หวังเหล่ยจับกุ้งก้ามกรามขึ้นมาอย่างชำนาญ ใช้เบ็ดเกี่ยวเลี่ยงจุดสำคัญบนตัวมันอย่างแยบยล วิธีนี้จะทำให้กุ้งที่ใช้เป็เหยื่อมีชีวิตนานกว่าการเกี่ยวแบบทั่วไป
กุ้งก้ามกรามจำนวนมากดึงดูดความสนใจของผู้ล่าได้สำเร็จ ไม่นานหลังจากเหยื่อถูกหย่อนลงไป ก็มีสัญญาณว่าปลาติดเบ็ด หวังเหล่ยดีใจคิดในใจขึ้นมาว่า ‘์คงเข้าข้างข้าแล้ว’
แต่เมื่อดึงขึ้นมากลับพบว่าเป็เพียงปลาตัวเล็กๆ ทั่วไป เขาจึงสบถอย่างไม่พอใจ “บัดซบ มันพาปลาอื่นมาด้วย”
หวังเหล่ยตกปลาอยู่นาน แต่ได้แค่ปลาทั่วไป เมื่อเห็นกุ้งก้ามกรามถูกใช้ไปเรื่อยๆ แต่ก็ยังไม่ได้อะไรกลับมา เขาเริ่มร้อนใจ และเริ่มสงสัยในใจว่าคืนนั้นที่เถ้าแก่พูด บางทีอาจจะแค่ละเมอเพ้อพกด้วยฤทธิ์สุรา
เช่นนั้นเขาก็คงกลายเป็แค่คนโง่เง่าที่หลงเชื่อคำพูดเพ้อเจ้อของคนเมา
‘เป็ไปไม่ได้! เป็ไปไม่ได้!’ หวังเหล่ยส่ายหน้าเรียกสติกลับคืน พอดีกับตำแหน่งของดวงจันทร์เปลี่ยนไปเล็กน้อย ขณะที่เขาใช้ไม้ไผ่ยาวดันเรือเล็กไล่ตามแสงจันทร์ สิ่งมีชีวิตสีดำในทะเลสาบก็ดึงดูดความสนใจของเขาฉับพลัน
เขาเผลอกลั้นหายใจโดยสัญชาตญาณ เกรงว่าจะทำให้มันใ
“ลูกพี่ ทำไม...” หลี่หูเพิ่งจะอ้าปาก หวังเหล่ยก็ยกนิ้วชี้ขึ้นมาปิดปากเขาไว้
“ชู่...เงียบๆ” เขาชี้ไปทางสิ่งสีดำที่อยู่ในน้ำ
หลี่หูเห็นแล้วก็รู้ทันทีว่านี่คือปลากระดี่มุกดำที่พวกเขาตามหามานาน! เห็นมันแหวกว่ายอย่างคล่องแคล่วในน้ำโดยไม่เห็นเขากับหวังเหล่ย
หวังเหล่ยดีใจนัก “เถ้าแก่ไม่ได้หลอกข้า! ตอนเมาเขาพูดความจริง!”
เขาเทกุ้งลงทะเลสาบเป็เหยื่อล่ออย่างรอบคอบ ปลากระดี่มุกดำนั้นก็ถูกดึงดูดด้วยกลิ่นของกุ้งก้ามกราม มันค่อยๆ แหวกว่ายเข้าหาเรือเล็กของหวังเหล่ย ระหว่างทางก็กินกุ้งที่จมลงไปทั้งหมด
เมื่อเห็นดังนั้น หวังเหล่ยจึงรีบเกี่ยวกุ้งก้ามกรามเข้ากับเบ็ด แล้วหย่อนลงไปในทะเลสาบ เขาคอยกระตุกสายเบ็ดเป็ระยะเพื่อให้กุ้งก้ามกรามดูสดใหม่น่ากินยิ่งขึ้น
การกระทำนี้กระตุ้นสัญชาตญาณนักล่าของปลากระดี่มุกดำได้สำเร็จ มันค่อยๆ แหวกว่ายเข้าหาเหยื่ออย่างเชื่องช้าและระมัดระวัง
หวังเหล่ยคอยกระตุกเบ็ดเพื่อล่อมันอยู่ตลอด เขาภาวนาในใจ “กัดสิ! กัดเร็วเข้า!”
ปลากระดี่มุกดำในน้ำจ้องมองอยู่นานก็ไม่ขยับ จนกระทั่งในจังหวะที่ไม่มีใครคาดคิด มันก็พุ่งเข้ามางับเหยื่อลงไปพร้อมกับเบ็ดในคำเดียว
คันเบ็ดโค้งงอด้วยแรงดึงอันมหาศาล ทั้งสองคนพลันปรีดียิ่ง “มาแล้ว!”
หวังเหล่ยดึงคันเบ็ดอย่างแรง คิดจะดึงปลากระดี่มุกดำขึ้นมาบนเรือ แต่ไม่คิดว่าจะมีแรงมหาศาลเกือบจะดึงเขาตกลงไปในน้ำ
‘แรงเยอะมาก!’ หวังเหล่ยจำต้องรวบรวมพลังิญญาไว้ที่มือทั้งสองข้าง เพื่อป้องกันไม่ให้นิ้วมือคลายออกเพราะแรงไม่พอ
เถ้าแก่เอาชนะสัตว์ประหลาดเช่นนี้ได้อย่างไรกัน หวังเหล่ยขบกรามแน่นด้วยความนับถือเถ้าแก่
ปลากระดี่มุกดำมีพลังมหาศาล มันใช้เพียงสายเบ็ดเส้นเดียวก็ลากเรือเล็กไปด้วยอย่างรวดเร็ว
หวังเหล่ยใช้แรงทั้งหมดไปกับการจับคันเบ็ดจนไม่มีแรงจะยั้งเรือ
หวังเหล่ยจึงใช้เท้าเหยียบลงบนโขดหินที่โผล่พ้นน้ำเพื่อหยุดเรือ เรือทั้งลำสั่นไหว แต่ก็หยุดลงสำเร็จ
คันเบ็ดโค้งงอ สายเบ็ดตึงจนเกือบขาด สถานการณ์เช่นนี้ไม่อาจปล่อยให้มันค่อยๆ หมดแรงได้อีกแล้ว หวังเหล่ยจึงไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น เขาใช้พลังิญญาทั้งหมดดึงปลากระดี่มุกดำขึ้นมาในรวดเดียว
คันเบ็ดส่งเสียงดังเอี๊ยดอ๊าด เศษไม้กระเด็นกระดอน โขดหินที่เขาเหยียบอยู่ก็ส่งเสียงดังเหมือนกำลังจะแตก
“คอยดูเถิด!” หวังเหล่ยขบกรามแน่น กุมมือทั้งสองออกแรงดึง
เป๊าะ! คันเบ็ดหักทันใด
โขดหินใต้เท้าก็ถูกเหยียบจนเคลื่อนที่ หวังเหล่ยยังไม่ทันเสียใจที่ปลากระดี่มุกดำหลุดมือไป ก็มีเสียงดังอู้อี้ดังมาจากใต้ทะเลสาบัทมิฬ
‘เกิดอะไรขึ้น’ ทั้งสองคนรีบก้มตัวลงดูข้างเรือเพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้น
ใต้โขดหินปรากฏรอยแยก รอยปริค่อยๆ แผ่ขยายไปทางท่อนไม้ที่หัก และแสงสีเขียวของปีศาจก็ส่องออกมาจากรอยแยกนั้น
ลู่เต้าที่กำลังหลับสบายอยู่บนเรือพลันลืมตาขึ้น ที่แท้ก็เป็กระบี่อสูรที่สะพายอยู่สั่นไม่หยุด ทำให้เขาตื่นขึ้นมา
‘เกิดอะไรขึ้น’ ลู่เต้าลูบกระบี่อสูร ครั้นััได้ถึงกลิ่นอายของปีศาจรอบตัวก็ตื่นตระหนก
เขาลุกขึ้นยืน พบว่าไกลออกไปที่ก้นทะเลสาบมีรอยแยกกำลังส่องแสงสีเขียวแผ่ขยายเข้ามาหาเขาด้วยความเร็วอันน่าใ
เมื่อรอยแยกมาถึงบริเวณรอบๆ ท่อนไม้ที่หัก ก็แยกออกเป็สองทาง โดยมีท่อนไม้เป็ศูนย์กลาง ล้อมรอบผู้เข้าแข่งขันเอาไว้ และเชื่อมต่อกันเป็วงกลม
ผู้เข้าแข่งขันส่วนใหญ่ติดอยู่ข้างใน มีเพียงส่วนน้อยที่อยู่นอกวง ส่วนเรือของลู่เต้ากลับอยู่ภายในวงกลมพอดิบพอดี
ก่อนที่เขาจะไปปกป้องหงฮวาได้ทัน ก็มีลำแสงสีเขียวขนาดใหญ่พุ่งขึ้นมาจากก้นทะเลสาบ ก่อตัวเป็ลำแสงขนาดมหึมา กลืนกินผู้เข้าแข่งขันทั้งหมดรวมถึงลู่เต้าไปด้วย
หลังจากแสงวาบหายไป ผิวน้ำก็กลับมาสงบราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผู้เข้าแข่งขันที่อยู่นอกวงกลมและรอดพ้นจากแสงสีเขียวต่างตกตะลึง เมื่อพบว่าผู้คนในวงกลมหายไปทั้งหมด เหลือเพียงรอยวงแหวนสีเขียวส่องแสงริบหรี่อยู่ที่ก้นทะเลสาบเท่านั้น
*****
“เฮ้! เ้าหนู!” มีเสียงดังมาแว่วๆ
“ตื่นเร็วเข้า!” เสียงนั้นเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ
ลู่เต้าขมวดคิ้วด้วยความเ็ป แล้วลุกขึ้นนั่ง “อือ...”
เขาฝืนลืมตาขึ้นแล้วพบว่าตัวเองอยู่ในหุบเขาอันมืดมิด นภามืดครึ้ม พื้นเป็กรวดหิน มีลำธารเล็กๆ กว้างสาม่ตัว ซึ่งลำธารเช่นนี้ย่อมมีอยู่ทั่วไปตามหุบเขา
“ที่นี่ที่ไหนกัน” ลู่เต้าโซเซลุกขึ้นยืน
“ข้าคาดว่า...” ไป๋เสียปรากฏตัวขึ้น มองไปรอบๆ ก่อนจะสรุปอย่างมั่นใจ “ที่นี่คือผนึกในทะเลสาบัทมิฬ”
“ในผนึกงั้นหรือ ทำไมถึงมาอยู่ในผนึกได้เล่า” ลู่เต้าร้อนรนใจยิ่ง “แบบนี้ก็เท่ากับว่าข้าถูกผนึกด้วยน่ะสิ”
“โดยพื้นฐานแล้วก็ใช่ ขอแสดงความยินดีด้วย” ไป๋เสียปรบมือ “ที่นี่กว้างขวางกว่าถ้ำน้ำแข็งที่ผนึกข้ามากนัก”
“ข้าไม่เอา!” ลู่เต้าสะดุ้ง แล้วหันกลับมาถาม “จริงสิ แล้วอาฮวาเล่า”
ลู่เต้าหันไปหาหงฮวารอบๆ แต่ก็ไม่พบ จึงกระวนกระวายขึ้นมา “นางไปไหนแล้ว”
“ไม่รู้ แต่ที่แน่ๆ คือนางถูกดึงเข้ามาในผนึกเช่นเดียวกับเ้าและคนอื่นๆ” ไป๋เสียหลับตาัับรรยากาศโดยรอบ สีหน้าเคร่งเครียดขึ้น “ที่นี่มีพลังงานด้านลบอยู่มาก ข้าแนะนำให้เ้ารีบหานางให้เจอ”
“ทะ...ทำไมสีหน้าถึงได้แย่เช่นนี้เล่า”
“สิ่งที่ถูกผนึกไว้ที่นี่...จัดการยากอยู่บ้าง” ไป๋เสียไม่อยากยอมรับ
ลู่เต้าใ “แม้แต่เ้าก็จัดการไม่ได้อย่างนั้นหรือ”
ไป๋เสียแสร้งทำเป็ไม่ได้ยิน แล้วพูดต่อ “ก่อนที่อีกฝ่ายจะรู้ว่ามีมนุษย์บุกรุก รีบหานางให้เจอก่อนเถอะ”
กระบี่อสูรที่สะพายอยู่สั่นอีกครั้ง คราวนี้ลู่เต้ารู้สึกได้ว่าฉิวหมัวกำลังสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว
ลู่เต้าลูบด้ามดาบเพื่อปลอบกระบี่อสูร อาการสั่นของมันจึงค่อยๆ บรรเทาลง ลู่เต้าอดกังวลขึ้นมาไม่ได้ “แม้แต่ฉิวหมัวยังสั่น แบบนี้คงแย่จริงๆ”
ตอนนี้ไฟโคมิญญาในร่างของเขาไม่เหลือแล้ว หากครั้งนี้ตายก็เท่ากับว่าตายจริงๆ
เพื่อตามหาหงฮวา ลู่เต้าจึงเริ่มปีนขึ้นไปบนเนินเขาเตี้ยๆ เมื่อมองจากที่สูงก็พบว่าละแวกนี้มีเพียงเนินเขาเตี้ยๆ ระหว่างเนินเขามีแม่น้ำเล็กๆ คั่นอยู่ แม่น้ำทุกสายไหลมารวมกันเป็แม่น้ำสีดำขนาดมหึมา
และตรงจุดที่แม่น้ำสายย่อยกับแม่น้ำสายใหญ่กันเบื้องล่างมีซากเรือเล็กๆ นับไม่ถ้วนลอยอยู่
เมื่อพบเบาะแส ลู่เต้าก็รีบไถลลงมาจากเนินเขา แล้ววิ่งไปตามแม่น้ำเล็กๆ เพื่อมุ่งหน้าไปยังสุสานซากเรือ
