“อูเสียนอ๋อง พูดจาต้องมีหลักฐาน ไม่มีผู้ใดในแคว้นเป่ยฉีจะยินยอมให้ท่านพูดจาใส่ร้ายได้ตามอำเภอใจเช่นนี้” ในยามนี้ท่าทีเมามายของจ้าวอี้จางหายไป ร่องรอยโทสะพลันปรากฏ
“เห็นอยู่ชัดเจนว่า...”
“พอได้แล้ว อี้เอ๋อร์พูดถูก ไม่ว่าพูดจาอันใดต้องมีหลักฐาน”
อูเสียนอ๋อง้าจะกล่าวอะไรบางอย่าง แต่ถูกน้ำเสียงอันเ็าของฉางไทเฮากล่าวตัดบท
ในใจของอูเสียนอ๋องรู้สึกไม่พอใจ ทว่ากลับมิได้เอ่ยสิ่งใดออกมาอีก
“พูดมา แท้จริงแล้วเ้าเป็ใคร? เหตุใดถึง้าลอบสังหารไทเฮา?” จ้าวอี้เอ่ยถามอย่างเฉียบขาด ตอนนี้เขา้าพิสูจน์ว่า การลอบสังหารครานี้มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเสด็จแม่และแคว้นตงหลี
ยาพิษในปากของนักฆ่าถูกดึงออกมา ในยามนี้นักฆ่าผู้นั้นกัดฟันแน่น ั์ตายังคงฉายแววดุร้าย
“เหตุใดน่ะหรือ?” ทันใดนั้นนักฆ่าพลันเอ่ยปาก ั์ตาแดงก่ำอย่างเดือดดาล จากนั้นะโด่าทอออกมาอย่างบ้าคลั่ง “ฉางไทเฮา วันนั้นที่ประตูเมือง ลูกธนูดอกนั้นมิได้ปลิดชีพเ้าได้อย่างไร เ้ายังไม่ตายได้อย่างไร ยังไม่ตายไปได้อย่างไร!”
ประตูเมืองวันนั้น?
ความหมายในถ้อยคำนี้คือ การลอบสังหารที่ประตูเมืองวันนั้น เกี่ยวข้องกับสตรีตรงหน้าผู้นี้จริงหรือ?
เหนียนยวี่หันมองฉางไทเฮา เห็นเพียงแต่สีหน้าของนางที่ดูเคร่งขรึมยิ่งกว่าเดิม และคิ้วของจ้าวอี้ที่ขมวดแน่นขึ้นเรื่อยๆ
“หึๆ ลอบสังหารที่ประตูเมือง? ดูสิ เปิ่นหวางพูดไม่ผิดเลย นักฆ่าผู้นี้ไม่พ้นเกี่ยวข้องกับการลอบสังหารที่ประตูเมืองคราก่อนอย่างที่คิดไว้จริงๆ” อูเสียนอ๋องคำรามในลำคออย่างเ็า ปรายตามองจ้าวอี้อย่างมีชัย
ฉางไทเฮาถลึงตามองอูเสียนอ๋องอย่างเย็นเยียบ จากนั้นเบนสายตาจ้องมองนักฆ่า พร้อมกับกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนลงมาก “แม่นาง รูปลักษณ์ของเ้าดูอายุไม่เกินยี่สิบปี พวกเราอายุอานามห่างกันมาก ข้าไม่ คิดว่าตัวข้าจะเคยเจอเ้ามาก่อน ยิ่งเป็ไปไม่ได้จะผูกความแค้นอันใดกับเ้า ทว่าเ้ากลับลอบสังหารข้าหลายครั้งหลายคราเช่นนี้...”
“ถุย เ้าสตรีชั่วช้า เป็ไปไม่ได้ที่จะผูกความแค้นอันใดอย่างนั้นหรือ? ความแค้นระหว่างข้ากับเ้า มันเริ่มั้แ่ข้ายังเป็เด็ก เ้าไม่เคยเห็นหน้าข้า แต่เ้าคงจำสกุลเหลียงที่ถูกตัดศีรษะที่ประตูอู่เหมินทั้งชั่วโคตร เมื่อตอนนั้นได้อยู่ใช่หรือไม่?” ครั้นนักฆ่าเอ่ยถึงตรงนี้ สายตานางถลึงตามองฉางไทเฮา ใบหน้าฉายแววดุร้ายยิ่งกว่าเดิม
สกุลเหลียง?
ทุกคนในเหตุการณ์ต่างมีสีหน้างงงวย ทว่าร่างกายของฉางไทเฮากลับสั่นเทิ้ม "สกุลเหลียง...เ้า...เ้าเป็อะไรกับเหลียงฮว่าน?"
นักฆ่าสบตาฉางไทเฮา “เป็อะไรกับเหลียงฮว่าน? หึ เ้ายังคงจำได้หรือ? ในเวลานั้น ถ้ามิใช่เพราะฮ่องเต้พระองค์ก่อนปฏิบัติต่อบิดาข้าอย่างไม่เป็ธรรม สกุลเหลียงจะถูกตัดศีรษะหมดชั่วโคตรได้อย่างไร และเ้า...หากมิใช่เพราะข้าไปจวนของท่านยาย เกรงว่าคงต้องสิ้นลมลงภายใต้คมมีดของพวกเ้าแล้วเช่นกัน”
"บุตรีของเหลียงฮว่านหรือ?" ดวงตาของฉางไทเฮาสั่นไหว “คดีที่เกิดขึ้นในเวลานั้น...เป็พวกเราที่ปฏิบัติกับบิดาของเ้าอย่างไม่เป็ธรรมจริงๆ ทว่าหลังจากนั้น ฮ่องเต้พระองค์ก่อนก็ทรงกลับคำพิพากษาให้เขาแล้ว”
“กลับคำพิพากษา?” นักฆ่าหัวเราะแ่เบา ใบหน้าเต็มไปด้วยความรังเกียจ “กลับคำพิพากษาช่วยคืนชีวิตของบิดาข้าได้หรือไม่ ช่วยคืนชีวิตผู้คนมากมายในตระกูลเหลียงให้ฟื้นกลับมาได้หรือไรเล่า? ยังมีน้องชายของข้า ในเวลานั้นเขายังเป็เด็กทารก อายุเพียงครึ่งขวบเท่านั้น!”
“ไม่...ไม่ได้” ฉางไทเฮาพึมพำ พลางทอดถอนหายใจเล็กน้อย “เวลานั้น ฮ่องเต้พระองค์ก่อน...”
ฉางไทเฮาหวนนึกถึงเื่บางอย่าง และมิได้เอ่ยสิ่งใดต่อ
ครู่หนึ่งฉางไทเฮาพลันตรัสขึ้นมาอีกครั้ง “เยี่ยนเอ๋อร์ส่งข้ากลับวัง เื่ลอบสังหาร...ข้าจะอธิบายสถานการณ์ให้ฝ่าาฟังเอง ส่วนเื่ของสตรีผู้นี้...”
ฉางไทเฮาเหลือบมองนักฆ่าผู้นั้นพลันหยุดชะงัก “คุมตัวไว้ก่อน จำไว้ ห้ามทำอันใดกับนางแม้แต่น้อย รอให้ข้าไปชี้แจงกับฝ่าาให้ชัดเจน แล้วค่อยปล่อยนางไป”
ปล่อยนางไป?
แทบทุกคนในเหตุการณ์ต่างตกตะลึง เพราะถ้อยคำของฉางไทเฮาไปชั่วครู่หนึ่ง
เห็นได้ชัดว่า นักฆ่าหญิงคนนี้้าสังหารนางมาหลายครา ทว่าฉางไทเฮากลับยัง้าที่จะปล่อยนางไป?
เพราะเื่ของเหลียงฮว่านหรือ?
เหนียนยวี่ขมวดคิ้ว ่เวลานานเกินไป นางไม่เคยได้ยินแซ่ของบุคคลนี้เลย ทั้งยังมิรู้ว่าคดีนี้ที่พวกนางพูดถึงคือเื่อันใด ทว่าในเมื่อเป็เช่นนี้ หากอาศัยที่นางได้รู้จักฉางไทเฮา นางจะยอมปล่อยนักฆ่าไปง่ายๆ ได้อย่างไร?
แม้นต่อหน้าจะปล่อย ทว่าเมื่ออยู่ในที่ลับนั้น...
เหนียนยวี่จ้องมองฉางไทเฮาอย่างครุ่นคิด
ขณะที่เหนียนยวี่กำลังครุ่นคิด ฉางไทเฮาออกไปนอกโถงรับรองโดยมีหลีอ๋องจ้าวเยี่ยนคอยประคอง นักฆ่าหญิงดูเหมือนไม่เชื่อถ้อยคำที่ฉางไทเฮากล่าว จ้องมองแผ่นหลังของฉางไทเฮา ซึ่งเดินลับออกไปไกล หลังจากอึ้งงันไปชั่วครู่หนึ่ง นักฆ่าคนนั้นะโด่าทอไปนอกประตูอย่างเสียงดัง “สตรีแซ่ฉาง เ้าเลิกพูดจาเสแสร้งได้แล้ว สกุลเหลียงไม่ยอมรับถ้อยคำพลิกคดีของฮ่องเต้พระองค์ก่อน ข้าไม่ยอมรับการทำทานของเ้า ฮ่า...ฮ่าๆ ท่านพ่อ ท่านแม่ ลูกเป็ลูกอกตัญญู ครานี้ก็ยังลอบสังหารไม่สำเร็จ หลังจากนี้เกรงว่าลูกก็คงไม่มีโอกาสอีก...”
ขณะที่นักฆ่าหญิงกำลังกล่าว ทันใดดวงตาของนางพลันหรี่ลง รีบสะบัดตัวหลุดจากทหารเฝ้ารักษาการณ์ พุ่งตัวออกไปยังจุดหนึ่งอย่างสุดตัว จากนั้นหยิบกริชเล่มที่เปื้อนไปด้วยเืของฉางไทเฮาบนพื้นขึ้นมา...
ผู้คนในเหตุการณ์จ้องมองการกระทำของนาง ครั้นตระหนักอะไรบางอย่างขึ้นได้ และกำลังจะเข้าไปขวาง ทว่ากลับสายเกินไป นักฆ่าหยิบกริชขึ้นมาแทงลงบนหน้าอกตัวเองอย่างดุดันฉับไว
“อึก...” นักฆ่าร้องครางขึ้นจมูกอย่างเ็ป พลางก้าวถอยหลังสองสามก้าวอย่างซวนเซ ล้มพับลงกับพื้น ร่างกายเอนพิงโต๊ะ เืสีแดงสดไหลทะลักออกจากทรวงอก อาบย้อมเสื้อผ้าจนกลายเป็สีแดง
เหนียนยวี่หรี่ตาลงครู่หนึ่ง นางเองก็มิคาดคิดว่า ลูกหลานสกุลเหลียงผู้นี้จะเลือกปลิดชีพอย่างเด็ดเดี่ยวเช่นนี้
“ท่านพ่อ ท่านแม่ เมื่อนานมาแล้ว บุตรีผู้นี้อยากไปหาพวกท่านเหลือเกิน ทว่าลูกเป็ลูกอกตัญญู...” นักฆ่าผู้นั้นพูดจาพึมพำ ลมหายใจอ่อนแรงอย่างยิ่งยวด ในที่สุดยังมิทันเอ่ยจบ ลมหายใจเฮือกสุดท้ายพลันหมดลง
เกิดความเงียบไปทั่วทั้งโถงรับรอง ชั่วครู่หนึ่ง อูเสียนอ๋องสะบัดแขนเสื้อ ก้าวเดินออกไปนอกห้องโถง พร้อมกับส่งเสียงคำรามในลำคออย่างเ็า จากนั้นผู้คนจึงทยอยกันออกไป
“นำร่างของนักฆ่าผู้นี้ไปให้ท่านแม่ทัพหลวง” จ้าวอี้เอ่ยสั่ง นักฆ่าคนนี้ได้ชะล้างข้อสงสัยในตัวเสด็จแม่แคว้นตงหลี ทำให้จิตใจของจ้าวอี้รู้สึกโล่งใจอย่างมิอาจบรรยาย
ทหารรักษาการณ์น้อมรับคำสั่ง และออกไปพร้อมกับร่างไร้ิญญาของนักฆ่า ดังนั้นจึงเหลือเพียงเหนียนยวี่ จ้าวอี้ และฉางหงเยียนที่อยู่ในห้องโถง
“ท่านอ๋องมู่…” ฉางหงเยียนเยื้องย่างก้าวเดินไปข้างหน้า จากนั้นย่อกายโค้งคำนับตรงหน้าจ้าวอี้ “หงเยียนขออภัยแทนอูเสียนอ๋องที่กล่าววาจาไร้มารยาทกับท่านอ๋องมู่นะเพคะ ทั้งเื่งานเลี้ยงฉีเฉี่ยววันนั้น อูเสียนอ๋องได้สงสัยฮองเฮาอวี่เหวินกับแคว้นตงหลี...หึๆ ยังดีนะเพคะที่เื่เมื่อครู่นี้ได้เผยออกมาแจ่มชัดแล้วว่า ทุกอย่างที่เกิดขึ้น เป็แผนการลอบสังหารของลูกหลานสกุลเหลียง แม้นฐานะยศศักดิ์ของอูเสียนอ๋องจะสูงส่ง ทว่าเขากลับบ้าระห่ำ ท่านอ๋องมู่มิจำเป็ต้องไปทะเลาะเบาะแว้งกับคนที่มีความรู้ต่ำกว่าแบบเขาหรอกเพคะ”
ทันทีที่ฉางหงเยียนเข้าใกล้จ้าวอี้ สีหน้าของจ้าวอี้พลันแปรเปลี่ยนไปจากเดิมมาก
เมื่อครู่นี้ แม้นจะมีเหนียนยวี่กั้นกลางระหว่างจ้าวอี้และฉางหงเยียน ทว่าอย่างไรเสีย ด้วยระยะเวลาที่นั่งนานถึงเพียงนั้น ควบคู่กับตัวกระตุ้นอย่างสุรา ทำให้กลิ่นหอมเ่าั้มีผลต่อร่างกายของเขาแล้ว แม้นว่าเหตุการณ์วุ่นวายกะทันหันเมื่อครู่นี้จะทำให้จ้าวอี้รู้สึกตึงเครียด ทว่ากลับมิอาจกำจัดฤทธิ์ยาจากกลิ่นหอมของมวลผกานั้นได้
ในขณะนี้ ฉางหงเยียน ผู้ซึ่งกำลังยืนอยู่ตรงหน้าจ้าวอี้อย่างใกล้ชิด แม้นเขาจะไม่ได้กลิ่นนั้น ทว่ากลิ่นหอมของมวลผกายังคงอบอวลอยู่ในอากาศ ลอยโชยแตะจมูกของจ้าวอี้ เพียงชั่วขณะหนึ่ง สีหน้าของจ้าวอี้ที่จ้องมองฉางหงเยียนพลันแปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย
ไร้ท่าทีเ็าเฉกเช่นก่อนหน้านี้ ดวงตาทั้งสองข้างของจ้าวอี้ประหนึ่งมีเปลวเพลิงค่อยๆ ลุกโชนขึ้น
ทุกสิ่งอยู่ในสายตาของฉางหงเยียน ร่องรอยแห่งความสำเร็จปรากฏขึ้นในใจ นางรู้ว่า ตนเองเข้าใกล้เป้าหมายไปอีกหนึ่งขั้น และคืนนี้...
ฉางหงเยียนหันหลัง หยิบสุราสองจอก และมอบหนึ่งในนั้นให้จ้าวอี้ ดวงตางดงามลึกลับประหนึ่งผ้าไหมชั้นดี “ท่านอ๋องมู่เพคะ หงเยียนขอยกสุราจอกนี้ เพื่อเป็เครื่องหมายเล็กๆ ของการขออภัยนะเพคะ”
ขณะกล่าว นางเงยหน้าขึ้นจิบสุราทั้งจอกในอึกเดียว...