ตอนที่ 6 วังหลวง
เขายื่นห่อผ้าขนาดเล็กให้เธอ รุ่ยเอ๋อร์เปิดออกดูและพบว่ามันคือ หมึกโลหิตั หมึกหายากที่ทำจากยางไม้พันปีและสมุนไพรล้ำค่า มีคุณสมบัติในการเขียนอักษรที่จะไม่จางหายไปนับร้อยปี และที่สำคัญ มันคือหมึกที่ใช้สำหรับลงนามใน สัญญาลับ ของราชวงศ์เท่านั้น
"ใต้เท้ากงคือคนของข้า" มู่เยว่กระซิบข้างหูนาง กลิ่นหอมของไม้กฤษณาโชยเข้าจมูก "การที่เขายอมรับรองให้เจินเจิน เพราะข้า้าให้นางเข้าวัง เพื่อเป็ เบี้ย ในกระดานของข้า และเ้า คือคนที่จะคุมเบี้ยตัวนั้น"
"ข้าไม่เป็เบี้ยของใคร" รุ่ยเอ๋อร์ตอบเสียงแข็ง
"งั้นหรือ? แม้แต่เพื่อชีวิตของเหยาอันงั้นหรือ?" มู่เยว่หยิบเส้นผมปอยหนึ่งของนางมาม้วนเล่น
"ตอนนี้น้องชายของเ้าไม่ได้อยู่ที่ห้องใต้ดินแล้ว แต่เขาอยู่ในหน่วยเงาของข้า หากเ้าอยากให้เขาอายุยืนยาว จงทำให้เหยาเจินเจินกลายเป็พระสนมเอกให้ได้ภายในสามเดือน"
"ท่านจะใช้ข้าล้มล้างอำนาจของตระกูลอื่นๆ ในวังหลัง?" รุ่ยเอ๋อร์มองลึกเข้าไปในดวงตาเขา
"วังหลังคือพู่กัน แผ่นดินคือกระดาษ และเืคือหมึก" มู่เยว่ยิ้มเย็น
"รุ่ยเอ๋อร์ เ้าคือนักเขียนที่เก่งที่สุดที่ข้าเคยพบ มาช่วยข้าเขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่กันเถอะ"
พูดจบเขาก็หายไปในพายุหมอก ทิ้งไว้เพียงกลิ่นหมึกโลหิตัที่อบอวลไปทั่วห้อง
รุ่ยเอ๋อร์กำห่อหมึกในมือแน่น นางมองไปที่ป้ายหยกและป้ายชื่อของพ่อแม่ในใจ ความแค้น ความรัก และโชคชะตา บัดนี้ถูกมัดรวมกันเป็ปมที่ยากจะแก้ออก
"มู่เยว่ ท่านคิดว่าท่านเป็คนคุมเกมงั้นหรือ?"
นางหยิบพู่กันขึ้นมา จุ่มลงในหมึกโลหิตั แล้วเริ่มเขียนชื่อ มู่เยว่ ลงบนกระดาษ ก่อนจะขีดฆ่ามันทิ้งด้วยเส้นหมึกที่เฉียบคม
"ในโลกนี้ คนที่กุมพู่กันคือคนที่ตัดสินว่าใครจะอยู่หรือตาย และคนคนนั้น จะต้องเป็ข้าเพียงคนเดียว!"
กลิ่นหอมประหลาดของ หมึกโลหิตั ยังคงอบอวลอยู่ในห้องพักเล็กๆ ของรุ่ยเอ๋อร์ มันไม่ใช่กลิ่นคาวเือย่างที่นางคิดในคราแรก แต่มันคือกลิ่นของไม้กฤษณาเก่าแก่ที่ถูกบ่มผสมกับน้ำมันดอกเหมยป่า แฝงด้วยกลิ่นอายที่เย็นะเืดุจโลหะ รุ่ยเอ๋อร์ใช้ปลายนิ้วลูบไล้แท่งหมึกสีดำขลับที่ส่องประกายสีแดงจางๆ ยามต้องแสงจันทร์ นางรู้ดีว่าสิ่งนี้คือ โซ่ตรวน ที่งดงามที่สุดที่มู่เยว่อ๋องมอบให้
"คุณหนูเ้าคะ ท่านหลับหรือยัง?" เสียงกระซิบของเสี่ยวเถาที่หน้าประตูดังขึ้นเบาๆ
รุ่ยเอ๋อร์รีบเก็บหมึกโลหิตัลงในห่อผ้า
"เข้ามา"
เสี่ยวเถาเดินเข้ามาด้วยท่าทางระแวดระวัง ในมือนางมีกล่องไม้เล็กๆ ที่ดูเก่าคร่ำคร่า "เมื่อครู่มีคนของท่านผู้นำตระกูลส่งสิ่งนี้มาให้ บอกว่าเป็ของใช้จำเป็สำหรับการเดินทางเข้าวังในวันพรุ่งนี้เ้าค่ะ"
รุ่ยเอ๋อร์ขมวดคิ้ว
"ท่านลุงใหญ่ เหยาต้าเหริน น่ะหรือ?"
นางเปิดกล่องไม้ออก ภายในมีพู่กันขนจิ้งจอกหิมะด้ามหนึ่ง และจดหมายที่พับไว้อย่างประณีต เมื่อคลี่ออกดู ลายมือที่เขียนในนั้นแข็งแรงและทรงพลัง แต่มันกลับทำให้รุ่ยเอ๋อร์รู้สึกหนาวสั่นไปถึงขั้วหัวใจ
'รุ่ยเอ๋อร์ เมื่อเข้าวังไปแล้ว จงทำหน้าที่ของเ้าให้ดีที่สุด อย่าได้มีใจวอกแวก หากเจินเจินก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งที่สูงส่งได้ พ่อของเ้าที่อยู่ใต้หลุมศพจะได้รับความยุติธรรม แต่หากเ้าคิดจะทำลายชื่อเสียงตระกูล เ้าคงรู้ดีว่าจุดจบของคนทรยศจะเป็เช่นไร'
"ข่มขู่กันแม้กระทั่งในยามหลับนอน" รุ่ยเอ๋อร์แค่นยิ้มเ็า
"เสี่ยวเถา เ้าออกไปเถอะ พรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้า"
เมื่อสาวใช้จากไป รุ่ยเอ๋อร์ก็นั่งลงที่โต๊ะเขียนหนังสือ นางไม่ได้นอน แต่เริ่มฝนหมึกโลหิตัอย่างช้าๆ เสียงแท่งหมึกกระทบแท่นหินดังก้องในความเงียบ นางหยิบพู่กันที่เหยาต้าเหรินส่งมาให้ขึ้นมาพิจารณา แล้วพบว่าที่ด้ามพู่กันมีรอยสลักเล็กๆ เป็รูปดอกโบตั๋นเหี่ยวเฉา
"ท่านพ่อ ท่านต้องทนอยู่กับคนเหล่านี้มานานเพียงใดกัน"
รุ่ยเอ๋อร์นึกถึงบันทึกวิชา นางจึงเริ่มฝึกฝนตามบันทึกอย่างเงียบเชียบ นางใช้ปลายนิ้วของตนเองลองสะกิดจุดชีพจรที่ข้อมือซ้าย บังคับให้นิ้วนางและนิ้วก้อยขยับตามจังหวะที่้าโดยไม่ต้องใช้คำสั่งจากสมอง แต่มันก็เป็เพียงการฝึกฝนขั้นต้นกับร่างกายตนเอง นางยังไม่เคยทดลองใช้กับมนุษย์ที่มีชีวิตและมีความคิดคนอื่นเลยแม้แต่ครั้งเดียว
รุ่งเช้าวันต่อมา จวนสกุลเหยาคึกคักไปด้วยผู้คน รถม้าหรูหราสามคันจอดรออยู่ที่หน้าประตูใหญ่ คันแรกคือรถม้าของคุณหนูใหญ่เหยาเจินเจิน ที่ประดับประดาด้วยม่านไหมสีทองและเครื่องเงินสะท้อนแสงแดด ส่วนคันที่สามคือรถม้าของเหล่าสาวใช้และ ผู้ติดตาม
เหยาเจินเจินในชุดคลุมสีม่วงอ่อนปักลายเมฆามงคล เดินนวยนาดออกมาจากเรือนหลัก นางดูภูมิใจในตัวเองอย่างยิ่ง หลังจากที่ได้รับคำชมจากใต้เท้ากงเมื่อวาน
"รุ่ยเอ๋อร์ เ้ามานี่!" เจินเจินกวักมือเรียกนางด้วยท่าทางถือดี
"มาช่วยข้าถือหีบเครื่องสำอางหน่อย อย่ามัวแต่ยืนบื้อ"
รุ่ยเอ๋อร์เดินเข้าไปหาด้วยสีหน้าเรียบเฉย นางก้มตัวลงหยิบหีบไม้
"คุณหนูใหญ่ วันนี้ดูงดงามยิ่งนักเ้าค่ะ หวังว่าในวังหลวง ความงามนี้จะช่วยบดบังความเขลาในใจได้บ้างนะเ้าคะ"
"เ้า!" เจินเจินถลึงตาใส่
"ปากดีนักนะ! จำไว้ว่าในวังเ้าคือบ่าวของข้า! ข้าจะสั่งโบยเ้าเมื่อไหร่ก็ได้!"
"ท่านป้าสะใภ้ใหญ่คงไม่ได้บอกท่านสินะเ้าคะ! ว่าสัญญาที่ข้าถืออยู่นั้นระบุว่าหากข้าเป็อะไรไป ท่านลุงใหญ่จะถูกฟ้องร้องฐานยักยอกที่ดินหลวง" รุ่ยเอ๋อร์กระซิบที่ข้างหูเจินเจิน
"ดังนั้น! รักษาหัวของข้าไว้ให้ดี! เพราะมันคือสิ่งเดียวที่แบกอนาคตของท่านไว้"
เจินเจินหน้าซีดสลับแดง แต่นางมิอาจทำอะไรได้ท่ามกลางสายตาบ่าวไพร่นับร้อย นางจึงได้แต่สะบัดหน้าและก้าวขึ้นรถม้าไปอย่างขัดใจ
ขบวนรถม้าเคลื่อนตัวออกจากจวน ผ่านถนนสายหลักของเมืองหลวง ผู้คนต่างพากันออกมามุงดูการเดินทางของเหล่าธิดาขุนนางที่จะเข้าสู่การคัดเลือกสนม รุ่ยเอ๋อร์มองลอดผ้าม่านรถม้า เห็นความรุ่งเรืองที่ฉาบไว้ด้วยหยาดเื นางรู้สึกได้ถึงสายตาคู่หนึ่งที่จ้องมองมาจากหอสุราข้างทาง
มู่เยว่! ท่านกำลังรอดูผลงานของข้าอยู่สินะ!
เมื่อขบวนหยุดลงเบื้องหน้าประตูวังหลวง กำแพงสีชาดสูงตระหง่านทอดยาวสุดสายตา หลังคากระเบื้องเคลือบทองต้องแสงอาทิตย์จนส่องประกายราว์บนดิน
เหล่าหญิงสาวที่ร่วมขบวนมาด้วยต่างชะงักงัน ลมหายใจขาดห้วงด้วยความตื่นตะลึงในความโอ่อ่า
ทว่า! สำหรับรุ่ยเอ๋อร์
ภาพเบื้องหน้านั้นหาใช่วังหลวงไม่ หากคือสุสานของสตรี สุสานที่ประดับอัญมณีล้ำค่าไว้หลอกล่อสายตา ให้ผู้คนเข้าใจผิดว่ามันคือเกียรติยศ
ทั้งที่แท้จริงแล้ว! มันคือสถานที่ซึ่งความฝันถูกฝังกลบ และเสียงสะอื้นถูกกลืนหายไปกับกำแพงสีชาดนั้นเอง!
เหล่า ถงหนี่ (ผู้เข้ารับการคัดเลือก) ถูกพาไปยังพระตำหนักฉือหนิงเพื่อรับการตรวจร่างกายและพื้นฐานเบื้องต้น รุ่ยเอ๋อร์ในฐานะผู้ติดตามต้องแยกไปรออยู่ที่ลานพักด้านข้างร่วมกับสาวใช้คนอื่นๆ
"เฮ้! เ้าน่ะ มาจากสกุลเหยาใช่ไหม?" เสียงหญิงสาวคนหนึ่งดังขึ้น
รุ่ยเอ๋อร์หันไปพบกับสาวใช้ในชุดสีเขียวเข้ม ท่าทางคล่องแคล่ว
"ข้าชื่อ อาเป่า เป็คนของสกุลหลิน เ้าดูไม่เหมือนสาวใช้เลยนะ ท่าทางการเดินของเ้าเหมือน เหมือนบัณฑิตมากกว่า"
รุ่ยเอ๋อร์ยิ้มบางๆ
"ข้าเพียงแต่หลังตรงเพราะกลัวไม้เรียวของนายหญิงน่ะ"
"ฮ่าๆ เ้าพูดจาน่าสนใจดี" อาเป่าลดเสียงลง
"ระวังตัวไว้หน่อยนะ สกุลเหยาของเ้าปีนี้เป็ที่จับตามองมาก เห็นว่าคุณหนูใหญ่ของเ้าอ้างว่ามีลายมือระดับปรมาจารย์ ตอนนี้เหล่าสนมในวังหลังเริ่มขยับตัวกันแล้ว พวกนางไม่อยากให้ใครหน้าใหม่มาแย่งความโปรดปรานด้วยศิลปะหรอก"
"ขอบคุณที่เตือน" รุ่ยเอ๋อร์พยักหน้า ในใจเริ่มคิดคำนวณ ความโดดเด่นคือดาบสองคม และตอนนี้เจินเจินกำลังถือดาบนั้นโดยที่ใช้มันไม่เป็
ไม่นานนัก เสียงระฆังจากตำหนักใหญ่ก็ดังขึ้น กังวานสะท้อนผ่านลานหินกว้าง เป็สัญญาณว่าการคัดเลือกรอบแรกเสร็จสิ้นลง
การคัดเลือกรอบแรกนั้นหาได้เกี่ยวกับความสามารถไม่ หากเป็การตรวจสอบสภาพร่างกายอย่างละเอียดถี่ถ้วน ผิวพรรณต้องไร้รอยตำหนิ เรือนกายต้องสมส่วน ไร้าแหรือร่องรอยอันไม่พึงประสงค์
แม้แต่ความเรียบร้อยของอาภรณ์ก็ถูกเพ่งพินิจทุกกระเบียดนิ้ว ปกเสื้อที่ยับเพียงเล็กน้อย ชายแขนที่เย็บไม่แนบสนิท ตลอดจนทรงผมที่ปักปิ่นไม่มั่นคง
ล้วนกลายเป็เหตุให้ถูกตัดชื่อออกจากบัญชีได้โดยง่าย
เหล่าสาวงามต้องยืนเรียงแถวใต้สายตาเ็า ปล่อยให้ขันทีและนางกำนัลาุโตรวจตราราวกับสินค้าที่รอคัดเกรด
ครั้นเสียงระฆังสิ้นสุดลง ประตูตำหนักก็เปิดออกอีกครั้ง
เหยาเจินเจินเดินออกมาด้วยใบหน้าบึ้งตึง ริมฝีปากเม้มแน่น สีหน้าไม่อาจปิดบังความขุ่นเคืองได้ นางก้าวตรงมาหารุ่ยเอ๋อร์ทันที ฝีเท้าหนักแน่นราวกับ้าระบายบางสิ่งในอกที่ยังคุกรุ่นไม่ดับ
"นังรุ่ยเอ๋อร์! แย่แล้ว!" เจินเจินกระชากแขนเสื้อรุ่ยเอ๋อร์เข้าไปในมุมอับ
"พระสนมเอกเต๋อเฟย นางเรียกให้ข้าไปพบที่ตำหนักสระ์ตอนหัวค่ำนี้!"
รุ่ยเอ๋อร์ขมวดคิ้ว
"พระสนมเอกเต๋อเฟย? นางคือผู้กุมอำนาจสูงสุดในวังหลังยามนี้ เหตุใดจึงเรียกพบท่านเร็วเพียงนี้"
"นางบอกว่า อยากเห็นข้าเขียนตัวอักษร อายุยืนให้ดูสดๆ ต่อหน้า!" เจินเจินเสียงสั่น
"เ้าต้องช่วยข้านะรุ่ยเอ๋อร์ ข้าเขียนไม่ได้ ลายมือข้ามันเหมือนไก่เขี่ยปนดิน!"
รุ่ยเอ๋อร์นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง สมองหมุนเร็วจี๋ นี่คือกับดัก สนมเอกเต๋อเฟยต้องสงสัยในฝีมือของเจินเจิน และ้าเปิดโปงนางั้แ่วันแรกที่เข้าวัง!
"ตำหนักสระ์อยู่ใกล้สระน้ำมรดก มีลมแรงและม่านบังตามากมาย" รุ่ยเอ๋อร์พึมพำ และคิดแผนการเสี่ยงใช้วิชา ด้ายอักษรพันธนาการชีพจร (วิชาบังคับหุ่น) ทั้งที่ยังไม่เคยทดลองใช้มาก่อนเสียแล้ว!
"คุณหนูใหญ่ ท่านต้องทำตามที่ข้าบอกทุกคำ อย่าได้พลาดแม้แต่นิดเดียว!"
ยามค่ำคืนมาเยือน ตำหนักสระ์ถูกประดับประดาด้วยโคมไฟรูปดอกบัวที่ลอยอยู่บนผิวน้ำ กลิ่นหอมของดอกกำยานอบอวลไปทั่วบริเวณ พระสนมเอกเต๋อเฟยในชุดสีเหลืองทองประทับอยู่บนตั่งไม้แกะสลัก ดวงตาคมปลาบดุจหงส์จ้องมองเหยาเจินเจินที่คุกเข่าอยู่เบื้องหน้า
"ลุกขึ้นเถอะเหยาเจินเจิน ข้าได้ยินว่าเ้าคือความภาคภูมิใจของสกุลเหยา" เสียงของเต๋อเฟยนุ่มนวลแต่แฝงด้วยความกดดัน
"ข้าชอบคนที่มีความสามารถ โดยเฉพาะสตรีที่ใช้พู่กันแทนอาวุธ" นางพูดพลางปรายหางตาเหยียด ชำเลืองมาที่เจินเจิน
"เป็พระกรุณาธิคุณเ้าค่ะ" เจินเจินตอบตามที่รุ่ยเอ๋อร์สอนมาแบบเป๊ะๆ
"เอาล่ะ เตรียมโต๊ะเครื่องเขียน" เต๋อเฟยสั่งบ่าวรับใช้
"ข้าอยากให้เ้าเขียนอักษรคำว่า อายุยืน ลงบนพัดจีบนี้ ข้าจะนำไปถวายองค์ฮ่องเต้ในวันพรุ่งนี้"
บ่าวรับใช้กางพัดจีบสีขาวนวลวางลงบนโต๊ะ รุ่ยเอ๋อร์ที่ยืนอยู่ข้างหลังในฐานะผู้ติดตามฝนหมึก เตรียมพู่กัน นางแอบใช้จังหวะที่ไม่มีใครสังเกตเห็น หยิบหมึกโลหิตั ที่เตรียมไว้ในขวดเล็กๆ ผสมลงไปในจานหมึก
