ขนมแป้งทอดสอดใส้และแป้งกรอบม้วนของหวาชิงเสวี่ยประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่
ด้วยชื่อเสียงของข้าวโพดคั่ว ทำให้บรรดาลูกค้าประจำต่างให้ความสนใจขนมชนิดใหม่สดจากเตาของนางมาก ถึงแม้ราคาจะแพงกว่าข้าวโพดคั่วเล็กน้อย แต่ใน่เทศกาล ผู้คนก็ไม่ได้ใส่ใจกับเงินทองเล็กๆ น้อยๆ แค่นี้ พอตั้งแผงขายก็หมดเกลี้ยงทันที
พ่อค้าแม่ค้าแผงลอยข้างเคียงต่างแนะนำหวาชิงเสวี่ยว่า ในเมื่อขายดีเช่นนี้ พรุ่งนี้ก็น่าจะทำมาขายเพิ่มอีก
หวาชิงเสวี่ยเพียงแค่ยิ้มน้อยๆ แต่ไม่ได้คิดจะทำเพิ่ม
ปริมาณในตอนนี้ นางได้คำนวณมาแล้ว อยู่ในขอบเขตที่นางรับมือได้
ถึงแม้ว่านางจะ้าเงิน แต่ก็ไม่อยากให้ตนเองเหนื่อยเกินไป ตอนนี้ต้องตื่นแต่เช้าตรู่ทำขนมทุกวันก็เหนื่อยมากพอแล้ว หากเพิ่มปริมาณอีก คงจะหนักเกินไปจริงๆ
หากร่างกายทรุดโทรมลงไป กลับจะได้ไม่คุ้มเสีย
ใกล้เวลาเก็บร้าน เหออู่ก็มา ชายร่างสูงใหญ่ยืนอยู่หน้าแผงขายน้ำชาอย่างประหม่า พูดอย่างซื่อๆ ว่า “แม่ข้าบอกว่ากลัวตระกูลหลี่จะมาหาเื่เ้า จึงให้ข้ามาช่วยรับมือ”
หวาชิงเสวี่ยเข้าใจในทันทีจึงพยักหน้า “อ้อ...ขอบคุณพี่เหอนะเ้าคะ”
เมื่อได้ยินนางเรียกเขาว่าพี่เหออีกครั้ง ใบหน้าของเหออู่ก็ค่อยๆ เปลี่ยนเป็สีแดง
เขาหยิบเก้าอี้และโต๊ะขึ้นมา ช่วยหวาชิงเสวี่ยเก็บข้าวของต่างๆ ขึ้นไปวางบนรถเข็น ไม่ทันที่หวาชิงเสวี่ยจะพูดอะไร เขาก็ลากรถเข็นออกไปแล้ว
เสียงหัวเราะหยอกล้อดังมาจากแผงขายของข้างเคียง เหออู่จึงรีบเร่งฝีเท้าขึ้น รถเข็นสั่นไหวอย่างรุนแรง ถังไม้และเก้าอี้ไม้ที่อยู่บนรถก็โยกไปมา หวาชิงเสวี่ยไม่กล้าพูดอะไร รีบตามไปประคองของที่อยู่บนรถเข็นเอาไว้อย่างเงียบๆ
ทั้งสองเดินกลับบ้าน คนหนึ่งนำหน้าคนหนึ่งเดินตามหลังเช่นนี้ ท่าทางคล้ายสามีภรรยากลับบ้านพร้อมกัน ทำให้หวาชิงเสวี่ยรู้สึกกระอักกระอ่วนยิ่งนัก...
หวาชิงเสวี่ยเดินไปพลางคิดไปว่า บ้านหลังนี้คงเช่าต่อไม่ได้แล้ว ถึงแม้ป้าเหอจะดีกับนางมาก...แต่ถ้าอยู่ต่อไป คงจะถูกมองว่าเป็ลูกสะใภ้ของตระกูลเหอจริงๆ แบบนี้มันน่าอึดอัดเกินไป
ความรู้สึกเช่นนี้ช่างไม่ดีเอาเสียเลย
รอหลังปีใหม่แล้วกัน...
หลังปีใหม่ค่อยหาเงินเก็บเงินอีกสักสองสามเดือน พอสถานะทางการเงินไม่ขัดสนแล้ว น่าจะเช่าบ้านที่มีบริเวณเป็ของตนเองได้แล้ว
เมื่อใกล้ถึงบ้าน เห็นป้าเหอยืนอยู่ที่หน้าประตูเรือน โบกมือเรียกพวกเขา ในมืออีกข้างหนึ่งก็ถือไก่ตัวหนึ่งไว้
“เ้าอู่! ช่วยแม่เชือดไก่หน่อย วันนี้แม่จะทำไก่ผัดซีอิ๊วที่ลูกชอบ...อ้อ แล้วก็ช่วยสับกระดูกหมูในครัวด้วยนะ จะได้เอาไว้เคี่ยวน้ำแกง”
เหออู่ลากรถเข็นเข้ามาในบ้าน เขาไม่ได้พักแม้แต่อึดใจเดียว เมื่อรับไก่จากมือแม่แล้วก็ไปลับดาบทันที
ป้าเหอช่วยหวาชิงเสวี่ยขนของลงจากรถเข็น แล้วโบกมือไล่นาง “ไปพักเถอะ ดื่มน้ำร้อนให้ร่างกายอบอุ่นหน่อย อากาศหนาวขนาดนี้...อีกเดี๋ยวค่อยออกมาทานข้าว ลองชิมฝีมือของป้าดู”
หวาชิงเสวี่ยยิ้มอย่างเขินอาย เพราะทุกครั้งที่นางกลับบ้านมาก็ค่ำมืด จึงมักจะได้ฝากท้องไว้กับอาหารบ้านป้าเหออยู่เสมอ
จริงๆ แล้วนางรู้ว่าไม่ควรทำเช่นนี้ แต่ทุกครั้งก็มักไม่อาจปฏิเสธความใจดีของผู้อื่นได้...
ทานข้าวบ้านผู้อื่นเปล่าๆ เช่นนี้บ่อยครั้งก็ไม่ดี หวาชิงเสวี่ยจึงอยากช่วยทำงานบ้าง นางเอ่ย “ให้ข้าช่วยพี่เหอสับกระดูกหมูก็แล้วกันนะเ้าคะ”
ถึงแม้ว่านางจะเชือดไก่ไม่เป็ แต่สับกระดูกหมูนางยังพอทำได้
“เ้าตัวเล็กบอบบางเช่นนี้ จะไปทำงานใช้แรงแบบนั้นได้อย่างไร งานหนักพวกนี้ให้เ้าอู่ทำไปก็พอแล้ว!” ป้าเหอปฏิเสธทันที แล้วหันหลังกลับไปทำอาหารในครัว
ท่าทางการทำอาหารของป้าเหอดูคล้ายคนครัวระดับสูง ทำให้หวาชิงเสวี่ยคิดถึงท่านป้าเหยียนที่รู้จักกันที่เมืองเหรินชิว ที่สามารถยกกระทะเหล็กใบใหญ่ด้วยมือเดียวขึ้นมาพลิกกลับอาหารได้สิบกว่าครั้ง ทั้งยังใช้อีกมือผัดได้ตลอดเวลา
ให้นางยกกระทะที่หนักขนาดนั้นด้วยมือข้างเดียวคงไม่ไหว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการยกกระทะขึ้นมาแล้วออกแรกพลิกกลับด้านอาหารเลย
หวาชิงเสวี่ยไม่มีอะไรทำ จึงไปต้มน้ำร้อนในหม้ออีกหนึ่งใบ รอเหออู่เชือดไก่เสร็จแล้วค่อยช่วยกันดึงขนไก่
เพิ่งตั้งหม้อน้ำเสร็จ ก็ได้ยินเสียง ‘ปั้ง ปั้ง’ ดังมาจากลาน
หวาชิงเสวี่ยใ รีบวิ่งออกไปที่ลานเรือน เห็นเหออู่ที่เชือดไก่เสร็จแล้ว ตอนนี้กำลังใช้ดาบสับกระดูกหมูอย่างสะเปะสะปะอยู่!
“พี่เหอ ท่านอย่าเพิ่ง...”
สายไปเสียแล้ว
เหออู่หยุดมือ ยกดาบยาวขึ้นมา พบว่าบิ่นไปเสียแล้ว ดูน่าเกลียดเหมือนฟันหัก ส่วนอื่นๆ ของใบมีดที่สับลงไปก็บิดเบี้ยวเสียหาย
หวาชิงเสวี่ยเพิ่งจะเห็นว่าสิ่งที่เหออู่ใช้คือดาบประจำกายตอนอยู่ในค่ายทหาร
เหออู่มองดาบที่บิ่นในมือ ขมวดคิ้ว
“อา...ดาบนี่ใช้การไม่ได้แล้ว จะเป็เื่ใหญ่หรือไม่ จะโดนลงโทษตามกฎทหารหรือไม่เ้าคะ?” หวาชิงเสวี่ยถามเขาด้วยความเป็ห่วง
เหออู่ดูเขินอายเล็กน้อยเมื่ออยู่ต่อหน้าหวาชิงเสวี่ย เขายิ้มกว้างจนเห็นฟัน “ไม่เป็ไรหรอก ดาบในค่ายทหารเสียหายเป็ประจำ ข้าชินแล้ว กลับไปค่อยเอาไปซ่อมประเดี๋ยวก็กลับมาใช้ได้เหมือนเดิม”
หวาชิงเสวี่ยมองกระดูกหมูที่ยังคงตั้งนิ่งอย่างแข็งแกร่งอยู่บนเขียง รู้สึกหดหู่เล็กน้อย กล่าวเบาๆ “ข้าให้ช่างเหล็กหลิวตีมีดชุดใหม่มา มีมีดสำหรับสับกระดูกโดยเฉพาะ...ข้าจะไปหยิบมาให้ท่านใช้”
เหออู่พยักหน้า
หวาชิงเสวี่ยกลับมาพร้อมกับมีดเล่มใหม่ในมือ
เหออู่มองมีดเล่มนี้ รู้สึกถึงแสงที่สะท้อนผ่านคมของมัน เป็ประกายเจิดจ้า เมื่อลองจับดูก็รู้สึกว่าจับถนัดมือมาก
“มีดทำครัวเล่มนี้ตีได้ดีจริงๆ” เหออู่อดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากชม
หวาชิงเสวี่ยเม้มริมฝีปากยิ้มบางๆ “ไม่ใช่มีดทำครัว แต่เป็มีดสับกระดูกโดยเฉพาะ มีดเล่มเดิมใช้ไม่ค่อยถนัด...ข้าเพิ่งสั่งตีชุดใหม่มา มีมีดสำหรับหั่น มีดสับกระดูก มีดเลาะกระดูก มีดปอกเปลือก และมีดหั่นผัก...”
ถึงแม้ว่าฝีมือการทำอาหารของนางจะธรรมดา แต่เื่การเลือกใช้เครื่องมือนั้นนางเชี่ยวชาญมาก
หวาชิงเสวี่ยคิดเสมอว่า ไม่ว่าจะทำอะไร การเตรียมอุปกรณ์เครื่องมือให้พร้อม จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของงาน ทำให้สบายกายขณะเดียวกันก็สบายใจ
อย่างเช่น นางรู้สึกว่าั้แ่มีมีดชุดนี้ ฝีมือทำอาหารของนางก็พัฒนาขึ้นอย่างก้าวะโเมื่อเทียบกับตอนที่อยู่เมืองเหรินชิว
“แม่นางหวาช่างละเอียดอ่อนนัก แม้แต่มีดทำครัวก็ยังแยกประเภทได้ละเอียดเช่นนี้”
เหออู่หัวเราะหึหึ แล้วเริ่มลงมือสับกระดูกต่อ
ฉับ!
ชิ้นกระดูกบนเขียงขาดออกเป็สองท่อนทันที
เหออู่ถึงกับชะงักไปชั่วขณะ รู้สึกทึ่งกับสิ่งที่เห็น!
แรงสะท้อนและความคมของมีดเล่มนี้ ดีกว่ามีดทุกเล่มที่เขาเคยใช้มาในค่ายทหารเสียอีก!
เหออู่อดไม่ได้ที่จะหยิบมีดขึ้นมาพิจารณาอย่างละเอียดอีกครั้ง
แต่ไม่ว่าเขาจะมองอย่างไร ก็เป็เพียงมีดทำครัวธรรมดา เหตุใดถึงเป็เช่นนี้ไปได้?
“ฝีมือของช่างตีเหล็กหลิวยิ่งดีขึ้นเรื่อยๆ แล้ว!” แน่นอนว่าเหออู่ผู้ไร้เดียงสาไม่ได้คิดว่าหวาชิงเสวี่ยมีความเชื่อมโยงกับเื่นี้เลย เขาเอ่ยชมอีกครั้ง จากนั้นก็เริ่มสับกระดูกต่อดัง ‘ปึ่กปึ่ก’
ตอนแรกเขายังกลัวว่ามีดทำครัวเล่มใหม่จะเสียหาย แต่ยิ่งใช้ก็ยิ่งรู้สึกว่ามีดเล่มนี้เข้ามือ! จนกระทั่งสับกระดูกเสร็จ เหออู่ยังรู้สึกไม่หนำใจ จึงนำไก่ที่เชือดไว้ไปถอนขนแล้วล้างให้สะอาด จากนั้นสับเป็ชิ้นๆ!
หลังจากสับไก่เสร็จแล้ว เหออู่ก็ถือมีดไว้แล้วออกกระบวนท่าในลานเรือนอย่างองอาจผึ่งผาย
ป้าเหอที่เดินออกมา เห็นลูกชายกำลังฝึกอยู่ในลานเรือน จึงบ่นพึมพำว่า “ทำบ้าอะไร ถือมีดทำครัวมาฟาดไปฟาดมา ระวังจะฟันโดนราวตากผ้าในลานของข้านะ...”
หวาชิงเสวี่ยแอบยืนหัวเราะอยู่ข้างๆ ในใจของนางพอเข้าใจว่าเหตุใดเหออู่ถึงเป็เช่นนี้
พูดถึงเื่นี้ก็แปลกนัก ถึงแม้ว่าแคว้นต้าฉีแห่งนี้จะมีส่วนคล้ายคลึงกับสมัยราชวงศ์ซ่งหลายอย่าง แต่กรรมวิธีการถลุงโลหะกลับล้าหลังมาก ห่างไกลจากความเจริญในสมัยราชวงศ์ซ่งยิ่งนัก
อีกทั้งโลหะหลายชนิดที่รู้จักกันดีในยุคปัจจุบัน ที่นี่กลับยังไม่มีการขุดค้น ถึงขนาดที่ยังไม่เป็ที่รู้จักด้วยซ้ำ
วันแรกที่หวาชิงเสวี่ยเริ่มลงมือทำอาหาร นางก็พบว่ามีดทำครัวในห้องครัวใช้ไม่ค่อยดี แม้จะลับให้คมแค่ไหน ก็หั่นได้แต่ผักกับเนื้อเท่านั้น หากแข็งกว่านั้นสักหน่อยก็หั่นไม่ได้แล้ว หากออกแรงมากเกินไป ข้อต่อนิ้วมือก็จะแดงและเจ็บ
นั่นเป็เพราะปริมาณคาร์บอนในมีดสูงเกินไป
เดิมที เหล็กเป็โลหะที่อ่อนมาก ไม่สามารถทำเป็มีดหรือหล่อเป็กระทะได้ แต่เมื่อเหล็กมีคาร์บอนในปริมาณที่เหมาะสม ก็จะกลายเป็เหล็กที่ใช้ในชีวิตประจำวัน หรือที่เรียกว่าเหล็กกล้า
ยิ่งมีปริมาณคาร์บอนสูง เหล็กก็ยิ่งแข็ง ในทางกลับกัน ยิ่งมีปริมาณคาร์บอนต่ำ เหล็กก็ยิ่งอ่อน
แต่ไม่ได้หมายความว่าเครื่องใช้เหล็กยิ่งแข็งจะยิ่งดี หากเน้นแต่ความแข็ง ก็มีแต่จะทำให้ใบมีดบิ่น แตกหักเสียหายได้ง่าย เหมือนกับดาบประจำกายในกองทัพของเหออู่เมื่อครู่ ถึงแม้จะคม แต่เมื่อเจอของแข็งก็จะเกิดความเสียหายได้โดยง่าย
ดังนั้น สัดส่วนของคาร์บอนจึงมีความสำคัญมาก ซึ่งสำหรับหวาชิงเสวี่ยแล้ว นี่เป็เื่ที่นางคุ้นเคยเป็อย่างดี
นางเรียนสาขาอาวุธพลังงานความร้อนชนิดใหม่ เคยศึกษาประวัติศาสตร์อาวุธระยะประชิดโบราณอย่างละเอียดมาก่อน กระบวนการตีโลหะจึงเป็เหมือนงานถนัดของนาง
ในสมัยโบราณ วิธีที่ดีที่สุดคือการตีแบบพับทบ โดยการนำเหล็กกล้าและเหล็กอ่อนมาตีซ้อนกันอย่างละเอียดทีละชั้น และใช้วิธีการคาร์บูไรซิง [1] มีดที่ตีขึ้นมาด้วยวิธีนี้ไม่เพียงแต่คมกริบเท่านั้น แต่ยังมีความทนทานด้วย เรียกได้ว่าเป็มีดชั้นยอด มีดเล่มอื่นเมื่อมาปะทะกันก็ยากที่จะไม่เสียหาย!
หวาชิงเสวี่ยเคยฝึกฝนการตีเหล็กในกิจกรรมของชั้นเรียน แต่ในตอนนั้นมีเครื่องมือที่ทันสมัยมากมายให้เลือกใช้ นางจึงทำเพียงแค่ตรวจสอบตัวเลขต่างๆ ให้พอเหมาะพอดีก็เพียงพอแล้ว
การตีเหล็กในสมัยโบราณต้องใช้แรงมาก ดังนั้นชุดมีดทำครัวนี้จึงเป็ผลงานของช่างตีเหล็กหลิวที่ตีขึ้นมาภายใต้คำแนะนำของหวาชิงเสวี่ย
ถึงแม้จะยังห่างไกลจากมาตรฐานในอุดมคติของหวาชิงเสวี่ย แค่ใช้สับกระดูกอะไรสักอย่างตามปกติ ย่อมไม่มีปัญหาแน่นอน
หวาชิงเสวี่ยเห็นเหออู่กำลังฝึกมีดในลานเรือนอย่างแข็งขัน คิดในใจว่าในเมื่อเขาชอบขนาดนี้ มิสู้ให้เขาไปเล่มหนึ่งเลยก็ได้ เพราะอย่างไรมีดประจำกายที่ใช้ในกองทัพของเขาก็ยังใช้ไม่ได้ชั่วคราว
แต่ว่าการใช้มีดทำครัวฟาดไปฟาดมาแบบนั้นดูเหมือนจะไม่ค่อยคล่องตัว...
หวาชิงเสวี่ยหันหลังกลับเข้าไปในครัว หยิบมีดเชือดหมูปลายแหลมออกมา
รูปร่างของมีดเชือดหมูคล้ายกับดาบประจำกายของเหออู่มาก แต่สั้นกว่าหน่อย
“พี่เหอ ใช้เล่มนี้เถอะ”
เหออู่ได้ยินเสียงของหวาชิงเสวี่ย จึงหยุดการเคลื่อนไหว พอเห็นมีดเชือดหมูในมือนาง ใบหน้าก็เต็มไปด้วยความยินดี
ถึงแม้จะรู้ว่าไม่ควรเอาของผู้อื่นมาเปล่าๆ แต่เขาชอบมีดเล่มนี้มากจริงๆ จึงรับมีดมาถือไว้ในมือทันทีอย่างไม่ลังเล
ด้ามมีดโค้งรับกับฝ่ามือพอดี ตัวมีดมีน้ำหนักเบา ถือได้นานโดยไม่รู้สึกเมื่อยล้า ใบมีดคมกริบ และที่สันมีดมีร่องยาวอยู่ร่องหนึ่ง
“เหตุใดช่างตีเหล็กหลิวถึงทำร่องตรงนี้?” เหออู่ถามด้วยความสงสัย
หวาชิงเสวี่ยอธิบายว่า “นี่เรียกว่าร่องเื [2] สามารถเพิ่มความแข็งแรงของมีด ลดน้ำหนักของมีด และเพิ่มพื้นที่ในการรับแรงปะทะด้วย”
เหออู่คิดว่าหวาชิงเสวี่ยจำจากช่างตีเหล็กหลิวมาพูด จึงไม่ได้คิดอะไรมาก เขาเล่นมีดเชือดหมูในมืออยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นยิ้มแล้วพูดว่า “อืม เบากว่าจริงด้วย”
มีคำกล่าวว่าของถูกใจหาซื้อได้ยากยิ่งกว่าสิ่งใด เหออู่ได้รับมีดจากหวาชิงเสวี่ย จึงหยิบถุงเงินออกมาจากอกเสื้อ ยื่นให้หวาชิงเสวี่ย “แม่นางหวา ข้าไม่รู้จะขอบคุณเ้าอย่างไรดี เงินเหล่านี้เ้ารับไว้เถอะ...”
หวาชิงเสวี่ยสะดุ้งใ รีบโบกมือปฏิเสธ “ข้าอาศัยอยู่ที่นี่ กินดื่มกับบ้านของท่านมาตลอดก็เกรงใจมากแล้ว มีดเล่มนี้ไม่ได้มีค่าอะไร ท่านไม่ต้องใส่ใจหรอก!”
พูดจบ นางกลัวว่าเหออู่จะยัดเงินให้นางอีก จึงรีบวิ่งเข้าไปในครัว
เหออู่ยืนอยู่ในลานเรือน ถือมีดเชือดหมูอยู่ในมือ รู้สึกหวานล้ำในหัวใจ...
————————————————————————————————————
[1]วิธีการคาร์บูไรซิง(渗碳的方法) กระบวนการอบชุบเหล็ก ซึ่งจะทำให้ผิวแข็งขึ้น อุปกรณ์ที่ผ่านกระบวนการนี้จะมีความแข็งที่ผิวสูง ทนทานต่อการสึกกร่อน แต่ภายในยังอ่อนและเปลี่ยนรูปได้ง่าย
[2]ร่องเื(血槽)หมายถึง บริเวณหลังใบมีดหรือใบดาบที่ตรงกลางนูนขึ้นมา และมีร่องยาวสองร่องขนาบข้าง เป็เทคนิคการออกแบบที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของอาวุธ มีหน้าที่หลักในการลดน้ำหนักใบดาบโดยไม่ลดความแข็งแรง ช่วยเพิ่มความทนทาน ปรับสมดุล ลดแรงต้าน และทำให้ใช้งานได้คล่องตัวขึ้น
