ต้วนเหลยถิงกับเคอโยวหรานสามารถหลบเลี่ยงประตูตายกับประตูลึกลับที่ท่านอาจารย์ทั้งสองสร้างเอาไว้ได้สำเร็จ
เคอโยวหรานเดินออกมาจากค่ายกลของหมอเทวะ ส่วนต้วนเหลยถิงก็เดินออกมาจากค่ายกลของเซียนพิษ
ครั้นผู้เฒ่าทั้งสองที่กำลังต่อสู้กันััได้ถึงความเปลี่ยนแปลงของค่ายกลก็ต่างหยุดมือพร้อมกันแล้วเร่งรุดกลับมายังทางเดิม
ในเสี้ยววินาทีที่เห็นคนทั้งสองออกมาจากค่ายกลของตน พวกเขาถึงกับหวาดหวั่นเสียแล้ว
“มะ...แม่...แม่นางน้อย จะ...เ้า...เ้าออกมาได้อย่างไร?” ลิ้นของหมอเทวะแข็งทื่อจนกล่าววาจาไม่คล่องแคล่ว
เซียนพิษอ้าปากพะงาบอยู่หลายครั้งขณะทอดมองต้วนเหลยถิง เขาทำได้เพียงนิ่งงันอย่างเอ่ยสิ่งใดไม่ออกแม้แต่คำเดียว
ต้วนเหลยถิงนึกขบขัน ชายหนุ่มหันกายเดินไปทางเคอโยวหราน ท่อนแขนยาวพลันโอบนางเข้าสู่อ้อมกอด
เพิ่งจะห่างกันไม่กี่ชั่วยาม เขากลับคิดถึงนางจนแทบคลั่งเสียแล้ว กระทั่งต้วนเหลยถิงก็ยังมิอาจอธิบายได้ว่าเหตุใดเขาถึงมีอาการเช่นนี้
ราวกับได้หลอมรวมพลังลึกลับบางประการ จังหวะหายใจสอดประสานเป็หนึ่งเดียวกับเคอโยวหรานอย่างดี มีเพียงยามอยู่ใกล้นางจึงััได้ถึงความวางใจ ทั้งร่างกายเองก็ผ่อนคลายลง
ในที่สุดเซียนพิษก็หาเสียงตนเองจนพบ “เ้าสะ...สอง...สองคนออกมาได้อย่างไร? ยะ...ยังไม่ถึงสามชั่วยามเลย ละ...ล้อเล่นแล้วกระมัง?”
“ไม่ได้ล้อเล่นนะเ้าคะ ท่านอาจารย์ทั้งสองมิได้บอกวิธีทำลายค่ายกลั้แ่ก่อนเข้าไปแล้วหรือ?” เคอโยวหรานเผยสีหน้าไม่ใส่ใจ
“อะ...เอาเถิด!” ผู้เฒ่าทั้งสองถึงขั้นหดหู่เสียจนไม่อยากเอ่ยสิ่งใด นึกสงสัยเหลือเกินว่าค่ายกลที่พวกเขาใช้เวลาสร้างอยู่หลายวันนี้ต้องมีปัญหาที่ใดเป็แน่
หวนนึกถึงครานั้นที่พวกเขาถูกท่านอาจารย์โยนเข้าไปในค่ายกลนี้และออกมาได้ตอนค่ายกลจวนจะทำลายตนเองในสภาพจนตรอกอย่างยิ่ง หิวโหยเสียจนสามารถกินหมีได้ทั้งตัว
ทว่าทั้งสองคนนี้ช่างประเสริฐนัก เวลาไม่ถึงสามชั่วยาม กลับเดินออกมาจากค่ายกลอย่างสบายใจ ไม่มีท่าทางที่ดูจนตรอกเลยสักนิด
การเอาคนมาเปรียบเทียบกันเช่นนี้ เหตุใดระดับความต่างจึงมากได้ถึงขนาดนั้นเชียว?
เหล่าผู้เฒ่าพลันเข้าใจแล้วว่ามิอาจใช้หลักการทั่วไปมาตัดสินสองคนนี้ได้ เพราะทั้งสองหาใช่คนธรรมดาไม่
ครั้นประจักษ์แจ้งในข้อนี้ เซียนพิษถึงกับตื่นเต้นไปทั้งกาย ผู้ที่เก่งกาจขนาดนี้ตั้งสองคน ผู้หนึ่งเป็ศิษย์ของเขา อีกผู้หนึ่งคือสามีของศิษย์ นับได้ว่าเป็กึ่งลูกศิษย์กระมัง?
หากภายหน้าคนทั้งสองชื่อเสียงเลื่องลือทั่วหล้า ยามเป็ที่กล่าวขานออกไปถือว่าเพิ่มสง่าราศีให้อาจารย์เช่นตน ทั้งตนยังพลอยมีหน้ามีตาไปด้วยเช่นกัน
หมอเทวะลอบคิดในใจว่า : ไอ้หยา ต้นกล้าที่ดีขนาดนี้เหตุใดถึงถูกตนพบเข้าเสียแล้ว? ความโชคดีเช่นนี้ช่างน่าอัศจรรย์ใจเกินไปแล้ว จะต้องบ่มเพาะให้ดีสักหน่อย ภายหน้าสำนักหมอคงต้องพึ่งแม่นางน้อยให้เผยแพร่เกียรติคุณต่อไปเสียแล้ว
หมอเทวะยังมัวเพ้อฝันถึงอนาคตของสำนักหมอ ทว่าเซียนพิษกลับล้วงหยิบตำราเกี่ยวกับค่ายกลและวิชาพิษจำนวนไม่น้อยออกมาจากอกเสื้อ จัดการยัดทั้งหมดให้เคอโยวหรานแล้วเอ่ยว่า
“แม่นางน้อย อาจารย์คิดว่าการถ่ายทอดวิชาเหล่านี้ให้เ้ายังไม่เร็วเท่าเ้าเรียนรู้เอง ตำราเหล่านี้ยกให้เ้าแล้ว ล้วนแต่เป็ตำราที่มีเพียงเล่มเดียว จะต้องเก็บรักษาเอาไว้ให้ดี อย่าได้ทำหายเป็อันขาด
ศิษย์พี่ของเ้าอยากได้ แต่ข้ามิอาจหักใจให้เขา เ้าจงเก็บรักษาเอาไว้ให้ดีเถิด”
หมอเทวะได้สติกลับมาและไม่ยอมเป็รองเช่นกัน เขายกยิ้มด้วยความลำพองใจยิ่ง จัดการหยิบตำราออกมากองใหญ่แล้วยัดใส่อ้อมแขนของเคอโยวหราน
“ฮ่าๆๆ...แม่นางน้อย นึกไม่ถึงจริงๆ ว่าอาจารย์แก่ชราแล้ว แต่ยังจับพลัดจับผลูได้รับคนที่เก่งกาจเช่นเ้ามาเป็ศิษย์ พวกเราเป็อาจารย์กับศิษย์ที่มีวาสนาต่อกัน ตำราที่เหลืออยู่เล่มเดียวเหล่านี้ล้วนยกให้เ้าแล้ว จงเก็บเอาไว้ให้ดี ต่อให้ผู้ใดอยากได้ก็อย่ามอบให้พวกเขา”
คล้ายผู้เฒ่าทั้งสองจะรู้ั้แ่ต้นแล้วว่าเคอโยวหรานมีมิติเก็บของ จึงไม่กังวลแม้แต่นิดว่านางจะรับข้าวของมากมายถึงเพียงนี้เอาไว้ไม่ไหว
เคอโยวหรานหัวเราะท้องแข็ง นี่เห็นนางเป็หอเก็บตำราหรืออย่างไร?
จะว่าไปแล้วมิติวิเศษของผู้เฒ่าทั้งสองมาจากที่ใดกัน? เหมือนกับของนางหรือไม่? สามารถบรรจุข้าวของมากมายถึงเพียงนี้ได้ จะต้องมิใช่มิติที่มีขนาดเล็กอย่างแน่นอน
ขณะมองดวงตากลมโตของเคอโยวหรานกลิ้งกลอกไปมา ผู้เฒ่าทั้งสองต่างพากันถอยไปด้านหลังหนึ่งก้าวโดยพร้อมเพรียง
เซียนพิษเอ่ยด้วยสีหน้าตึงเครียดว่า “แม่นางน้อย เ้าเองก็มีสมบัติวิเศษสำหรับเก็บของเช่นกัน ยังจะเพ่งเล็งถุงเฉียนคุน [1] ช่างจิตใจคับแคบเกินไปแล้ว”
หมอเทวะกุมอกเพื่อปกป้องถุงเฉียนคุนเอาไว้สุดชีวิต “ใช่แล้ว แม่นางน้อย สำนักหมอของข้ามีถุงเฉียนคุนอยู่เพียงใบเดียว หากยกให้เ้า อาจารย์ก็ยังไม่รู้ว่าจะเก็บอาภรณ์ไว้ที่ใดด้วยซ้ำ เ้าโปรดละเว้นเถิด อย่าคิดใช้แผนการกับอาจารย์ของเ้าเลย”
เคอโยวหรานเข้าใจโดยพลัน “อ้อ? ที่แท้คือถุงเฉียนคุนหรือเ้าคะ มิน่าท่านอาจารย์ทั้งสองถึงได้หยิบข้าวของมากมายออกมาได้อย่างง่ายดายเช่นนี้”
นางเพียงใคร่รู้เท่านั้น มิได้คิดเพ่งเล็งมิติเก็บของจากท่านอาจารย์ทั้งสองสักหน่อย?
ของเล่นเช่นนี้นางก็มีเหมือนกัน นอกจากนี้ยังจัดวางสิ่งของได้อย่างเป็ระเบียบ ทั้งสามารถฟื้นคืนสภาพและขยายขอบเขต นางยังจะอยากได้ของผู้อื่นไปด้วยเหตุใด?
เคอโยวหรานหัวเราะ นางเก็บข้าวของทั้งหมดที่ท่านอาจารย์ทั้งสองมอบให้ไว้ในเขตตำราของมิติวิเศษ
ั้แ่รู้ว่ามิติวิเศษสามารถขยายได้ เคอโยวหรานก็พบว่าเขตตำราสามารถเพิ่มชั้นวางได้ด้วยตนเอง
ตำราที่ผู้เฒ่าทั้งสองมอบให้นางถูกจัดแยกประเภทอยู่ในเขตนี้อย่างเป็ระเบียบ สะดวกต่อการค้นหาเพื่อนำมาอ่านอย่างยิ่ง
ความคิดจิตใจของต้วนเหลยถิงล้วนจดจ่ออยู่บนกายของเคอโยวหราน มิได้คิดสิ่งใดมากไปกว่านั้นแม้เพียงนิด
ผู้เฒ่าทั้งสองเห็นเคอโยวหรานกับต้วนเหลยถิงไม่คิดจะชิงสมบัติ เมื่อรู้ว่าพวกตนเข้าใจผิดไปเองจึงก้าวเดินมาข้างหน้าและอดยกยิ้มมิได้
“แม่นางน้อย นึกไม่ถึงว่าเ้าจะเข้าใจพื้นฐานและแก่นสำคัญของค่ายกลได้เร็วขนาดนี้
มิสู้พวกเราเพิ่มระดับความยาก เรียนวิทยายุทธ์ไปด้วยเป็อย่างไร?”
“ฝึกยุทธ์หรือเ้าคะ?” เคอโยวหรานหวนนึกถึงเมื่อหลายวันก่อน นางถูกอาจารย์ทั้งสองทรมานอย่างน่าเวทนาจนมิอาจทนดู ภายในใจรู้สึกเป็กังวลมาโดยตลอด แต่เมื่อนึกถึงเื่ที่ประสบในจวนสกุลต่ง
นางเองก็รู้สึกว่าไม่ว่าจะยากเย็นเพียงใด ยังจำเป็ต้องเรียนวิชาป้องกันตัวเอาไว้สักหน่อย ไม่เช่นนั้นหากเป็เหมือนครั้งก่อน คงไม่มีโอกาสแม้แต่จะหลบหนีด้วยซ้ำ
เมื่อคิดเช่นนี้ เคอโยวหรานจึงรับข้อเสนอของท่านอาจารย์ทั้งสองด้วยความยินดี
ต้วนเหลยถิงกับเคอโยวหรานจึงเข้าไปยังส่วนลึกของหุบเขาภายใต้การนำทางของอาจารย์ทั้งสอง
นึกไม่ถึงว่าสองผู้เฒ่าจะจัดวางแนวเสาไม้ซึ่งกินพื้นที่กว้างขวางเป็อย่างยิ่งไว้ที่นี่ั้แ่ต้นแล้ว
เสาไม้เหล่านี้มีขนาดความหนาบาง สั้นยาว และสูงต่ำไม่เท่ากัน ดูคล้ายปักลงดินตามอำเภอใจก็มิปาน
แต่เมื่อตั้งใจมองให้ละเอียดจะพบว่าภายในเสามีประกายสะท้อนค่ายกลที่แยบยลยิ่งนัก
หมอเทวะลูบหนวดเขี้ยวพลางหัวเราะฮ่าๆ “แม่นางน้อย นี่ก็คือค่ายกลเข็มเมฆาเจ็ดสีขั้นพื้นฐาน เรียกได้ว่าอาจารย์สอนเ้าจนหมดเปลือกแล้ว
หลังจากสำเร็จวิชาจะต้องสร้างเกียรติคุณให้สำนักหมอเป็อันดับแรกด้วยเล่า ฮ่าๆๆๆ...”
เซียนพิษเบียดหมอเทวะออกห่างแล้วเอ่ยด้วยสีหน้าประจบเอาใจ “แม่นางน้อย ข้างในก็มีแก่นหลักของค่ายกลสำนักพิษเช่นกัน เ้ามิต้องฟังตาเฒ่าหมอ จงอย่าประเมินสำนักพิษต่ำเกินไปเชียว”
สิ้นคำกล่าว ไม่รอให้เคอโยวหรานเตรียมพร้อม เซียนพิษพลันเคลื่อนพลังบนฝ่ามือทั้งสองข้างผลักเคอโยวหรานไปข้างหน้า จัดการส่งนางขึ้นไปยังเสาไม้ที่บางที่สุด
เคอโยวหรานถึงขั้นหนังศีรษะชาหนึบ เสาไม้ไม่ต่างกับกิ่งหลิวเช่นนี้จะรับน้ำหนักร่างกายของนางได้อย่างไร
หากเหยียบหักจนตกลงไป นางจะไม่ล้มคะมำจนหน้าฟกช้ำหรอกหรือ?
หญิงสาวรวบรวมสมาธิเพื่อเคลื่อนกำลังภายในเล็กน้อย จากนั้นอาศัยแรงจากกำลังภายในแตะปลายเท้าแ่เบาทะยานกายขึ้น แต่ผู้ใดจะนึกว่านางกลับร้อนรนจนก้าวพลาดตำแหน่งและเข้าสู่ใจกลางกลไกของค่ายกลเสียแล้ว
“ให้ตายเถิด ท่านอาจารย์พิษจะฝังข้าทั้งเป็หรือเ้าคะ?” เคอโยวหรานอดโพล่งออกไปมิได้
ต้วนเหลยถิงเคลื่อนฝีเท้า สายตาจดจ้องเคอโยวหรานที่อยู่บนเสาไม้ไม่วางตา กระทั่งหัวใจของเขายังบีบเข้าหากัน
ผู้เฒ่าทั้งสองนี้ช่างไว้ใจมิได้เกินไปแล้ว เอ่ยสิ่งใดนิดๆ หน่อยๆ ก็โอ้อวดทันที ไม่ปล่อยให้ผู้อื่นมีเวลาตอบสนองหรือเตรียมตัวแม้แต่นิด
นี่ถือเป็การแก้แค้นที่เมื่อครู่พวกตนทำลายค่ายกลอย่างง่ายดายเกินไปโดยแท้ใช่หรือไม่? อย่าได้ผูกอาฆาตถึงเพียงนี้จะได้หรือไม่?
---------------------------------------
เชิงอรรถ
[1] ถุงเฉียนคุน 乾坤袋 หรือถุงเอกภพ หมายถึง หนึ่งในมหาวัตถุศักดิ์สิทธิ์แห่งาทั้งสิบ เป็ของพระศรีอริยเมตไตรย เรียกอีกชื่อว่า ‘ถุงเอกภพสมปรารถนา’ หรือ ‘ถุงทองคำ’ ใช้เก็บสิ่งของต่างๆ โดยเฉพาะ มีพลังอันสุดคาดเดา ภายในถุงมีมิติพิศวง มิตินี้ใหญ่มากจนราวกับสามารถเก็บฟ้าดินไว้ข้างในได้ ภายในถุงมีเอกภพอีกแห่ง เรียกว่า ‘ดินแดนในถุง’ มีทุกสิ่งครบครัน หยิบไม่มีวันหมด
