ในตอนนี้เธอไม่สามารถที่จะเข้าไปในพื้นที่ลึกลับได้
และตัวเธอก็ไม่สามารถทำอะไรได้เลยแม้แต่น้อย หลินลั่วหรานร่าย ‘เวทควบคุมลม’ ขึ้นมา
ก่อนที่จะบินขึ้นไปยังบนปากหลุม เ้าจิ้งจอกตัวน้อยพุ่งเข้ามาหาดวงตาของมันเต็มไปด้วยความสงสัย
ก่อนหน้านี้ที่นี่ร้อนระอุมาก แต่ทำไมอยู่ๆ ไฟแปลกๆ นั่นก็หายไป
หลินลั่วหรานอุ้มมันขึ้นมา ก่อนที่จะเดินกลับไปภายในถ้ำจิ้งจอกเต็มไปด้วยความเงียบสงบจิ้งจอกขาวนอนหลับตารวบรวมสมาธิอยู่บนก้อนหินกลมเหวินกวนจิ่งยังคงนอนอยู่ที่บริเวณพื้นทั่วทั้งตัวของเขาร้อนรุ่มราวกับถูกเปลวไฟเผาไหม้
ความจริงแล้ว ในตอนนี้เหวินกวนจิ่งเองก็เหมือนกับกำลังเผชิญหน้ากับอุปสรรคบางอย่างอยู่หากว่าเขาสามารถกลั่นพลังไฟประหลาดนั่นได้อย่างราบรื่นความสามารถของเขาก็อาจจะเพิ่มขึ้นอีกระดับ แม้ว่าตอนนี้อาจจะไม่ได้ผลอะไรขึ้นมาแต่สำหรับการฝึกต่อไปในภายภาคหน้าของเขาแล้ว กลับมีข้อดีอย่างไม่ต้องพูดต่างก็สามารถรู้กันได้เลยทีเดียว
แต่ว่าในตอนนี้เหวินกวนจิ่งก็ยังคงไม่ได้สติอยู่ระดับฝึกลมปราณนั้นไม่อาจเทียบได้กับระดับพื้นฐานที่แหล่งพลังเปิดออกแล้วและเหล่าพลังทั้งหลายต่างก็รวมกลุ่มกันพร้อมกับมีการเคลื่อนที่เป็ของตัวเองและสามารถกลั่นพลังที่ได้รับให้กลายเป็มวลพลังขึ้นมาได้ เมื่อพูดมาถึงตรงนี้แล้วในร่างของหลินรั่วหลานนั้นมีกลุ่มพลังอยู่สามกลุ่ม ทุกๆ คนต่างก็เหมือนกันทั้งนั้นแต่เธอก็พิเศษกว่าคนอื่นขึ้นมาเล็กน้อย ตรงที่ในทุกๆการขยับเคลื่อนที่ของกลุ่มพลังทั้งสาม เธอก็จะสามารถกลั่นพลังได้อย่างรวดเร็วแต่ในเมื่อไม่มีนักปราชญ์ระดับพื้นฐานคนไหนจะให้นำมาศึกษาได้หลินลั่วหรานจึงยังไม่ได้มั่นใจนัก
เธอส่ายหน้าไปมาหลินลั่วหรานเรียกความสนใจของตัวเองให้กลับมายังร่างของเหวินกวนจิ่งอีกครั้ง
ตอนนี้เหลืออยู่เพียงแค่ทางเดียวเท่านั้นก็คือการใช้มวลพลังที่อยู่ภายใต้การควบคุมของเธอช่วยให้เหวินกวนจิ่งสามารถข้ามผ่านขั้นตอนนี้ไปได้อย่างสำเร็จลุล่วง หลินลั่วหรานรู้ดีว่าการช่วยคนอื่นนั้นสำคัญมากสิ่งที่ทำให้เธอลังเลไม่ใช่เื่การรักษา เหมือนอย่างในทีวีที่จะต้องรักษาโดยตรงหรือจะต้องหาอะไรให้เข้ากันแบบนั้น...เธอรู้สึกว่า นี่มันดูสาหัสกว่าเสียอีกเพราะการที่เธอจะใช้มวลพลังของตัวเอง ในการนำพลังธาตุไฟที่ปะทุอยู่ในร่างของเหวินกวนจิ่งให้ผ่านการกลั่นไปได้นั้นเธอก็จำเป็ที่จะต้องใช้เส้นเืที่เหวินกวนจิ่งมักจะใช้ในการฝึกลมปราณอยู่เป็ประจำ!
ในตัวของคนนั้นมีเส้นเือยู่มากมาย แต่ว่าในทุกๆ สำนัก ทุกๆตระกูลต่างก็จะมีข้อพิเศษเป็ของตัวเอง มันก็เกี่ยวข้องกันกับพวกวิทยายุทธลับประจำตระกูลอะไรแบบนั้นเหมือนกับเหวินกวนจิ่ง เขาเป็ผู้ที่มีพร์ สิ่งที่ตระกูลเหวินให้เขาฝึกจะต้องไม่ใช่ของที่หาพบได้อย่างทั่วไปแน่นอน
ไม่ใช่สิ่งที่พบได้ทั่วไป...อา หลินลั่วหรานไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหลังจากที่เธอช่วยเหวินกวนจิ่งเอาไว้แล้ว เขาจะขอบคุณเธอหรือว่าจะถามหาเื่วิทยายุทธกันแน่ ในความรู้สึกของเธอเหวินกวนจิ่งก็เป็คนที่มีความคิดหัวโบราณคนหนึ่งเลยด้วย!อย่างไรก็ช่วยคนเอาไว้ก่อน จากนั้นค่อยคิดเื่พวกนี้ที่หลังก็แล้วกันเื่แบบนี้ ยิ่งคิดมากก็ยิ่งปวดหัว
และก็เป็เหมือนอย่างก่อนหน้านี้หลินลั่วหรานใช้มวลพลังธาตุไฟของตัวเองส่งไปยังร่างของเหวินกวนจิ่งเมื่อมวลพลังเข้าไปแล้ว มันก็เข้าไปหาพวกพลังธาตุไฟจากไฟประหลาดเ่าั้ในตอนแรกหลินลั่วหรานคิดว่าพวกมันจะโจมตีเข้ามาแต่เธอกลับพบว่าพวกโมเลกุลพลังเ่าั้ กลับเพียงแค่แปลกใจกับมวลพลังของเธอโดยที่ไม่ได้ลงมือกระทำใดๆหรือว่าจะเป็เพราะกลิ่นอายที่ตัวเธอเคยัักับไฟประหลาดนั่นมาก่อนจะทำให้พวกโมเลกุลพลังเหล่านี้คิดว่าเป็พวกเดียวกัน?
อาจจะเป็ไปได้! หลินลั่วหรานดีใจ ก่อนที่เธอจะรู้สึกสบายใจขึ้นมามากเธอขยับผ่านโมเลกุลไฟประหลาดเ่าั้ไปอย่างระมัดระวังจนกระทั่งหาเส้นเืที่มีพลังธาตุไฟแต่เดิมของเขาอยู่ได้พบ
เ้าพวกสิ่งเล็กๆ นี่ต่างก็เป็พลังที่ถูกเหวินกวนจิ่งกลั่นกรองมาตามปกติทำให้พวกมันดูนอบน้อมกว่ามาก ไม่แปลกเลยว่า ทำไมหลังจากที่พวกโมเลกุลของไฟประหลาดเ่าั้เข้ามาสู่ร่างกายของเขาพวกมันถึงทำได้เพียงแค่หลบซ่อนตัวหลินลั่วหรานพยายามบังคับมวลพลังของตัวเองให้เข้าไปอยู่ร่วมกับพวกมัน
“โป๊ะ...” ราวกับฟองอากาศสีรุ้งถูกหลินลั่วหรานทำให้แตกออกพวกพลังธาตุไฟประหลาดเ่าั้ต่างก็เพียงแค่คลุ้มคลั่ง แต่มวลพลังของหลินลั่วหรานนั้นมีระดับที่สูงกว่าดังนั้นเหล่าโมเลกุลพลังธาตุไฟที่สงบนิ่งอยู่ ต่างก็ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมา
ราวกับว่ามันจะเทียบพลังของตัวเองกับพลังของหลินลั่วหรานในระหว่างที่หลินลั่วหรานกำลังใอยู่นั้นพวกโมเลกุลพลังเหล่านี้ก็หนีหัวซุกหัวซุนหายไป!
พวกมันทั้งหมดต่างก็วิ่งไปตามเส้นโลหิต
นี่ดูไม่เหมือนกับลักษณะนิสัยของเหวินกวนจิ่งเลย...หลินลั่วหรานรู้สึกอึดอัดขึ้นมาแต่ว่าพวกพลังธาตุไฟประหลาดเหล่านี้กลับดูเหมือนว่ามันจะคิดว่านี่เป็เื่น่าสนุกเื่หนึ่ง พวกมันก็รีบเร่งขยับตามเข้าไปรวมกลุ่มกับพวกพลังที่กำลังหนีออกไปเมื่อมองไปยังโมเลกุลพลังที่ดูเหมือนกับผู้ร้ายที่กำลังวิ่งหนี พร้อมกับค่อยๆรวมเข้าด้วยกันในระหว่างที่วิ่งหนีไป จังหวะการขยับของพวกมันค่อยๆเป็หนึ่งเดียวกันมากขึ้นเรื่อยๆ มุมปากของหลินลั่วหรานถูกยกขึ้น ดูเหมือนว่าเธอจะหาวิธีทำให้พวกพลังเ่าั้หลอมรวมเข้าด้วยกันได้แล้ว
ที่แท้มันก็ไม่ได้จำเป็ที่จะต้องใช้การนำทางใดๆ เลยตอนนี้สิ่งที่ง่ายที่สุดก็คือการแสดงตนให้เหมือนเป็คนเลวแล้ววิ่งตามพวกพลังธาตุไฟเ่าั้ไป แค่นั้นก็พอแล้วเดิมทีพวกมันก็มีการเคลื่อนไหวไปตามสายเส้นโลหิตที่ถูกกำหนดเอาไว้แล้วพลังธาตุไฟของไฟประหลาดผสมปนเปอยู่ด้านใน เมื่อวิ่งไปเรื่อยๆก็จะถูกดูดซึมลงอย่างช้าๆจนเป็หนึ่งเดียวกัน...และการกระทำแบบนี้นั้นก็ง่ายยิ่งกว่าการที่หลินลั่วหรานพยายามบังคับพลังในร่างกายของตัวเองอย่างในตอนแรกเสียอีก ที่แท้มวลพลังที่มีระดับสูงกว่าเมื่อนำออกมาใช้แล้ว ก็เห็นผลได้ดั่งใจ
ในขณะเดียวกันนั้น เธอก็รู้สึกดีใจขึ้นมาที่พวกนักปราชญ์ระดับพื้นฐานอย่างฮุยจู๋ต่างก็มองข้ามระดับฝึกลมปราณไปไม่อย่างนั้นด้วยพลังที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง มันก็ไม่ใช่สิ่งที่อาวุธเวทที่เธอมีติดตัวจะสามารถข้ามผ่านไปได้
ภายในร่างกายของเหวินกวนจิ่งนั้นเกิดสิ่งต่างๆ ขึ้นตระการตามากมายแต่ความจริงแล้วในสายตาของเ้าจิ้งจอกน้อยมันก็เห็นเพียงแค่หลินลั่วหรานที่กำลังใช้มือวางทับอยู่บนมือของเหวินกวนจิ่งพร้อมกับมอง ‘เหม่อลอย’ ออกไปเท่านั้นมันร้อนใจขึ้นมา แต่จิ้งจอกขาวก็พยายามคอยปลอบประโลมมันเอาไว้เ้าจิ้งจอกตัวน้อยก้มหัวของมันลงบริเวณบนเท้าของจิ้งจอกขาวก่อนที่จะมองตรงไปยังมนุษย์ทั้งสอง พร้อมกับคิดอะไรต่างๆ ขึ้นมา
การที่จิ้งจอกตัวหนึ่งจะรู้สึกนึกคิดอะไรขึ้นมาได้นั้น แม้ว่ามันจะฟังดูน่าสับสนแต่ว่าเ้าจิ้งจอกตัวน้อยนั้นก็รู้เื่ราวต่างๆ มากมายทำให้มันก็สามารถที่จะคิดไตร่ตรองเื่ต่างๆ ได้เช่นกัน
แน่นอนว่าก็ต้องมีสิ่งที่มันไม่เข้าใจ อย่างเช่นทำไมอาไป๋ถึงต้องช่วยมนุษย์เพศชายคนนี้เอาไว้อีกทั้งยังต้องเสี่ยงชีวิตเข้าไปขโมยสมุนไพรมาเพื่อช่วยรักษาเขาจนพาตัวเองติดอยู่ในที่แบบนั้นโชคดีที่มันไปพบกับมนุษย์เพศหญิงที่ดูท่าทางไม่เลวเข้าเธอถึงได้ช่วยอาไป๋กลับมาได้
อาไป๋นั้นไม่ใช่แม่ของมัน แต่ว่าั้แ่ที่มันจำความได้มันก็อยู่กับอาไป๋มาโดยตลอด เ้าจิ้งจอกสีเขียวรู้สึกว่า มันก็ไม่น่าจะแตกต่างกับแม่มากนักแต่ว่าทุกๆ ครั้งที่มันหลุดปากเรียกอาไป๋ออกไปว่าแม่ อาไป๋ก็จะใขึ้นมาไม่เหมาะหรอก อาไป๋มักจะเอาแต่พูดว่าตัวเองนั้นไม่เหมาะสมที่จะเป็แม่ของมันอยู่เสมอ
เ้าจิ้งจอกตัวน้อยมองจ้องไปยังหลินลั่วหราน และเหวินกวนจิ่งที่นอนอยู่บนพื้นอาไป๋บอกให้มันเลือกติดตามใครสักคน เพื่อขึ้นไปบนพื้นโลก
พื้นโลกน่ะนะ เ้าจิ้งจอกตัวน้อยคิดไปถึงครั้งหนึ่งที่มันเคยแอบไปเห็นทรายสีทองกระจายเต็มไปทั่วท้องฟ้า ในใจของมันนั้นไม่ได้ยินดีนักบนพื้นโลกที่เป็แบบนั้น ดูเหมือนว่าจะไม่น่าสนุกเท่าใต้ดินนี่เอาเสียเลย!
แต่ว่าถ้าหากว่าจำเป็จะต้องเลือกใครสักคนจริงๆมันก็รู้สึกถูกชะตากับมนุษย์ผู้หญิงคนนั้นมากกว่า ผู้ชายคนนั้นดูนิ่งเฉยมากตอนที่แบกกลับมาก็ยังไม่สามารถที่จะขยับตัวได้อีกทั้งตัวของผู้หญิงคนนั้นมีกลิ่นอายสมุนไพรจางๆ และมันก็เป็กลิ่นที่หอมมากทีเดียว
อาไป๋เริ่มที่จะสั่งสอนมันขึ้นมาที่ข้างหูอีกครั้ง
ใช่แล้ว จะให้พวกมนุษย์รู้ไม่ได้ว่าตัวเองนั้นฉลาดถึงเพียงไหน
แต่ก็ไม่สามารถที่จะทำตัวโง่เกินไปได้เช่นกันได้ยินมาว่าพวกมนุษย์นั้นยึดหลักความเป็จริงมากทีเดียว พวกเขาไม่ค่อยชอบ ‘สัตว์เลี้ยง’ ที่โง่จนเกินไปแต่ว่าข้าก็ไม่ใช่สัตว์เลี้ยงเสียหน่อย!
แล้วก็ห้ามพูดถึงที่มาที่ไปของตัวเองด้วย ช่างวุ่นวายเสียจริงเ้าจิ้งจอกตัวน้อยนั้นอยากจะเหลือบตาขึ้นมองบนเสียให้ได้ตัวมันเองยังไม่ค่อยรู้อะไรเกี่ยวกับความเป็มาของตัวเองเลยแล้วจะให้พูดออกไปได้อย่างไร? อีกอย่างมันก็พูดภาษามนุษย์ไม่ได้ด้วย...ในขณะนั้นมันก็ลืมคิดไปว่า ทำไมตัวเองถึงสามารถฟังภาษามนุษย์ได้เข้าใจ ทั้งๆที่นี่เป็ครั้งแรกที่มันได้พบกับพวกมนุษย์แท้ๆ
วันนี้เป็วันสำคัญอีกวันหนึ่งเลยทีเดียว เ้าจิ้งจอกตัวน้อยหาวออกมาก่อนที่มันจะขยับไปนอนอยู่ข้างๆ ขาของจิ้งจอกขาว พร้อมกับคิดแย้งขึ้นมาว่าอาไป๋นี่พูดมากจริงๆ อย่างไรพวกมันก็ต้องอยู่ด้วยกันต่อจากนี้ค่อยเตือนมันอีกก็ได้แท้ๆ!
เมื่อเห็นว่าเ้าจิ้งจอกตัวน้อยนอนหลับสบายไปแล้วจิ้งจอกขาวก็ลูบลงบนใบหูของมัน ในตอนที่เงยหน้าขึ้นไปมองที่หลินลั่วหรานมันก็แสดงสีหน้าที่หนักแน่นออกมา
นักฝึกศาสตร์ชาวมนุษย์คนนี้ มีระดับการฝึกที่ต้อยต่ำแบบนี้ จะเหมาะสมจริงๆอย่างนั้นเหรอ?
ช่างน่าเสียดาย มันไม่มีเวลามากไปกว่านี้แล้วมันไม่สามารถจะรอต่อไปได้อีกแล้ว
ต้อยต่ำก็ต้อยต่ำเถอะ อย่างน้อยจิตใจของเธอก็ดีทีเดียวคนที่จะกระทำเช่นนี้กับนักปราชญ์คนอื่น ก่อนหน้านี้ก็ไม่ได้พบเห็นได้บ่อยนัก
เ้าจิ้งจอกขาวคิดขึ้นแบบนั้น ก่อนที่สายตาของมันจะอ่อนโยนลงมาก
**********
หลินลั่วหรานลืมตาขึ้นมา เธอรู้สึกเหนื่อยล้าขึ้นมาเล็กน้อย
หลังจากที่ถูกเธอไล่ตามอยู่นานในที่สุดพลังในกายของเหวินกวนจิ่งก็เริ่มที่จะมีวัฏจักรเป็ของตัวเองขึ้นมาเธอจึงไม่จำเป็ที่จะต้องทำอะไรอีกต่อไปแล้วเพียงแค่รอให้เหวินกวนจิ่งจัดการกลั่นพลังไฟประหลาดเ่าั้ได้เรียบร้อย เขาก็จะฟื้นตื่นขึ้นมาเอง
เธอรู้สึกได้ถึงสายตาที่แอบมองมายังร่างของตัวเอง แต่เมื่อลืมตาขึ้นมองเธอก็เห็นว่าจิ้งจอกทั้งสองยังคงนอนหลับสบายอยู่ บางทีเธออาจจะคิดไปเองก็ได้?
กว่าเหวินกวนจิ่งจะฟื้นขึ้นมา ก็ดูเหมือนว่าจะต้องใช้เวลาอีกสักพักและเธอก็ไม่อาจจะเร่งร้อนอะไรมันได้หลินลั่วหรานนึกไปถึงตอนที่ถูกเหวี่ยงออกมาจากพื้นที่ลึกลับเธอจึงลองเข้าไปในพื้นที่ลึกลับอีกครั้ง
ตัวของเธอหายไปจากบริเวณที่เดิม
และเข้าไปยังพื้นที่ลึกลับ ที่นี่ยังเป็พื้นที่ลึกลับของเธออยู่หรือเปล่า?
หลินลั่วหรานยืนนิ่งอยู่ใต้ต้นแอปเปิ้ลในพื้นที่ลึกลับหยาดฝนโปรยปรายลงบนใบหน้าของเธอ หลินลั่วหรานอดที่จะลองแลบลิ้นออกไปชิมดูไม่ได้มันมีรสชาติหวานเหมือนกับรสชาติของน้ำแร่ในบ่อเล็กแต่รู้สึกว่าพลังจะเบาบางกว่ามากทีเดียว
โอ้ แต่นี่ไม่ใช่ปัญหา ปัญหาก็คือ ั้แ่ที่เธอได้รับพื้นที่ลึกลับแห่งนี้มามันเคยมีฝนตกเสียที่ไหนกันล่ะ? สายลมเบาสบายพัดผ่านใบหน้าของเธอไปหากว่าไม่ใช่เพราะในพื้นที่ลึกลับยังคงหลงเหลือร่องรอยการเผาไหม้ของไฟประหลาดอยู่เธอก็คงจะอดสงสัยไม่ได้ว่า มีใครมาสลับเปลี่ยนพื้นที่ลึกลับของเธอไปแล้วหรือเปล่า
ต้นท้อทั้งสองต้น แอปเปิ้ลต้นหนึ่ง อีกทั้งยังมีเถาองุ่นป่ารวมไปถึงต้นชาที่ปลูกเอาไว้ใหม่เหล้าวิเศษและเหล่าผักผลผลิตทั้งหลายต่างถูกวางเอาไว้ใต้ต้นแอปเปิ้ลทำให้มันไม่ได้ถูกสายฝนทำเอาเปียกชุ่มเปลือกนอกของแมงป่องั์ถูกสายฝนขัดเกลาเสียจนดำขลับเป็ประกายมันถูกวางอยู่ที่บริเวณพื้นที่ว่างแห่งหนึ่ง เอ๋ก่อนหน้านี้ไม่ใช่ว่าวางมันเอาไว้ที่ใต้ต้นไม้เหรอ ทำไมถึงเปลี่ยนที่ไปล่ะ? หรือว่าพื้นที่ลึกลับจะขยายกว้างขึ้นอีกแล้ว...
หลินลั่วหรานตรวจสอบสิ่งต่างๆ ต่อไป ทุกๆอย่างในพื้นที่ลึกลับต่างก็ไม่ได้มีอะไรผิดแปลกไปจากปกติ
นอกเสียจากเหล่าสมุนไพรวิเศษที่ถูกทำลายไปโดยไม่ตั้งใจและพืชผักที่ถูกเหยียบทำลายแล้ว ทุกๆ อย่างก็ยังคงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
หลินลั่วหรานเหสายตาของตัวเองไปที่อีกทางมันคือกองไฟที่อยู่ตรงข้ามกับบ่อน้ำ มันลุกโชนอยู่ที่บริเวณด้านในของผลึกอัคนีมันเปล่งประกายวับวาวสวยงามดูเหมือนว่ามันจะใหญ่ขึ้นจากตอนที่เธอได้เห็นในตอนแรกเล็กน้อยมันทำให้พื้นดินบริเวณโดยถูกรอบเผาไหม้จนแห้งแตกขึ้นมาและก็เข้าไปอาศัยอยู่ในหลุมดินนั้น มันมีความลึกประมาณสามฟุตเท่านั้นแต่หลินลั่วหรานกลับรู้สึกราวกับกำลังเห็นูเาไฟลูกเล็กๆ อยู่
เ้าไฟประหลาดนี่ ใช้พื้นที่ลึกลับเป็บ้านไปแล้วเหรอ?
ถ้าแบบนั้นการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ลึกลับก็คงจะ...หลินลั่วหรานรู้สึกว่าเธอเริ่มจะเข้าใจขึ้นมาบ้างแล้ว
การเป็นักเรียนสายศิลป์คนหนึ่ง แม้ว่าจะทิ้งห่างหนังสือไปหลายปีแต่ว่าความรู้ทั่วไปนั้น หลินลั่วหรานก็ยังคงจํามันได้ดี
อย่างเช่นสาเหตุที่ทำให้เกิดลม
ไม่ว่าจะเป็การขยับของเปลือกโลก แรงเสียดสีอะไรแบบนั้นภายในพื้นที่ลึกลับต่างก็ไม่มีทั้งหมดแต่ว่าในตอนนี้ด้านในของพื้นที่ลึกลับจะต้องมีความกดอากาศที่แตกต่างกันอยู่แน่นอนอากาศนั้นจะเคลื่อนที่จากบริเวณที่มีความกดอากาศสูง ไปยังที่ที่มีความกดอากาศต่ำและทำให้เกิดเป็สายลมขึ้น สาเหตุหลักของการเกิดความแตกต่างทางความกดอากาศก็เป็เพราะอุณหภูมิในอากาศที่ไม่สม่ำเสมอ
ก่อนหน้านี้ ในพื้นที่ลึกลับมีเพียงแค่สระน้ำแต่ในตอนที่มันมีูเาไฟที่เต็มไปด้วยพลังธาตุไฟจำนวนมหาศาลอยู่ด้วยแล้วสุดท้ายมันก็กลายเป็อุณหภูมิที่แตกต่าง อากาศเย็นและอากาศร้อนเข้าปะทะกันและเกิดเป็สายฝนและสายลม
รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนมุมปากของหลินลั่วหรานอย่างห้ามไม่อยู่ พื้นที่ลึกลับที่เธอมีอยู่นี้ที่แท้มันก็มีศักยภาพในการเติบโตได้อย่างมากมาย หากว่ารอให้วันเวลาผ่านไปมันอาจจะสามารถเปลี่ยนไปเป็โลกใบเล็กที่เพียบพร้อมขึ้นมาก็ได้?
ด้วยการเติบโตของตัวเธอพื้นที่ลึกลับเองก็น่าจะสามารถเติบโตไปด้วยได้ใช่ไหม?
นี่ช่างเป็เื่ที่น่าตั้งตารอเสียจริง
