เสี่ยวอวี้กำลังเตรียมเปิดร้านอยู่ในร้านโทรมๆ นางร้องเพลงเบาๆ พลางพัดถ่านให้ร้อนขึ้น สีหน้าผ่อนคลายเป็อย่างยิ่ง ส่วนเสี่ยวไฉน้องชายของนางกำลังใช้ผ้าขี้ริ้วเช็ดโต๊ะอย่างเคร่งเครียด จนในที่สุดเขาก็อดถามไม่ได้ “พี่ ท่านไม่กังวลหรือ”
นางยกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เอ่ยถามอย่างไม่เข้าใจ “กังวล? มีเื่อะไรต้องกังวลด้วยหรือ”
“ตอนนี้พวกเรายังไม่มีวัตถุดิบเลย จะทันเปิดร้านจริงๆ หรือ”
เสี่ยวอวี้ยิ้มหวานเผยฟันขาว นางหันกลับไปสนใจถ่านต่อและเอ่ยอย่างใจเย็น “เฮยเจิ้งบอกแล้วว่าเขาจะต้องนำวัตถุดิบกลับมาแน่นอน”
เสี่ยวไฉฟังจบก็ยิ่งไม่พอใจ “บางทีเขาอาจจะคุยโวไปอย่างนั้น ตอนนี้อาจจะหนีไปแล้วก็ได้!”
“ไม่หรอก ข้าเชื่อเขา”
เขาโยนผ้าขี้ริ้วลงบนโต๊ะ แล้วเอ่ยขึ้นด้วยเสียงโมโห “พวกเรารู้จักเขายังไม่ถึงวัน ข้าไม่เข้าใจจริงๆ ทำไมท่านถึงเชื่อใจเขานัก!”
เสี่ยวอวี้ยื่นมือออกไปจัดผ้าโพกหัวที่หน้าผาก ก่อนจะเอ่ยกลับอย่างมั่นใจ “ถึงแม้พี่สาวของเ้าจะไม่ได้พบเจอผู้คนมากมายนัก แต่ข้ารู้สึกได้ว่าเฮยเจิ้งต่างจากแขกคนอื่นๆ ที่มาร้าน เขาเป็คนที่น่าเชื่อถือ เ้าลืมไปแล้วหรือว่าเมื่อวานใครเป็คนช่วยไล่หูเอ้อร์ไป”
เสี่ยวไฉที่ไม่อยากยอมรับจึงบ่ายเบี่ยงตอบอุบอิบ “แน่นอนว่าข้าจำได้”
“เช่นนั้นทำไมเ้าถึงมีท่าทีเป็ศัตรูกับเฮยเจิ้งนักเล่า หรือว่า...” เสี่ยวอวี้ครุ่นคิดก่อนจะหัวเราะอย่างเ้าเล่ห์ “เ้าหวงงั้นหรือ ไม่อยากให้บุรุษอื่นเข้าใกล้พี่สาว?”
น้องชายที่หน้าแดงก่ำเอ่ยแย้งขุ่นๆ “ข้าเปล่า! รีบตบแต่งออกไปเถอะ พอท่านออกเรือนไปแล้ว ร้านของท่านพ่อจะเป็ของข้าเสียที!”
นางหัวเราะร่า “ได้ๆ ถ้าเ้าโตเร็วกว่านี้ก็ดีสิ พี่จะได้วางใจมอบร้านให้เ้า”
คำพูดเหล่านี้จริงครึ่งเท็จครึ่ง
ทั้งสองคนต่างทำงานของตัวเองต่อไป เสี่ยวไฉระบายความโกรธใส่ผ้าขี้ริ้วผืนนั้น เขาจินตนาการว่าหัวของลู่เต้าถูกเขากดลงบนโต๊ะแล้วถูไปมา พลางบ่นพึมพำ “โมโหจริงๆ! โมโหจริงๆ!”
ทันใดนั้นก็มีเสียงไก่คุ้นเคยดังมาจากนอกประตู ทำให้ทั้งสองคนหันไปมอง เพียงไม่นาน เงายาวก็ทาบทับลงบนม่านผ้า และกำลังเยื้องกรายมาทางร้านโทรมๆ
เสี่ยวอวี้รู้ว่าใครมา นางมองไปที่อ่างไม้ที่เต็มไปด้วยน้ำ ใช้เงาสะท้อนบนผิวน้ำจัดแจงเสื้อผ้าของตัวเองอย่างง่ายๆ ถึงแม้จะไม่ได้แต่งหน้าทาปาก เนื้อตัวจะมีกลิ่นถ่านคละคลุ้งเพราะไม่ทันอาบน้ำ แต่นางก็ยังคงงดงามสะดุดตา นางรีบเดินไปที่ม่านผ้าเพื่อรอรับทันที
“ข้ากลับมาแล้ว!” ลู่เต้าเปิดม่านผ้าเข้ามาในร้าน เสี่ยวอวี้รีบเข้าไปต้อนรับ เสี่ยวไฉยังคงเช็ดโต๊ะด้วยสีหน้าเ็า
ลู่เต้ายกตะกร้าไม้ไผ่ที่เต็มไปด้วยไก่ป่าให้ทั้งสองคนดูพลางยิ้ม “ดูสิ! ข้าบอกแล้วว่าไว้ใจข้าได้!”
“ขอบพระคุณท่านมากจริงๆ!”
ใบหน้าเสี่ยวอวี้เต็มไประบายไปด้วยความชมชื่น แต่เวลาเปิดร้านใกล้เข้ามาแล้ว นางเดินเข้าไปจุมพิตที่แก้มลู่เต้าเบาๆ ก่อนจะรับตะกร้าไม้ไผ่จากมือเขาไปที่ห้องครัว
ลู่เต้ายืนนิ่งอยู่กับที่ ยิ้มเจื่อนๆ พลางลูบแก้ม ส่วนเสี่ยวไฉโมโหจนกัดฟันกรอด มือทั้งสองบีบผ้าขี้ริ้วแน่น ยิ่งมองลู่เต้าก็ยิ่งไม่สบอารมณ์
ในห้องครัว เสี่ยวอวี้ถือมีดทำครัวแล่ไก่ด้วยท่วงท่าที่ชำนิชำนาญ เพียงไม่นาน ไก่ป่าสดๆ หลายตัวก็กลายเป็วัตถุดิบที่ถูกจัดวางในจานอย่างเป็ระเบียบ
นางมองจานที่เต็มไปด้วยวัตถุดิบแล้วรู้สึกอุ่นใจขึ้นมาก
“เอาละ เตรียมเปิดร้านได้!”
*****
หอกระเรียนบุษราคัมสูงสามชั้น เป็โรงเตี๊ยมชั้นเลิศที่สุดในเมืองเซียน
ห้องกั่วเหมย[1] ณ ชั้นสาม ท่านเ้าเมืองขมวดคิ้วพิงราวระเบียง มองออกไปเห็นทะเลหมอกสุดลูกหูลูกตาชวนให้รู้สึกราวกับอยู่บนสรวง์
เื้ัท่านเ้าเมือง เป็บรรดาชายชราพุงพลุ้ยนั่งล้อมโต๊ะอาหารที่กำลังดื่มสุรากินเนื้อกันอย่างเอร็ดอร่อย
ชายชราคนหนึ่งที่เมามายยกจอกขึ้นถามท่านเ้าเมืองที่ยืนอยู่ด้านหลัง “เหล่าหู? เ้ากำลังทำอะไรอยู่หรือ มากินด้วยกันสิ! อาหารที่หอเหยี่ยวทองคำอร่อยจริงๆ”
เมื่อถูกเรียกเหล่าหูก็เดินกลับเข้ามาในห้องด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ชายชราเอ่ยต่อ “ทำไมวันนี้เ้าถึงได้ขมวดคิ้วอยู่ตลอดเวลา ทำเอาสุรากร่อยไปด้วยเลย”
เขาเดินมือไพล่หลังไปที่กลางห้องอย่างเชื่องช้า ในที่สุดก็ตัดสินใจเอ่ย “ประมุขตระกูลทุกท่าน จริงๆ แล้วที่เหล่าหูเชิญทุกท่านมารวมตัวกันในวันนี้เพราะมีเื่จะแจ้งให้ทราบ”
“ว่ามาสิ!” เถ้าแก่เฒ่าเ้าของกองคาราวานเคี้ยวถั่วลิสงพลางกล่าวราวกับกำลังดูละคร
เหล่าหูเว้นวรรคไปครู่หนึ่ง หายใจเข้าลึกๆ แล้วกล่าว “วันเวลาเวียนมาครบปีแล้ว”
ผู้คนที่กำลังดื่มสุราเสียงเอ็ดอึงอยู่ด้านล่างพลันเงียบลงทันใด พวกเขานับนิ้วมือดูก็พบว่าเป็เช่นนั้นจริงๆ!
เหล่าหูเดินวนไปมารอบโต๊ะในห้อง ความทรงจำที่ผ่านมานานกว่าสิบปีผุดขึ้นมาในหัว
เมื่อสิบห้าปีก่อน ูเาเซียนยังไม่ได้ชื่อูเาเซียน เนื่องจากถูกหมอกปกคลุมตลอดทั้งปี จึงถูกเรียกว่าูเาหมอก ส่วนเมืองเซียนก็ไม่ได้ชื่อเมืองเซียน ทุกคนเรียกที่นี่ว่าเมืองูเาหมอก
สมัยนั้นไม่ได้มั่งคั่งเช่นปัจจุบัน แต่ก็ยังคงหาเลี้ยงชีพด้วยการจัดหาเสบียงให้กับกองคาราวาน จนกระทั่งวันหนึ่ง ปีศาจหมอกตนหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้นอย่างไม่รู้ที่มาที่ไป มาเข้ายึดครองทั้งูเาหมอก ชาวบ้านมากมายถูกหมอกดูดกลืนกลายเป็ศพแห้งกรัง ชาวบ้านต่างหวาดผวาและใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก
ต่อมามีเซียนผู้หนึ่งพาเหล่าศิษย์เดินทางมาถึงที่นี่ เขาจัดการปีศาจหมอกและตั้งรกรากอยู่บนูเาเพื่อปกป้องชาวบ้าน
ประหนึ่งน้ำไม่จำเป็ต้องลึก แต่มีัก็ศักดิ์สิทธิ์ ูเาไม่จำเป็ต้องสูง แต่มีเซียนก็เลื่องลือ
นับแต่นั้นมา ูเาหมอกก็กลายเป็ูเาเซียน เมืองูเาหมอกที่ไม่มีอะไรโดดเด่นก็กลายเป็เมืองเซียน ทั้งการค้าและผู้คนก็เจริญรุ่งเรืองขึ้น เพื่อตอบแทนเซียนผู้มีพระคุณ ชาวบ้านจึงต้องส่งเด็กสาวอายุต่ำกว่าสิบเจ็ดปีขึ้นเขาไปปรนนิบัติปีละหนึ่งคน
หากให้กำเนิดบุตรชายก็สามารถหลีกเลี่ยงได้ แต่บังเอิญว่าผู้มีอำนาจทั้งสิบกว่าคนนี้ล้วนมีบุตรสาว และทุกคนก็ตรงตามเงื่อนไข แม้แต่เหล่าหูก็มีบุตรสาวฝาแฝด เนื่องจากไม่มีบุตรชาย เขาจึงตามใจหูเอ้อร์หลานชายเป็พิเศษ ปล่อยให้เขาทำเื่ชั่วร้ายในเมือง
เนื่องจากเด็กสาวที่ถูกส่งขึ้นเขาไปล้วนแล้วแต่หายสาบสูญ จึงไม่มีใครเต็มใจให้บุตรสาวของตนเองแบกรับภาระเช่นนี้ พวกเขาััได้ว่าเื่นี้มีลับลมคมในบางอย่าง
ชายชราเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ “ไปเลือกคนจากชาวบ้านข้างล่างเช่นเคยเถอะ! บอกพวกเขาว่าการได้ปรนนิบัติเซียนนั้นเป็เกียรติของนาง!”
เถ้าแก่เฒ่าเ้าของกองคาราวานส่ายหน้า “วิธีนี้ใช้ไม่ได้ผลแล้ว แม้แต่พวกเราเองก็ยังไม่เชื่อคำโกหกเช่นนี้เลย จะไปหลอกคนอื่นได้อย่างไร”
เหล่าหูพยักหน้า “หาผู้สมัครใจไม่ได้แล้ว พวกเขาขอให้จับสลากตัดสิน มิเช่นนั้นพวกเขาก็จะพาครอบครัวขนย้ายข้าวของออกไป”
เมื่อชายชราได้ยินเช่นนั้นก็ร้อนใจ “จับสลากหรือ? เช่นนั้นบุตรสาวของข้าก็มีโอกาสถูกเลือกด้วยหรือ”
“ถ้าตามที่พวกเขาร้องขอ ก็เป็เช่นนั้น” เหล่าหูตอบ
“ไม่ได้! ข้ามีบุตรสาวแค่ไม่กี่คน ทุกคนล้วนเป็แก้วตาดวงใจของข้า ข้าจะปล่อยให้พวกนางเสี่ยงอันตรายเช่นนี้ไม่ได้!” ชายชรามองไปที่ท่านเ้าเมือง “เหล่าหู! รีบคิดหาวิธีสิ! เ้าก็มีบุตรสาวสองคนไม่ใช่หรือ”
เหล่าหูกล่าว “เื่นี้ข้ารู้อยู่แล้ว วันนี้ข้าเชิญทุกท่านมารวมตัวกันก็เพื่อระดมความคิด หาวิธีที่สามารถทำให้ทุกคนพอใจได้โดยไม่ต้องเสี่ยงอันตราย”
“ข้ามีวิธี!” ทันใดนั้นก็มีคนะโขึ้นกลางโต๊ะอาหาร
“เป็ผู้ใด เชิญยกมือขึ้น”
เหล่าหูดีใจเป็อย่างยิ่ง รีบค้นหาเ้าของเสียงกลางโต๊ะอาหาร แต่กลับพบว่าเป็หูเอ้อร์หลานชายที่เมาสุรายกมือขึ้น “ข้าบอกว่าข้ามีวิธี!”
[1] กั่วเหมย แปลว่า บ๊วย
