ซุนจินกังอาศัยร่างกายที่คงกระพันฟันแทงไม่เข้า เดินหน้าไล่ตามอย่างอหังการ เท้าที่ก้าวไปข้างหน้าก็ไปพร้อมเหวี่ยงหมัดโจมตีอย่างรุนแรง
เฉายวนิหลบไม่ทัน จึงยกหอกน้ำแข็งที่หักไปแล้วขึ้นมาป้องกัน
หมัดปะทะหอก หอกน้ำแข็งรวมถึงคันเบ็ดส่งเสียงดังกรอบแกรบก่อนจะหักสะบั้น
เมื่อเฉายวนิเสียหอกน้ำแข็งไปก็รีบถอยหลัง แต่ซุนจินกังก็ตามมาติดๆ เงื้อหมัดขึ้นโจมตีอีกครั้ง
ไป๋เสียจ้องมองทุกการเคลื่อนไหวของซุนจินกัง แล้วท่องเบาๆ ในใจ ‘ได้เวลาแล้ว’
เฉายวนิยกแขนขึ้นป้องกัน สีหน้าดุร้ายของซุนจินกังพลันเปลี่ยนไป มุมปากยกยิ้ม “ติดกับแล้ว!”
แสงวาบหนึ่งพุ่งออกมาจากแขนเสื้อซุนจินกัง ดาบสั้นที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อพุ่งออกมาอย่างไม่ทันตั้งตัว เฉือนเข้าหาใบหน้าเฉายวนิ
เสียง “ฟิ้ว” ดังขึ้น เฉายวนิหลบได้หวุดหวิด แต่เชือกผูกหน้ากากกลับถูกดาบสั้นของซุนจินกังตัดขาดปลิวขึ้นไปกลางอากาศ!
ซุนจินกังไม่ชอบท่าทางเสแสร้งที่เฉายวนิสวมหน้ากาก เมื่อฉวยโอกาสโจมตีสำเร็จ เขาก็หัวเราะลั่น “ให้ข้าดูสิว่าหน้าตาเ้าเป็เช่นไร!”
ไป๋เสียที่อยู่ไกลออกไปก็ยืดคออยู่หลังต้นไม้ เขาอยากเห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของเฉายวนิ แต่ครั้นคิดไปคิดมา ‘ไม่ใช่สิ! การเอาชนะเฉายวนิและเปิดเผยโฉมหน้าที่แท้จริงของเขา เป็เื่น่าภาคภูมิใจที่ข้าไป๋เสียควรทำ!’
ซุนจินกังกำลังพยายามแย่งชิงเกียรติยศที่ควรเป็ของเขา ไป๋เสียครุ่นคิดว่าควรจะช่วยเฉายวนิอย่างลับๆ หรือไม่
แต่เขาก็อยากรู้หน้าตาที่แท้จริงของเฉายวนิมาโดยตลอด ว่ามันจะน่าเกลียดน่ากลัวสักแค่ไหน ถึงต้องใช้หน้ากากปกปิด
หลังจากหน้ากากของเฉายวนิถูกกระชากออก เขาก็ยกแขนขึ้นมาปิดบังใบหน้า เหลือเพียงั์ตาที่มองลอดออกมา
จากเดิมที่ไม่เกรงกลัวสิ่งใด ตอนนี้ในแววตาของเขากลับมีความร้อนรนอย่างเห็นได้ชัด ดูเหมือนว่าเขากลัวว่าอีกฝ่ายจะเห็นใบหน้าที่อยู่ภายใต้หน้ากากเหลือเกิน
ซุนจินกังเอ่ยเสียงเย้ายวนราวกำลังหยอกล้อสตรี “อายอะไรกัน ให้ข้าดูหน่อยสิ!”
กรงเล็บสีเงินพุ่งไปข้างหน้าหมายจะกระชากมือที่เฉายวนิใช้ปิดบังใบหน้าออก
สีหน้าเฉายวนิพลันเคร่งขรึม แม้แต่อากาศเหนือทะเลสาบ์ก็มืดครึ้มลง ท้องฟ้ามืดมิดราวกับตะวันใกล้จะลับขอบฟ้า ทั้งที่ยังไม่ถึงเที่ยงวัน
ไป๋เสียก็สังเกตเห็นความผิดปกติเช่นกัน นี่เป็ครั้งแรกที่เขาได้เห็นภาพเช่นนี้ จึงรู้สึกไม่รู้จะทำเช่นไรดี เขาแหงนมองท้องฟ้ามืดครึ้มที่ปกคลุมไปด้วยเมฆหนาทึบอย่างตกตะลึง “นี่...นี่มันเกิดอะไรขึ้น”
ซุนจินกังก็เช่นกัน เขาดูงุนงงและตกตะลึง
ในชั่วพริบตา อุณหภูมิก็ลดลงฮวบฮาบ ทำเอาซุนจินกังที่สวมชุดฤดูร้อนตัวสั่นเทา ควันสีขาวพวยพุ่งออกมาจากปากและจมูก
ซุนจินกังมองเฉายวนิ สายตาเย็นะเืจ้องมองเขาทะลุผ่านแขนเสื้อ
สายลมพัดผ่านทะเลสาบ์ น้ำรอบๆ ตัวทั้งสองแข็งตัวเป็น้ำแข็ง และแผ่ขยายออกไปเรื่อยๆ
‘หนาว...หนาวเหลือเกิน...’ ไป๋เสียที่อยู่ไกลออกไปก็ตัวสั่นเทาด้วยความหนาวเย็นเช่นกัน เขาตกตะลึงกับความผิดปกติของอุณหภูมิ “นี่...ทั้งหมดนี้เป็ฝีมือของเ้าใบ้เฉาหรือ”
ซุนจินกังไม่สนใจสิ่งใด รีบพุ่งเข้าโจมตีด้วยความเคลื่อนไหวว่องไวปานเสือดาวอีกครั้ง แต่ยิ่งเข้าใกล้เฉายวนิมากเท่าไร อุณหภูมิก็ยิ่งต่ำลงเท่านั้น เกล็ดสีเงินไม่สามารถป้องกันความหนาวเย็นได้ การเคลื่อนไหวของเขาก็ช้าลงเพราะความหนาวนี้ ขณะที่กำลังจะแตะตัวอีกฝ่าย มือของเขาก็แข็งจนขยับไม่ได้
ร่างกายซุนจินกังค่อยๆ แข็งตัว เริ่มจากมือและเท้า จากนั้นก็ลำตัว สุดท้ายทั่วทั้งร่างก็แข็งเป็น้ำแข็งจนมิอาจเขยื้อนร่างได้เลย
‘เกิด...เกิดอะไรขึ้น’ เขาโกรธแค้น ‘ในบรรดาศิษย์ใหม่ นอกจากจางเถี่ยหนิวแล้ว ยังมีคนเก่งกาจเช่นนี้อีกหรือ’
เพื่อที่จะหลบหนี ซุนจินกังจึงทำได้เพียงถอนเกล็ดสีเงินออก ร่างกายจึงพอจะขยับได้บ้าง
แต่ดูเหมือนว่าเขาจะยังไม่เข็ดหลาบ ทันทีที่เป็อิสระ ก็ใช้ดาบสั้นในแขนเสื้อเข้าโจมตีอีกทันที
เฉายวนิใช้แขนเสื้อปิดบังใบหน้า เพียงแค่คิด สายลมเย็นะเืก็พัดเข้าหาใบหน้าของซุนจินกังอย่างรุนแรง
ดวงตา หู ปาก จมูก ทวารทั้งเจ็ดถูกน้ำแข็งเกาะกุมไว้ ซุนจินกังที่สูญเสียประสาทััทั้งหมดและไม่สามารถหายใจได้จึงทำได้เพียงร้องครางอู้อี้ สองมือควานไปในอากาศอย่างหวาดผวา
เฉายวนิเพียงแค่ไม่อยากให้ใครมารบกวนตอนตกปลาเท่านั้น เขาไม่ได้โกรธแค้นซุนจินกัง แม้ว่าอีกฝ่ายจะรุกรานหลายครั้ง เขาก็แค่ไล่อีกฝ่ายไปเท่านั้น ไม่คิดจะเอาชีวิต
ซุนจินกังทิ้งไม้กวาดลง แล้ววิ่งหนีทุลักทุเลไป
หลังจากซุนจินกังจากไป เฉายวนิก็ถอนหายใจยาว ก้มลงเก็บคันเบ็ดที่หักและตะกร้าปลา ถึงแม้ว่าจะไม่มีใครอยู่รอบๆ แต่เขาก็ยังคงใช้แขนเสื้อปิดบังใบหน้าอยู่
‘ไม่อยากให้ใครเห็นถึงเพียงนี้เชียวหรือ’ ไป๋เสียคิดในใจ ความอยากรู้อยากเห็นทำให้เขารู้สึกคันยุบยิบในใจ เขาอยากยลโฉมหน้าที่แท้จริงของอีกฝ่ายนัก
น่าเสียดายที่ไป๋เสียไม่มีวิธีรับมือกับลมปราณเย็นะเืของเฉายวนิ มิเช่นนั้นหลังจากซุนจินกังล้มเหลวแล้ว ก็ควรจะเป็ทีของเขาที่จะเปิดเผยโฉมหน้าที่แท้จริงภายใต้หน้ากากของเฉาใบ้
ทันใดนั้นก็มีมือหนึ่งวางลงบนบ่าไป๋เสียที่หลบอยู่หลังต้นท้ออย่างเงียบๆ ทำเอาเขาใสุดขีด รีบหันกลับไปร้อง “ใคร!”
โจวเทียนหยวนปรากฏตัวต่อหน้าเขาด้วยความสงสัย “ไม่ใช่ว่าเ้าควรจะอยู่ในชั้นเรียนหรือ เหตุใดจึงมาอยู่ที่นี่”
เมื่อไป๋เสียเห็นโจวเทียนหยวน ก็รู้สึกไม่พอใจ หลังจากหลอกล่อเขามาบนเขาก็ไม่สนใจไยดี แถมยังต้องไปนั่งฟังอาจารย์เฒ่าสวดมนต์ทุกวันอีก
เขาเอ่ยด้วยความไม่พอใจ “น่าเบื่อยิ่งนัก เข้าเรียนยังไม่สู้มานอนหลับเสียเลย!”
“โอ้? เช่นนั้นหรือ” โจวเทียนหยวนกล่าวด้วยความสนใจ
ทีแรกไป๋เสียคิดว่าโจวเทียนหยวนจะไล่เขากลับไปเข้าเรียน ใครจะรู้ว่าอีกฝ่ายกลับกวักมือเรียกเขา “ตามข้ามา”
เขาหันไปมองเฉายวนิแวบหนึ่ง เห็นว่าอีกฝ่ายจากไปนานแล้ว ไม่มีอะไรให้ฆ่าเวลาอีก จึงเดินตามหลังโจวเทียนหยวนไปอย่างกังขา
ในป่าท้อมีศาลากลางน้ำ ภายในศาลาตั้งโต๊ะหินอ่อนขนาดใหญ่และเก้าอี้หินสองตัว บนโต๊ะสลักลายตาราง
ไป๋เสียลูบร่องตารางด้วยความสนใจใคร่รู้ “ตาแก่ นี่คืออะไร”
“ข้าเป็อาจารย์ของเ้า...” โจวเทียนหยวนบ่นพึมพำ แต่ก็ยังบอกไป๋เสียว่า “นี่เรียกว่ากระดานหมากรุก ใช้สำหรับเล่นหมากรุก”
ไป๋เสียเลิกคิ้วถาม “เล่นหมากรุกหรือ”
โจวเทียนหยวนหยิบหมากรุกชุดหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ แล้ววางลงบนโต๊ะหินอ่อน “นี่คือหมากรุกจีน เป็หมากรุกที่บัณฑิตและผู้คงแก่เรียนนิยมเล่น ต้องใช้สมองมาก ไม่ใช่ว่าใครๆ ก็เล่นเป็”
ตอนที่โจวเทียนหยวนพูดถึงบัณฑิตและผู้คงแก่เรียน เขาย้ำเป็พิเศษ บางทีอาจจะคิดว่าตัวเองเล่นหมากรุกได้ ก็ถือว่าเป็บัณฑิตและผู้คงแก่เรียนเช่นกัน
เขาใช้เวลาแยกหมากรุกออกเป็สีแดงและสีดำ เพิ่งจะวางหมากรุกสีดำเสร็จ กำลังจะวางหมากรุกสีแดงให้ไป๋เสีย ก็ต้องใเมื่อพบว่าหมากรุกวางอยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้องแม่นยำไร้ที่ติ
“หือ?” โจวเทียนหยวนถามอย่างประหลาดใจ “ไม่ใช่ว่าเ้าเล่นหมากรุกไม่เป็หรือ”
“ข้าแค่เลียนแบบวิธีการวางของเ้าเท่านั้น” ไป๋เสียกล่าวด้วยสีหน้าไม่ยี่หระ “กระดานหมากรุกทั้งสองด้านเป็ภาพสะท้อน หากข้าเดาไม่ผิด การกระจายตัวของหมากรุกฝั่งข้าควรจะเหมือนกับฝั่งเ้า”
“เป็เช่นนั้นจริงๆ…” โจวเทียนหยวนก็ตกตะลึงเล็กน้อย คิดไม่ถึงว่าไป๋เสียที่เล่นหมากรุกเป็ครั้งแรก เพียงแค่สังเกตก็สามารถคาดเดาวิธีการวางหมากได้
เหงื่อเม็ดหนึ่งไหลลงมาบนหน้าผากโจวเทียนหยวน เขาคิดในใจ ‘หากเ้าหนูนี่ได้เรียนรู้ คงไม่ธรรมดาแน่นอน’
