไหนเลยจะเอ่ยไม่มีเหตุผลได้เล่า"
หลังจากนั้นก็ยิ้มเริงร่า "พี่จื้อรุ่ย อยู่ดีๆ กลายเป็เช่นนี้ได้อย่างไร ไปกินอะไรผิดสำแดงหรือเปล่า ควรตรวจสอบให้ดี ข้าเองเวลากินหมังกั่ว [1] ก็จะเป็ผื่นแดงเช่นนี้เหมือนกัน
ิ่จื้อรุ่ย "ข้ารู้"
เฉียวเยว่พึมพำ "ก็เลินเล่อพอกันนั่นแหละ"
แสงสว่างจากหน้าต่างสะท้อนให้เห็นใบหน้าของนางพอดี จื้อรุ่ยหลุบสายตา "ข้าไม่เป็ไร"
น้ำเสียงดังสะท้อนในอากาศ
...
[1] หมังกั่ว หมายถึงมะม่วง
