สำนักศึกษาเหมันต์พันตะศักดิ์สิทธิ์ พิภพระดับกลาง
เหนือูเาน้ำแข็งที่สูงทะลุเสียดฟ้าที่ตั้งตระหง่านมั่นคงมานับพันนับหมื่นปี สถานที่แห่งนี้เป็ดั่งแดน์ในใจของผู้คนคงไม่เกินจริงไปนัก สำนักศึกษาเหมันต์พันตะศักดิ์สิทธิ์ขึ้นชื่อว่าเป็แหล่งบ่มเพาะสุดยอดฝีมือนับไม่ถ้วนที่โดดเด่นโลดแล่นสร้างชื่อเสียงไปทั่วทั้งยุทธภพ อีกทั้งทางสำนักศึกษายังวางตัวเป็กลางและเท่าเทียมไม่แบ่งแยกทั้งสิ้นยึดหลักคำสอนเมตตาธรรมเป็ที่ตั้ง แน่นอนว่าการขึ้นเป็หนึ่งในห้าของสำนักศึกษาที่ขึ้นชื่อยาวนานตลอดมานี้ ย่อมคาดเดาได้ว่าเื้ัสนับสนุนนั้นย่อมไม่ธรรมดาสามัญแต่อย่างใด
ลู่ซีในฐานะของศิษย์หลักของตำหนักศาสตร์แห่งค่ายกล ด้วยเพราะตลอดเวลาสิบปีมานี้เขาได้ทุ่มเทฝึกฝนตัวเองอย่างหนักหน่วง พลังปราณในเขตขั้นราชทินราชันิญญาขั้นกลางด้วยอายุเพียงยี่สิบเจ็ดยี่สิบแปดปีเช่นนี้ ทำให้ของเขานั้นถือได้ว่าเป็หนึ่งในสิบของสุดยอดฝีมือขึ้นชื่อสามารถเทียบเคียงกับศิษย์สืบทอดของบางสำนักศึกษาได้เสียด้วยซ้ำ แต่ภายในใจลู่ซีต่างรู้ดีว่าหากเขา้าแก้แค้นสำนักมารพวกนั้น แล้วระดับพลังิญญาเช่นนี้ย่อมไม่อาจกระทำได้อย่างสำเร็จแน่นอน
เรือนพักที่ลู่ซีกำลังมุ่งตรงไปนั้นเป็เรือนพักของผู้าุโของตำหนักศาสตร์แห่งค่ายกล แม้จะถูกรายล้อนด้วยเรือนพักหลังอื่นทว่ายังกล่าวได้ว่ามีความเป็ส่วนตัวอยู่มากด้วยนะยะห่างที่ไม่มากไม่น้อย และค่ายกลที่ถูกสลักกำกับผู้ที่มาเยือนโดยไม่ได้รับอนุญาติย่อมไม่อาจย่างกรายเข้ามาได้ดั่งหวัง
"ท่านอาจารย์ศิษย์กลับมาแล้วขอรับ..." ลู่ซีประสานมือขึ้นคำนับเล็กน้อย ชายชราตรงหน้านี้มีนามว่าวั่งซู อีกฝ่ายเป็ถึงหนึ่งในสามของผู้าุโสูงสุดของตำหนักศาสตร์แห่งค่ายกลแห่งนี้
ชายชราท่านนี้สวมใส่ด้วยชุดสีดำสนิท แม้จะมีผมยาวสีขาวและเคราหนา ทว่าใบหน้านั้นถูกแต้มด้วยรอยยิ้มที่มากไปด้วยความเอ็นดูราวกับอีกฝ่ายเป็เพียงชายแก่ธรรมดาทั่วไป ทั้งที่ความจริงแล้วอีกฝ่ายถึงราชทินนามเทพยุทธ์ิญญาขั้นสูงเสียด้วยซ้ำ
"เป็อย่างไรบ้าง การเดินทางไม่มีปัญหาใช่หรือไม่?" วั่งซูเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแหบพร่าเล็กน้อย
"ขอรับท่านอาจารย์"
"แล้วที่ไหว้วานให้เ้าลอบสืบข่าวลือที่หนาหู่นี้ในยุทธภพเล่า ได้เื่อย่างไรบ้าง??"
ระยะหลังไม่กี่ปีมานี้ได้มีข่าวลือเกิดขึ้นมากมายเลยทีเดียว โดยเฉพาะการหายตัวไปของชาวบ้านทั้งหมู่บ้านหรือแม้กระทั่งม่านพิภพของตระกูลที่ไม่เปิดเผยนั้นต่างถูกบุกทลายอย่างปริศนา เื่ราวเหล่านี้ต่างถูกเสริมเติมแต่งจนหนาหู แต่สิ่งหนึ่งที่ยืนยันได้นั่นคือมีผู้ที่อยู่เื้ัในการกระทำอันอุกอาจเช่นนี้จริง
สิ่งนี้ได้ส่งผลให้กลุ่มอิทธิพลทั้งหลายต่างอยู่ในสภาวะตื่นใกันทั้งสิ้น พวกเขาต่างคิดเห็นตรงกันว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนี้เกี่ยวพันกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านไท่หลุนเมื่อสิบปีก่อน เป็ไปได้ว่าแม่ทัพมารผู้นั้นที่หนีรอดไปได้อาจเกิดความแค้นและหวนกลับมาเอาคืนอย่างถึงที่สุด ยิ่งมีหลายเหตุการณ์แปลกประหลาดพิสดารเกิดขึ้นในระยะหลังบ่อยขึ้นจึงทำให้พวกเขาต่างคิดเห็นตรงกันว่าสถานการณ์ความวุ่นวายเหล่านี้คงเป็ฝีมือของแม่ทัพมารผู้นั้นแน่นอน
"จากที่ข้าได้แฝงตัวเข้าไปทำให้ได้รับรู้ว่า เมืองหน้าด่านที่เกิดเหตุการณ์แปลกประหลาดนั้น เพียงหนึ่งวันก่อนหน้าได้ปรากฎหมู่เมฆดำทมึนปกคลุมนับเกือบสี่ชั่วยามก่อนจะเลือนหายไป เช้าวันรุ่งขึ้นกลับกลายว่าบรรดาชาวบ้าน สัตว์เลี้ยงหรือทุกสิ่งที่มีชีวิตล้วนอันตรธานหายไปทั้งสิ้น โดยไม่มีร่องรอยของการต่อสู้และการอพยพหนีทั้งสิ้นขอรับ..." ลู่ซีตอบกลับไป
"หมู่เมฆสีดำอย่างนั้นรึ? หากคาดเดาไม่ผิดสิ่งนี้คงเป็ฝีมือของมารฝันวิปลาสผู้นั้นแน่ คิดไม่ถึงว่ามันหายหน้าไปจากโลกยุทธภพนับเกือบร้อยปี วันนี้ได้หวนคืนกลับมาสร้างความวุ่นวายเสียแล้ว..." วั่งซูกล่าวขึ้นด้วยความเคร่งเครียด
"แต่สิ่งที่น่ากังวลนั่นคือ ทุกเมืองหรือสถานที่ที่เกิดเหตุการณ์ปริศนานั้นล้วนมีผู้ฝึกตนที่มีปราณธาตุมากกว่าหนึ่งอาศัยอยู่ขอรับ เป็ไปได้ว่าเป้าหมายหลักในครั้งต่อไป อาจเป็เมืองหรือม่านพิภพตระกูลที่มีผู้ฝึกตนเหล่านี้อาศัยอย่างแน่นอน..." ลู่ซีเอ่ยถึงข้อสงสัยที่ตนจับสังเกตุได้ให้อาจารย์ของตนได้รับรู้ สิ่งนี้เป็เขาที่ได้ฟังโดยการบังเอิญในวงน้ำชาของเมืองใกล้ ๆ กัน ทว่าหากนำมาประกอบกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ถือว่ามีความเป็ไปได้มากเลยทีเดียว
"เช่นนั้นเื่นี้คงใหญ่โตกว่าที่คาดคิดไว้เสียแล้ว ผู้ฝึกตนที่มีปราณธาตุมากกว่าหนึ่งต่อให้ตกตายไปเหลือเพียงแต่ร่างไร้ิญญาก็สามารถแปรเปลี่ยนเป็หุ่นเชิดมารที่มีฝีมือสังหารเยี่ยมยอดได้อย่างไม่ยากนัก..."
"เอาละ!! อาจารย์ขอบใจเ้ามาก อย่างไรในวันพรุ่งนี้คงต้องให้เ้าเล่าถึงสถานการณ์และความเป็ไปให้ท่านเ้าสำนักและเ้าตำหนักท่านอื่นได้รับรู้ อีกไม่ถึงหนึ่งเดือนก็จะมีงานประลองระหว่างสำนักแล้ว อย่างไรคงต้องรีบหาทางป้องกันให้ได้มากที่สุด..." วั่งซู่เอ่ยขึ้นอีกครั้งพร้อมกับตบไหล่ของลู่ซีเบา ๆ ก่อนจะไล่ให้อีกฝ่ายกลับเรือนพักได้แล้ว
พรึบ!!!
ขณะที่ลู่ซีกำลังมุ่งตรงกลับไปยังเรือนพักส่วนตัวที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลนั้น ตรงพื้นที่ว่างตรงหน้าพลันเกิดเป็ช่องว่างของห้วงมิติผันผวนก่อนจะปรากฎจดหมายเวทย์ที่มีตราประทับของตระกูลหวังกำกับอยู่
เห็นเช่นนั้นจึงรู้สึกประหลาดใจและรู้สึกเป็กังวลเล็กน้อย เขาพึ่งกลับมาจากการไปเยือนตระกูลหวังที่มหานครจู่เชว่ในดินแดนพิภพระดับสูงเพียงไม่กี่เดือนเท่านั้น จึงไม่อาจรับรู้ได้ว่าสถานการณ์ยามนี้เป็อย่างไร ด้วยเพราะก่อนจะจากมานั้นเื่ราวความขัดแย้งระหว่างตระกูลหวังและตระกูลฮั่นเขาพอได้รับรู้จากท่านตาหวังจิ่งหลงอยู่บ้าง ได้แต่หวังว่าทุกอย่างจะผ่านไปด้วยดีเช่นกัน
"หนิงอ้ายกลับมาแล้ว!!!" เสียงร้องดังด้วยความดีใจอย่างสุดซึ้งราวกับกลั้นไม่อยู่นั้นดังขึ้นท่ามกลางเขตของเรือนพักหลังนี้
ลู่ซีถึงกับหลั่งน้ำตาออกมาอย่างเสียไม่ได้ จดหมายเวทย์นี้ถูกตราประทับด้วยจิติญญาเฉพาะตัวของท่านตาหวังจิ่งหลง ดังนั้นย่อมไม่อาจมีการปลอมแปลงได้แต่อย่างใดทั้งสิ้น อีกทั้งกลิ่นอายจิติญญาอีกสายหนึ่งที่แฝงเร้นมานั้นคาดเดาได้ว่าย่อมเป็ของหนิงอ้ายเป็แน่ แม้จะมีความเปลี่ยนไปแทบไม่เหลือเค้าโครงเดิมแต่สัญลักษณ์ที่แนบท้ายมานั้น มีเพียงเขาและสหายทุกคนรับรู้ว่านี่คือสัญญาณลับประจำตัวของพวกเขานั่นเอง
“อีกไม่นานก็จะได้เจอกันแล้ว...” ลู่ซีเอ่ยขึ้นอย่างแ่เบา อย่างน้อยความรู้สึกผิดในใจของเขายามนี้ได้ถูกคลายออกจนหมดสิ้น ฝันร้ายตลอดสิบปีนี้จะได้เลือนหายไปเสียที...
แคว้นจูเชว่ ม่านพิภพตระกูลหวัง ดินแดนพิภพระดับสูง
นับจากที่หนิงอ้ายได้เข้าสู่สภาวะดูดซับโอสถทิพย์ระดับเจ็ดนี้เข้าไปก็เป็เวลาที่ล่วงเลยมาถึงวันที่สามแล้ว พลังปราณฟ้าดินอันเข้มข้นบริสุทธิ์ต่างถูกชักนำหมุนเวียนโคจรเข้าสู่เส้นชีพจรและจุดตันเถียรอย่างไม่รู้จบ ยิ่งไปกว่านั้นกระแสพลังของปราณธาตุทั้งสี่จากทั่วทุกสารทิศในม่านพิภพตระกูลหวังต่างถูกชักนำเ้าสู่ร่างกายของเขาอย่างต่อเนื่อง
พลังสภาวะบางอย่างได้ะเิดังขึ้นภายในร่างกายของหนิงอ้ายอย่างต่อเนื่อง ด้วยเพราะการเคี่ยวกรำพลังิญญาไปไม่น้อยกว่าหนึ่งพันรอบได้เสริมสร้างรากฐานบ่มเพาะที่แข็งแกร่งเหนือชั้นไปอย่างช้า ๆ ท่ามกลางการบัญชาการอันแยบยลด้วยจิติญญาของนักปรุงโอสถ สิ่งที่น่าในั่นคือพลังสภาวะที่ลุกโหมขึ้นภายในร่างกายของหนิงอ้ายนั้นแกร่งกร้าวกว่าที่รุ่นเยาว์ผู้หนึ่งจะครองได้
ห้วงอากาศธาตุสั่นะเือย่างรุนแรง กระแสพลังลมปราณฟ้าดินในม่านพิภพตระกูลหวังนั้นแม้จะมีกลิ่นอายที่เข้มข้นบริสุทธิ์ยิ่งขึ้นหลังจากได้รับแรงกระตุ้นจากทัณฑ์โอสถระดับเจ็ดเมื่อสองวันก่อน ทว่าอย่างไรแล้วด้วยความล้ำลึกพิสดารของเคล็ดวิชาสยบอัสนีเมฆาได้เร่งเร้าแผดเผาให้พลังปราณฟ้าดินเหล่านี้มีความบริสุทธิ์อย่างถึงที่สุด ทั้งยังขยายมหาสมุทรทะเลลมปราณให้มีรัศมีขอบเขตที่กว้างไกลกว่าเดิมหลายเท่า
กลิ่นอายของหนิงอ้ายที่แผ่ซ่านให้ััในตอนนี้ได้ทะลวงเข้าสู่เขตขั้นราชทินนามเทพยุทธ์ิญญาขั้นกลางได้อย่างเต็มเท้าแล้ว แต่ผู้ที่สังเกตการณ์อยู่ภายนอกนั้นล้วนเป็ตัวตนที่มีรากฐานไม่ธรรมดาสามัญจึงมีญาณััที่แกร่งกล้าเพียงพอที่จะรับรู้ได้ว่าสิ่งนี้หาใช่เป็เขตขั้นที่ชายหนุ่มสามารถทะลวงถึงได้
เสียงร้องทรมานของหนิงอ้ายดังแว่วออกมาอย่างแ่เบาให้ได้รับรู้ แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้หวังจิ่งหลงและคนอื่น ๆ รู้สึกเป็กังวลมากนัก ด้วยเพราะทุกคนต่างทราบกันดีว่าการทะลวงเขตขั้นย่อยของพลังลมปราณในร่างกาย ยิ่งระดับสูงเพิ่มขึ้นมากเท่าใด ความเ็ปทรมานก็จะเพิ่มขึ้นมากเท่านั้นขอเพียงผ่านพ้นไปได้ผลลัพธ์ย่อมคุ้มค่าอย่างแน่นอน...
"หนิงเอ๋อร์..." เยว่ซินอุทานออกมาด้วยความเป็ห่วง นางที่พึ่งสูญเสียบุตรชายไปนับสิบปีและอีกฝ่ายพึ่งหวนคืนสู่อ้อมอกได้ไม่นาน ย่อมไม่อาจรับความเสียใจได้มากกว่านี้
“เ้าไม่ต้องเป็กังวลไปเยว่เอ๋อร์ กลิ่นอายของเขายามนี้ค่อย ๆ เข้มข้นขึ้นด้วยความมั่นคงยิ่ง อีกทั้งกลิ่นอายของสายโลหิตที่แผ่ซ่านออกมายังประกายไปด้วยความล้ำเลิศพิสดารยิ่ง ร่างกายเขาในตอนนี้กำลังผสานหลอมรวมสายโลหิตเป็สิ่งอื่นที่ไม่อาจเดาได้” หวังจิ่งหลงกล่าวถึงสิ่งที่เขาััได้ ก่อนจะครุ่นคิดบางอย่างภายในใจด้วยความสงสัย กลิ่นอายของอีกสายโลหิตนั้นเหตุใดจึงรู้สึกคุ้นเคยอย่างน่าประหลาดใจเช่นนี้...
ภายในมหาสมุทรทะเลลมปราณที่ถูกอัดแน่นไปด้วยพลังปราณฟ้าดินอันยิ่งยวดบริสุทธิ์อักขระเวทย์มหาพิภพที่เคยรายล้อมสลักอยู่ได้ค่อย ๆ ซ่านสลายหายไป จากนั้นกลิ่นอายของพลังิญญาที่เข้มข้นถึงขีดสุดนั้นเป็ดั่งสัญญาณที่ว่าขั้นตอนสำคัญสุดท้ายได้มาถึงแล้ว การเอาชนะจิตฟุ้งซ่านทะเยอทะยานกล่าวได้ว่าเป็สิ่งที่สำคัญยิ่ง มีผู้ฝึกตนจำนวนไม่น้อยที่อยู่ในขั้นตอนสำคัญนี้ไม่อาจละทิ้งความยั่วยวนใจของตนได้
เปลวเพลิงสีแดงประกายรุ้งพิสุทธิ์ได้พวยพุ่งปะทุราวกับได้รับการกระตุ้นบางอย่างที่รุนแรง จากนั้นเปลวเพลิงสายนี้จึงเริ่มไหลเวียนไปทั่วทั้งร่างให้ความรู้สึกราวกับกำลังถูกแผดเผาอย่างสาหัส แต่หนิงอ้ายกระจ่างใจดีว่าสิ่งนี้ย่อมเป็ผลดีต่อร่างกาย จนท้ายที่สุดก็ฝืนตัวเลื่อนระดับไปถึงเขตขั้นดังกล่าวโดยไม่คำนึงถึงรากฐานบ่มเพาะว่ามีความหนักแน่นมากเพียงพอหรือไม่
แน่นอนว่าสิ่งนี้ย่อมกลายเป็อุปสรรคในวันข้างหน้าที่ส่งให้ไม่อาจทะลวงเลื่อนขั้นในระดับต่อไป ด้วยเหตุผลคือไม่มีรากฐานพลังปราณที่หนักแน่นมากเพียงพอ แต่อย่างไรแล้วหนิงอ้ายที่ครองครองสุดยอดวิชาอันพิสดารนั่นย่อมไม่สนต่อสิ่งเร้าเหล่านี้และยึดมั่นเคี่ยวกรำพลังิญญาให้มากที่สุดเท่าที่จะกระทำได้
กลิ่นอายราชทินนามเทพยุทธ์ขั้นกลางระดับที่66ได้แผ่ซ่านไปทั่วทั้งบริเวณตำหนักหลังนี้ อีกเพียงหนึ่งขั้นย่อยหนิงอ้ายก็จะบรรลุถึงเขตขั้นราชทินนามเทพยุทธ์ิญญาขั้นสูงแล้ว แต่ถึงอย่างไรก็ตามรากฐานพลังปราณในร่างกายยามนี้ หากต้องปะทะรับมือกับราชทินนามเทพ์ขั้นต้น กล่าวได้ว่าเขาย่อมสามารถรับมือได้อย่างไม่ยากนัก ด้วยวัยเพียงยี่สิบปีกลับเพรียบพร้อมไปด้วยคุณสมบัติที่กล่าวได้ว่าในมหาพิภพยากจะพบเจอได้เช่นนี้
“พลังลมปราณระดับราชทินนามเทพยุทธ์ิญญาย่างก้าวเช่นนี้ หนิงเอ๋อร์หลานตาช่างแข็งแกร่งกว่ารุ่นเยาว์วัยเดียวกันยิ่งนัก...” หวังจิ่งหลงเอ่ยขึ้นพร้อมกับลูบศีรษะของชายหนุ่มด้วยความเอ็นดู
"เป็อย่างไรบ้างหนิงเอ๋อร์...ร่างกายรู้สึกผิดปกติอย่างไรหรือไม่??" เยว่ซินจับมือของหนิงอ้ายเพื่อตรวจดูการไหลเวียนของพลังปราณในร่างกายว่ามีความผิดปกติหรือไม่ เมื่อััได้ถึงความสงบนิ่งของพลังปราณในร่างกายของบุตรชายแล้วจึงคลายกังวลไปสิ้น
"ร่างกายของข้าปกติขอรับท่านแม่ กล่าวได้ว่าสมบูรณ์พร้อมกว่าตอนอยู่ในห้วงมิติพิสดารเสียอีกขอรับ..." หนิงอ้ายประสานมือตอบกลับไป
“ท่านยายของเ้ายามนี้คงวุ่นวายกับการเตรียมความพร้อมในงานเลี้ยงค่ำคืนนี้แล้ว อย่างไรเ้าควรพักผ่อนอีกสักหน่อยเป็การดีที่สุด ถึงกำหนดเวลาแล้วตาจะให้พ่อบ้านมาแจ้งกับเ้าอีกครั้ง...” หนิงอ้ายพยังหน้ารับรู้ก่อนจะพูดคุยกับทั้งสองอีกเล็กน้อยเกี่ยวกับแผนการกลับสำนักศึกษาในอีกไม่กี่วันนี้ จากนั้นหวังจิ่งหลงและเยว่ซินจึงปลีกตัวไปเพื่อให้ชายหนุ่มได้พักผ่อนเสียที...
