ตอนที่ 1 เถ้าถ่านที่ร่วงหล่น
ลมเหมันต์กรีดผ่านรอยแตกของบานหน้าต่างไม้ผุพัง ส่งเสียงหวีดหวิวราวกับเสียงคร่ำครวญของิญญาที่เร่ร่อนอยู่ในหุบเขา เกล็ดหิมะสีขาวโพลนโปรยปรายลงมาจากฟากฟ้าที่มืดครึ้ม บดบังทัศนียภาพของหมู่บ้านสกุลเหยาจนเหลือเพียงสีขาวที่ว่างเปล่าและหนาวเหน็บถึงกระดูก
ภายในเรือนหลังเล็กที่ทรุดโทรมจนแทบจะกันลมไม่ได้ รุ่ยเอ๋อร์ หรือในนามเต็มคือ เหยารุ่ย พยายามห่อไหล่ที่ผอมบางของตนเองไว้ใต้ชุดผ้าป่านเนื้อหยาบที่ปะชุนจนไม่เหลือเค้าเดิม มือที่แตกกร้านและแดงก่ำเพราะความเย็นจัดกำลังกำไม้กวาดทางมะพร้าวไว้แน่น
เธอก้มมองปลายนิ้วของตนเอง ก่อนจะข้นหัวเราะอย่างขื่นขม ใครเลยจะเชื่อว่า ิญญาที่สถิตอยู่ในร่างนี้ ครั้งหนึ่งเคยเป็ถึงอัจฉริยะด้านอักษรศาสตร์และเธอยัง
หลงใหลในการศึกษากายวิภาคของมนุษย์อย่างลึกซึ้ง
ปลายนิ้วคู่นี้! เคยตวัดพู่กันสร้างสรรค์อักษรที่ผู้คนยอมทุ่มเงินนับล้านเพื่อ
เคยจับปากกาอธิบายโครงสร้างเส้นเอ็นและกล้ามเนื้ออย่างแม่นยำราวมองทะลุิั
ทว่าในโลกใบใหม่นี้ ปลายนิ้วเดียวกันกลับมีค่าเพียงใช้กวาดมูลสัตว์ตามคอก
หรือไม่ก็รองรับอารมณ์เอาแต่ใจของคนโง่เขลาที่คิดว่าตนอยู่สูงกว่า
ความรู้ที่เคยเปล่งประกาย บัดนี้ถูกเหยียบย่ำจนไม่เหลือแม้เงา เหลือเพียงรอยด้านหยาบกร้านบนผิวเนื้อ ย้ำเตือนว่าโชคชะตาเล่นตลกกับนางเพียงใด
"นังตัวซวย! มัวแต่ยืนบื้ออะไรอยู่ อยากอดข้าวเย็นหรืออย่างไร!"เสียงแหลมสูงของ สะใภ้รองสกุลเหยา หรือป้าสะใภ้ของรุ่ยเอ๋อร์ ดังแทรกฝ่าลมหนาวออกมาจากเรือนใหญ่ที่อบอุ่นด้วยเตาถ่าน
รุ่ยเอ๋อร์ไม่ได้เงยหน้าขึ้นทันที เธอหลับตาลงช้าๆ สูดลมหายใจที่เย็นเฉียบเข้าเต็มปอดแล้วแหงนหน้าขึ้นมองฟ้าช้าๆ ก่อนจะก้มหน้าลง เอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"ท่านป้าสะใภ้รอง ข้ากวาดหิมะลานฝั่งทิศตะวันตกเสร็จแล้ว กำลังจะไปตักน้ำในลำธารเ้าค่ะ"
"เสร็จแล้ว? จะเสร็จได้อย่างไร แหกตาดูให้ชัดๆ ซิ!" หญิงวัยกลางคนร่างท้วมเดินกระแทกเท้าออกมาจากประตู สะบัดเสื้อคลุมขนสัตว์ราคาถูกที่นางแสนภาคภูมิใจ
"เ้าดูนี่! หิมะตกลงมาทับถมใหม่แล้ว เ้าทำงานชักช้าแบบนี้ก็ต้องกวาดใหม่สิ นังเด็กโง่ คิดจะอู้งานหรือ?"
รุ่ยเอ๋อร์เงยหน้าขึ้น ดวงตากลมโตที่เคยสุกใสบัดนี้แฝงไปด้วยความเ็าที่ลึกล้ำ "หิมะตกจากฟ้ามิใช่เื่ที่ข้าควบคุมได้ หากท่านป้า้าให้ลานสะอาดหมดจดในยามพายุหิมะลงหนักเช่นนี้ เห็นทีต้องกางตาข่ายฟ้ามาคลุมจวนแล้วเ้าค่ะ"
"เ้า! เ้าปากดีขึ้นนะรุ่ยเอ๋อร์!" สะใภ้รองหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ
"ั้แ่มารดาเ้าตายไป เ้าก็เริ่มทำตัวเป็ขวากหนามในบ้านข้ามาตลอด อย่าลืมนะว่าที่เ้ามีข้าวกิน มีที่ซุกหัวนอน ก็เพราะความเมตตาของสามีข้า!"
เมตตา? รุ่ยเอ๋อร์หัวเราะในใจ เมตตาที่ยึดเอาที่ดินเพียงผืนเดียวที่ท่านแม่ทิ้งไว้ให้ไปเป็ของตนเอง เมตตาที่ปล่อยให้หลานสาวแท้ๆ นอนในคอกม้าที่ดัดแปลงเป็ห้องเก็บของน่ะหรือ?
"ความเมตตาของท่านลุงรอง รุ่ยเอ๋อร์จดจำใส่ใจเสมอเ้าค่ะ" รุ่ยเอ๋อร์เอ่ยพร้อมรอยยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา
"เหมือนกับที่ข้าจดจำได้ว่า บัญชีค่าเช่าที่ดินของท่านแม่ที่ท่านลุงเก็บไว้นั้น หากคำนวณดูดีๆ คงซื้อข้าวสารให้ข้ากินไปได้อีกสิบชาติกระมัง"
"นังเด็กปากพล่อย! เ้าไปเอาเื่เหลวไหลพวกนี้มาจากไหน!" สะใภ้รองเริ่มลนลาน นางก้าวเข้ามาหมายจะตบหน้าเด็กสาว แต่รุ่ยเอ๋อร์เบี่ยงตัวหลบอย่างคล่องแคล่ว ทำให้หญิงร่างท้วมเสียหลักเกือบถลาลงไปกองกับพื้นหิมะ
"ท่านป้าโปรดระวัง หิมะมันลื่น หากท่านล้มลงไปกระดูกกระเดี้ยวหักขึ้นมา ข้าคงไม่มีเงินไปตามหมอมาให้หรอกนะเ้าค่ะ"
ในขณะที่สถานการณ์กำลังตึงเครียด เสียงฝีเท้าหนักๆ ก็ดังมาจากทางเข้าบ้าน เหยาต้าฉวน ลุงรองของรุ่ยเอ๋อร์เดินเข้ามาพร้อมกับใบหน้าที่เคร่งเครียด ในมือของเขามีกระดาษแผ่นหนึ่งที่ดูเหมือนจดหมายทางการ
"หยุดเถียงกันได้แล้ว! เื่ใหญ่เกิดขึ้นแล้ว" เหยาต้าฉวนะโ
สะใภ้รองรีบปรี่เข้าไปหาสามีของนางทันที
"ท่านพี่ มีอะไรหรือ? หรือว่าเื่ที่คุณหนูใหญ่ ลูกสาวของพี่ใหญ่เราจะเข้าวัง"
เหยาต้าฉวนมองรุ่ยเอ๋อร์ด้วยสายตาที่ซับซ้อน เป็สายตาที่กึ่งรังเกียจกึ่งอยากใช้ประโยชน์
"เ้า รุ่ยเอ๋อร์ เข้ามาข้างใน ข้ามีเื่จะคุยกับเ้า"
ภายในห้องโถงของบ้านสกุลเหยา กลิ่นถ่านไหม้และกลิ่นน้ำชาเกรดต่ำอบอวลอยู่ รุ่ยเอ๋อร์ยืนอยู่กลางห้อง ร่างกายที่สั่นเทาเล็กน้อยจากความหนาวเริ่มปรับตัวได้ แต่ความรู้สึกสังหรณ์ใจบางอย่างกลับรุนแรงขึ้น
"ทางตระกูลหลักที่เมืองหลวงส่งข่าวมา" เหยาต้าฉวนเริ่มพูดพลางลูบหนวดเครา "คุณหนูใหญ่เหยาเจินเจิน ้าผู้ติดตามเข้าวังเพื่อเตรียมตัวคัดเลือกเป็พระสนม"
รุ่ยเอ๋อร์ขมวดคิ้ว
"ผู้ติดตาม? ข้าจำได้ว่าตระกูลหลักมีบ่าวไพร่มากมาย เหตุใดต้องมาหาถึงชนบทเช่นนี้"
"เ้าอย่ามาทำเป็ไขสือ!" สะใภ้รองแทรกขึ้น
"คุณหนูเจินเจินเพียบพร้อมทุกอย่าง ยกเว้น ยกเว้นเื่การเขียนบทกวีและตัวอักษร ซึ่งเป็สิ่งที่องค์ฮ่องเต้โปรดปรานที่สุดในยามนี้"
รุ่ยเอ๋อร์เข้าใจในบัดดล ความทรงจำของเ้าของร่างเดิมพลันไหลบ่าเข้ามา ราวม่านหมอกที่ถูกเปิดออกทีละชั้น
รุ่ยเอ๋อร์คนก่อน! หาได้โง่งมไม่ นางมักแอบไปยืนเงียบ ๆ ข้างหน้าต่างห้องเรียนของบุตรชายในเรือนรอง สองมือเกาะขอบไม้เย็นเฉียบ ดวงตาเป็ประกายยามได้ยินเสียงท่องตำรา ทุกถ้อยคำ ทุกบทกวี นางจดจำได้แทบทั้งหมด
ครั้นยามไร้ผู้คน นางจะเก็บกิ่งไม้เล็ก ๆ มาขีดเขียนอักษรลงบนพื้นทราย
ลอกเลียนแบบตัวหนังสือที่เห็นผ่านหน้าต่าง ฝึกซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนเส้นสายมั่นคงเกินเด็กหญิงวัยเดียวกัน
ความสามารถนั้น! ใช่ว่าไม่มีใครล่วงรู้ บ่าวไพร่ในเรือนรองเห็นอยู่เต็มตา
แม้แต่สะใภ้รองก็เคยเหลือบมองรอยอักษรบนพื้นทรายด้วยแววตานิ่งลึก
ทุกคนรู้ดีว่า เด็กหญิงผู้นี้เฉลียวฉลาดเพียงใด
ทว่า! ในสายตาของคนในจวน ความฉลาดของสตรีมิใช่พร หากเป็เพียงของไร้ค่า
บุตรชายแม้โง่เขลาเพียงใด ก็ยังควรได้รับการส่งเสริม เพราะเขาคือผู้สืบสกุล คือความหวังของตระกูล
ส่วนบุตรสาว ต่อให้แตกฉานในอักษรถึงเพียงไหน สุดท้ายก็เป็เพียงหมากตัวหนึ่งที่ต้องแต่งออกไป
ดังนั้นความสามารถของรุ่ยเอ๋อร์ จึงถูกปล่อยให้กลบฝังอยู่ใต้ผืนทราย
มิใช่เพราะนางไร้พร์ แต่เพราะนางเกิดมาเป็ หญิง เท่านั้น
และความลับที่เคยซุกซ่อนอยู่หลังบานหน้าต่างบานนั้น บัดนี้ดูเหมือนจะไม่ใช่ความลับของคนในตระกูลเหยาอีกต่อไปแล้ว!
"ท่านจะให้ข้าไปเป็ มือผี เขียนบทกวีให้คุณหนูเจินเจิน?" รุ่ยเอ๋อร์ถามเสียงเรียบ
"พูดให้มันดีๆ หน่อย เรียกว่าเป็ผู้ช่วยส่วนตัว" เหยาต้าฉวนกระแอม
"หากเ้าตกลง ข้าจะคืนโฉนดที่ดินของแม่เ้าให้ และจะมอบเงินอีกสิบตำลึงทองให้เ้าเป็ค่าตอบแทนเมื่อเสร็จสิ้นงาน"
รุ่ยเอ๋อร์มองลุงรองด้วยสายตาที่รู้ทัน สิบตำลึงทองกับโฉนดที่ดิน? นั่นคือเศษเสี้ยวของสิ่งที่พวกเขาโกงไป แต่นี่คือโอกาสเดียวที่เธอจะหลุดพ้นจากนรกแห่งนี้
"ถ้าข้าไม่ตกลงล่ะเ้าคะ?"
"เ้าไม่มีสิทธิ์ไม่ตกลง!" สะใภ้รองแผดเสียง
"เ้าเป็คนสกุลเหยา ชีวิตเ้าเป็ของพวกเรา หากเ้าปฏิเสธ ข้าจะขายเ้าเข้าซ่องโสเภณีในตัวเมืองเสีย เดี๋ยวนี้!"
บรรยากาศในห้องเงียบกริบจนได้ยินเสียงถ่านปะทุ รุ่ยเอ๋อร์ก้มหน้าลง ผมม้าที่ยาวปรกตาบดบังแววตาที่ลุกโชนด้วยไฟแห่งความโกรธ
ในโลกก่อน ข้าใช้ปากกาเป็อาวุธฟาดฟันศัตรู ในโลกนี้ ข้าก็จะใช้พู่กันนี่แหละ ที่จะทำให้พวกเ้าต้องคุกเข่าอ้อนวอนขอชีวิต
"ตกลงเ้าค่ะ" รุ่ยเอ๋อร์ตอบ
"แต่ข้ามีเงื่อนไข"
เหยาต้าฉวนหัวเราะหึๆ ในลำคอ เสียงนั้นเต็มไปด้วยความดูแคลน
"เ้าคิดว่าเ้าเป็ใครถึงมาต่อรอง? รุ่ยเอ๋อร์ การที่ข้าหยิบยื่นโอกาสให้เ้าเข้าเมืองหลวงไปเสวยสุขในจวนตระกูลหลัก ก็นับว่าเป็มหากรุณาธิคุณเท่าขุนเขาแล้ว!"
รุ่ยเอ๋อร์ไม่ได้สะทกสะท้านกับคำกล่าวนั้น นางขยับยิ้มบางๆ ที่มุมปาก เป็ยิ้มที่ทำให้เหยาต้าฉวนรู้สึกเย็นสันหลังวาบ
"ท่านลุงรอง ท่านอย่าได้ใช้คำว่า เสวยสุข มาหลอกเหมือนข้าเป็เด็กสามขวบเลยเ้าค่ะ" รุ่ยเอ๋อร์ก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะไม้ชิงชันของเขา
"การไปเป็เงาของคุณหนูเจินเจิน หมายถึงการต้องส่งมอบสติปัญญา พร์ และชื่อเสียงทั้งหมดของตัวเองให้กับผู้อื่น หากนางได้ดี ข้าก็ยังคงเป็เพียงเงาที่ไร้ตัวตน แต่หากนางทำงานพลาด หรือความลับเื่การสวมรอยถูกเปิดโปง หัวของข้าจะเป็หัวแรกที่หลุดจากบ่า ท่านเรียกสิ่งนี้ว่ามหากรุณาธิคุณหรือเ้าค่ะ?"
เหยาต้าฉวนชะงักไป คำพูดของหลานสาวจี้จุดตายของแผนการนี้อย่างแม่นยำ
"แล้วเ้า้าอะไรอีก? สัญญาที่ข้าบอกจะมอบให้เ้า มันยังไม่พออีกหรือ?"
"คำพูดของมนุษย์เบาหวิวปานปุยเมฆ พัดมาแล้วก็ปลิวไป" รุ่ยเอ๋อร์หยิบพู่กันที่วางอยู่บนแท่นหินออกมา จุ่มลงในน้ำหมึกที่ยังเหลืออยู่
"ข้า้าสัญญาเป็ลายลักษณ์อักษร ประทับตราประจำตัวของท่าน และลงนามรับทราบโดยมีพยาน ซึ่งพยานที่ข้า้า ก็คือท่านป้าสะใภ้รอง"
"เ้าจะลากนางมาเกี่ยวด้วยทำไม!" เหยาต้าฉวนอุทาน
"เพื่อให้แน่ใจว่า หลังจากที่ข้าทำงานสำเร็จแล้ว ท่านจะเบี้ยวสัญญาเื่โฉนดที่ดินของท่านแม่ข้า" รุ่ยเอ๋อร์กล่าวเสียงเรียบพลางเริ่มตวัดพู่กันลงบนกระดาษเซวียนจื่ออย่างรวดเร็ว
เหยาต้าฉวนมองดูท่วงท่าการเขียนของนางแล้วถึงกับตะลึง ลายมือของรุ่ยเอ๋อร์นั้นทรงพลังและสง่างามผิดกับภาพลักษณ์เด็กสาวชาวนาที่เขาเคยเห็น ตัวอักษรแต่ละตัวดูราวกับมีชีวิต มันแฝงไปด้วยความเด็ดเดี่ยวและกดดันจนเขาแทบหายใจไม่ออก
นี่น่ะหรือ เด็กที่แอบมองตำราผ่านหน้าต่าง? ลายมือเช่นนี้ แม้แต่บัณฑิตที่สอบได้อันดับหนึ่งในมณฑลยังมิอาจเทียบได้!
รุ่ยเอ๋อร์เขียนเสร็จภายในเวลาไม่กี่อึดใจ นางหันกระดาษกลับไปทางลุงรอง เนื้อความในสัญญาระบุชัดเจนว่า
'หากเหยารุ่ยสามารถส่งเสริมให้เหยาเจินเจินก้าวเข้าสู่ตำแหน่งในวังหลังได้สำเร็จ เหยาต้าฉวนและครอบครัวต้องคืนโฉนดที่ดินบรรพบุรุษ มอบอิสรภาพโดยการลบชื่อออกจากทะเบียนบ่าว (หากมีการแอบใส่ชื่อ) และห้ามมิให้คนในตระกูลเหยารบกวนชีวิตของนางอีกต่อไป'
“และอีกเื่เ้าค่ะ” รุ่ยเอ๋อร์เอ่ยเรียบ ๆ พลางวางพู่กันลงบนแท่นหิน เสียงกระทบเบาดังชัดในความเงียบ
นางเงยหน้าขึ้น สบตาลุงรองโดยไม่หลบเลี่ยง
“ข้าขอค่ามัดจำก่อน! สิบตำลึงทอง”
ถ้อยคำถูกเอ่ยอย่างสุขุม ราวกับผ่านการตริตรองมานาน ทั้งที่แท้จริงแล้วเป็ความคิดสดใหม่เพิ่งผุดขึ้นในห้วงขณะนั้นเอง
นางไม่เคยลืมว่า คนผู้นี้เคยทำสิ่งใดกับมารดาของตน และไม่เคยเชื่อใจว่าคำพูดลอยลมจะมีค่าพอให้ยึดถือ หากไร้เงินมัดจำ เมื่อเสร็จงานแล้วอีกฝ่ายจะบิดพลิ้วหรือผลักภาระให้นางก็ใช่ว่าเป็ไปไม่ได้
แต่ยามนี้สถานการณ์ต่างออกไป งานอยู่ในมือของนาง และพวกเขาต่างก็้ามัน
ในเมื่อถือไพ่เหนือกว่าอยู่แล้ว เหตุใดจะไม่เรียกร้องให้สมกับความได้เปรียบเล่า?
รุ่ยเอ๋อร์ ยืนรอคำตอบด้วยท่าทีสงบนิ่ง ปล่อยให้คำว่า สิบตำลึงทอง ที่หนักอึ้งลอยวนอยู่กลางอากาศ รอให้ผู้ฟังเป็ฝ่ายตัดสินใจเอง
"สิบตำลึงทอง!" เสียงของเหยาต้าฉวนดังลั่นจนเกือบจะเป็เสียงกรีดร้อง
"เ้าบ้าไปแล้วหรือ! เงินจำนวนนั้นข้าต้องใช้หมุนเวียนในกิจการค้าขายตั้งครึ่งปี เ้าจะเอาไปทำไมมากมายขนาดนั้น!"
"สิบตำลึงทอง แลกกับตำแหน่งพระสนมของบุตรสาวท่านลุงใหญ่ ข้าว่ามันถูกเสียยิ่งกว่าถูก" รุ่ยเอ๋อร์เลิกคิ้ว
"ท่านลุงรอง ท่านคิดดูให้ดี หากไม่มีข้า คุณหนูเจินเจินที่วันๆ เอาแต่แต่งหน้าและร่ายรำงูๆ ปลาๆ จะเอาชนะยอดหญิงจากทั่วแผ่นดินในการประชันบทกวีได้อย่างไร? หากนางสอบตก ตระกูลเหยาสายหลักฝั่งเมืองหลวงจะมองพวกท่านอย่างไร? พวกเขาจะยังส่งเงินและสินค้ามาให้ท่านดูแลกิจการอยู่อีกหรือไม่?"
คำขู่นี้ได้ผลยิ่งกว่าสิ่งใด เหยาต้าฉวนหน้าซีดสลับเขียว กิจการของเขาอยู่รอดได้ทุกวันนี้ก็เพราะบารมีของตระกูลหลักที่เมืองหลวง หากเขาทำงานนี้พลาด ไม่เพียงแต่อนาคตของหลานเจินเจินจะจบสิ้น แต่อนาคตทางการเงินของเขาก็จะพังทลายไปด้วย
"สิบตำลึงทองมันมากเกินไป ข้าให้เ้าได้เต็มที่แค่สามตำลึงทอง" เขาพยายามต่อรอง
"สิบตำลึงทอง ขาดตัว" รุ่ยเอ๋อร์ย้ำ
"เงินนี้ข้าไม่ได้จะเอาไปเสวยสุข แต่ข้าจะเอาไปฝากไว้กับโรงรับจำนำในเมือง เพื่อเป็หลักประกันชีวิตให้กับเสี่ยวชุ่ย และบ่าวคนเก่าแก่ของท่านแม่ หากข้าเป็อะไรไปในวังหลวง เงินนี้จะถูกจ่ายออกไปเพื่อดูแลพวกเขา และเพื่อจ้างมือสังหารมาคิดบัญชีกับคนที่หักหลังข้า"
ประโยคสุดท้ายรุ่ยเอ๋อร์จงใจลดเสียงลงจนเย็นเฉียบ ทำให้เหยาต้าฉวนถึงกับขนลุกซู่
"เ้า เ้ามันปีศาจชัดๆ รุ่ยเอ๋อร์"
"ในโลกที่คนกินคนเช่นนี้ หากไม่เป็ปีศาจ ก็คงเป็ได้แค่เศษเนื้อในจานของผู้อื่นเท่านั้นเ้าค่ะ" รุ่ยเอ๋อร์ยิ้มเย็น "
ท่านจะเซ็นหรือไม่? รถจากเมืองหลวงจะมาถึงในอีกไม่กี่ชั่วยามแล้ว หากท่านยังลีลา ข้าจะเดินออกไปบอกคนขับรถม้าว่าข้าป่วยหนักจนเขียนหนังสือไม่ได้ แล้วเรามาดูกันว่าใครจะพินาศก่อนกัน"
