นึกถึงใครบางคนอย่างนั้นหรือ จินเลี่ยงเห็นมือของอาจารย์สั่นเทากับหยาดเหงื่อที่ผุดพรายเต็มหน้าผาก
ท่าทางตื่นตระหนกใของหูต้าเซียนเช่นนี้ จินเลี่ยงเพิ่งเคยเห็นเป็ครั้งแรกนับั้แ่เข้าสำนักูเาเซียน
จินเลี่ยงคิดในใจ ‘แค่นึกถึงก็มีท่าทางหวาดหวั่นเช่นนี้ อาจารย์คงจะนึกถึงคนที่เคยทำร้ายเขากระมัง’
ในฐานะศิษย์ จินเลี่ยงย่อมอยากรู้อยากเห็นเื่ราวในอดีตของอาจารย์ จึงเคยเอ่ยถาม แต่ใครจะรู้ว่าอีกฝ่ายกลับโกรธกริ้ว สั่งห้ามไม่ให้เขาถามเื่นี้อีก แถมยังลงโทษให้เขาไปสำนึกผิดในห้องขังเป็เวลาสามวันสามคืน
ด้วยบทเรียนครั้งก่อน เขาจึงรีบหุบปาก ไม่กล้าถามต่อ
ในอดีต วิถีมารเร้นลับเคยโด่งดังไปทั่วทั้งยุทธภพ กระบวนท่าดูดิญญามารสามารถปราบปรามจอมยุทธ์ฝ่ายธรรมะมานักต่อนัก วันหนึ่งมีซากโบราณสถานแห่งหนึ่งเปิดออกในแคว้นบูรพาคราม ว่ากันว่าเป็สุสานของผู้แข็งแกร่งในยุคโบราณ เนื่องจากเวลาผ่านไปเนิ่นนาน จึงไม่มีใครรู้ชื่อและที่มาของเขา มีข่าวลือว่าภายในสุสานเต็มไปด้วยของวิเศษ โอสถ และตำราอาหารหายากนานาชนิด
เมื่อข่าวนี้แพร่ออกไป ย่อมดึงดูดความสนใจของผู้คนมากมาย เนื่องจากทุกสิ่งภายในสุสานล้วนมาจากยุคที่ปราณิญญาบริสุทธิ์อุดมสมบูรณ์ หากสามารถนำสิ่งของภายในซากโบราณสถานออกมาได้ แม้จะเป็เพียงยาชั้นเลวที่สุด ก็ยังมีประโยชน์อย่างมากต่อการบำเพ็ญเพียร ดังนั้นไม่ว่าจะเป็ฝ่ายธรรมะหรืออธรรม ล้วนอยากเข้าไปเสี่ยงโชคในซากโบราณสถานทั้งสิ้น
หูต้าเซียนย่อมไม่พลาดโอกาสอันดีเช่นนี้ เขาปลอมตัวเข้าร่วมกลุ่มนักสำรวจ ผ่านด่านมามากมาย ฝ่าฟันอุปสรรคนานัปการ ในที่สุดก็มาถึงห้องเก็บศพหลัก
ก่อนเข้าซากโบราณสถาน พวกเขามีกันสิบกว่าคน หลังจากต่อสู้อย่างดุเดือด ก็เหลือเพียงหกคนที่มาถึงห้องเก็บศพได้ แต่ห้องเก็บศพที่ปรากฏตรงหน้าพวกเขาหาได้หรูหราโอ่อ่า ประดับประดาด้วยอัญมณีดังที่เล่าลือ นอกจากโลงศพหินที่ใหญ่กว่าคนทั่วไปสองเท่าแล้ว ก็ไม่มีอะไรเลย เวิ้งว้างว่างเปล่า และช่างเย็นะเื
เมื่อทุกคนงัดโลงศพหินเปิดออก พวกเขาก็พบว่าไม่เพียงแต่โลงศพใหญ่กว่าคนอื่นเท่านั้น แม้แต่ร่างที่นอนอยู่ในโลงก็สูงใหญ่กว่าคนทั่วไปมาก พวกเขาพบผ้าคลุมผุพังผืนหนึ่งคลุมอยู่บนร่างของเ้าของสุสาน ทุกคนต่างผิดหวัง คิดว่าซากโบราณสถานแห่งนี้ไม่สมกับชื่อเสียงที่เล่าขาน
มีเพียงหูต้าเซียนที่จำลายปักบนผ้าคลุมได้เลือนรางว่าเป็สมบัติที่บันทึกไว้ในตำราโบราณ มีชื่อว่าผ้าต้านไฟ สามารถทำให้ผู้สวมใส่ไม่หวั่นเกรงความร้อนของเปลวเพลิง
ทุกคนไม่อยากกลับไปมือเปล่า จึงคิดจะนำผ้าต้านไฟไปเป็ที่ระลึก หูต้าเซียนพลันลงมือ ใช้กระบวนท่าดูดิญญามารดูดปราณิญญาของทุกคนจนหมดสิ้น ฉวยโอกาสที่อีกฝ่ายต่อต้านไม่ได้ ใช้ดาบยาวที่เอวแทงพวกเขาจนสิ้นใจ
“เ้า...หักหลังพวกเรา!” สหายที่ถือผ้าต้านไฟนอนร้องโหยหวนอยู่บนพื้น
“ไม่มีทาง สมบัติมีเพียงชิ้นเดียว แต่คนมีตั้งหกคน เ้าคิดจะตัดมันออกเป็หกส่วนแล้วแบ่งกันเช่นนั้นหรือ แบบนั้นมีแต่จะทำลายคุณค่าของมันน่ะสิ” หูต้าเซียนยักไหล่แสร้งทำเป็จนใจ
สหายผู้นั้นด่าทอ “เมื่อครู่เ้าเกือบเอาชีวิตไม่รอดเพราะกับดักหนาม ข้าเป็คนช่วยเ้าเอาไว้! ตอนนี้เ้ากลับเนรคุณเพราะผ้าผืนเดียว ช่างเลวทรามยิ่งนัก!”
หูต้าเซียนก้มดาบลงโดยไม่ยี่หระ “ข้าไม่ได้ขอให้เ้าช่วย”
แสงวาบผ่านมือ ก่อนจะแทงสหายผู้นั้นซ้ำอีกครั้งเพื่อปลดปล่อยเขา ดวงตาอีกฝ่ายเบิกโพลง ความมีชีวิตชีวาในดวงตาจางหายไปอย่างรวดเร็ว ศีรษะเอียงก่อนจะสิ้นใจ
หูต้าเซียนนำผ้าต้านไฟออกจากร่างอย่างตื่นเต้น แล้วถือไว้ในมือพลางพิจารณาด้วยสีหน้าพึงพอใจ
“สามารถดูดปราณิญญาได้จากระยะไกล...เ้าคือ ‘วิถีมารเร้นลับ’ สินะ”
ทันใดนั้นก็มีเสียงดังขึ้นจากด้านหลังโดยไม่ทันตั้งตัว หูต้าเซียนหันกลับไปถามทันที “ใคร!”
ตรงทางเข้าห้องเก็บศพ ในจุดที่ตะเกียงไม่ส่องถึง มีคนยืนพิงผนังห้องเก็บศพไขว้แขน เนื่องจากมืดมาก จึงมองไม่เห็นใบหน้าของอีกฝ่าย
“เ้าช่างโเี้นัก แม้แต่สหายร่วมเป็ร่วมตายก็ยังลงมือได้”
หูต้าเซียนเชิดหน้าอย่างหยิ่งยโส “ข้าไม่เคยยอมรับพวกมัน เป็เพียงเป้าหมายเดียวกันจึงร่วมทางกันชั่วคราวเท่านั้น”
อีกฝ่ายหัวเราะเบาๆ “แต่พวกเ้าทะเลาะกันเองก็ดี ประหยัดแรงข้า”
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายดูเหมือน้าแย่งชิงผ้าต้านไฟ หูต้าเซียนขมวดคิ้วแล้วถาม “เ้าก็้าผ้าผืนนี้ด้วยหรือ”
“สิ่งที่เ้าต้องสังหารคนถึงห้าคนเพื่อแย่งชิงมา ไม่ว่าจะเป็อะไร ข้าก็สนใจอยากจะเห็นนัก”
“ตามที่เ้าเห็น เป็เพียงผ้าผืนเดียวเท่านั้น” หูต้าเซียนยิ้มพลางยกผ้าต้านไฟในมือขึ้น
“ในเมื่อเป็เช่นนั้น ข้าขอซื้อผ้าผืนนี้จากเ้าด้วยเงินหนึ่งตำลึง”
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายพูดจาฉะฉาน หูต้าเซียนจึงไม่ต่อปากต่อคำอีก เขาแย้มยิ้ม “ตกลง! ขายให้เ้าก็ได้!”
เขาสะบัดข้อมือ นิ้วเปล่งประกายแสง เข็มเงาที่ถูกดีดออกจากนิ้วพุ่งเข้าหาอีกฝ่ายดุจแสงเงิน คนทั่วไปคิดว่าหูต้าเซียนใช้เข็มทำร้ายคน แต่ที่จริงแล้ว เป้าหมายของเขาไม่ใช่คน แต่เป็เงาต่างหาก ตราบใดที่เป้าหมายพยายามหลบ ร่างกายก็จะขยับไม่ได้เพราะเงาถูกตรึงไว้
ดูเหมือนอีกฝ่ายจะคาดการณ์ไว้แล้ว เขายื่นนิ้วสองนิ้วออกไปคีบเข็มเงาที่พุ่งเข้ามาอย่างแรงเอาไว้ ก่อนจะหัวเราะเยาะ “ข้าได้ยินเื่ราวของเ้ามานานแล้ว เล่ห์เหลี่ยมเล็กๆ น้อยๆ เช่นนี้ใช้ไม่ได้ผลกับข้าหรอก ฉะนั้น…”
“อย่าหวังจะได้ผ้าต้านไฟไปเลย!” หูต้าเซียนเงื้อดาบแทงเพื่อหาทางออก
วัตถุสีดำในความมืดพลันฟาดฟันเข้าปะทะ หูต้าเซียนเสียเปรียบอย่างเห็นได้ชัด เขาถูกแรงสั่นะเืจนถอยหลังหลายก้าว ฝ่ามือด้านชาไปทั่ว
อีกฝ่ายหัวเราะเยาะ “ถึงตาข้าแล้ว”
เสียงขลุ่ยพลันดังขึ้น ก้องกังวานไปทั่วห้องเก็บศพที่สร้างจากหิน เสียงขลุ่ยโศกเศร้า ฟังดูราวกับิญญากำลังพร่ำเพ้อถึงความปรารถนาที่ยังไม่สมหวัง ความรู้สึกที่ต้องตายก่อนประสบผลแผ่ซ่านเข้าไปในไขกระดูกของผู้ได้ยิน
หูต้าเซียนคิดว่าอีกฝ่าย้าใช้เสียงเพลงมาล่อลวงตน แต่หลังจากฟังไปครู่หนึ่ง ร่างกายก็ไม่ได้รับผลกระทบใดๆ เขาจึงคิดว่าอีกฝ่ายอาจจะแค่แสร้งทำ ใช้เพียงเสียงขลุ่ยหลอกลวง
ศพห้าศพที่นอนตายอยู่บนพื้นสั่นไหวไปตามเสียงเพลง เนื่องจากเพิ่งจะสิ้นใจ ิญญาทั้งสามและจิตทั้งเจ็ดจึงยังอยู่ จึงคืนชีพขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ดวงตาเบิกโพลง ส่งเสียงร้องประหลาด ก่อนจะคลานเข้าหาหูต้าเซียน
เขาแค่นเสียง ใช้ดาบยาววาดวงกลม แสงวาบผ่านศพทั้งห้าถูกตัดศีรษะพร้อมกัน พวกมันคุกเข่าลงก่อนจะล้มลงแน่นิ่ง
‘สามารถควบคุมศพให้ต่อสู้ได้ ดูเหมือนเ้าก็ไม่ใช่คนฝ่ายธรรมะ’ หูต้าเซียนกล่าวกับคนที่อยู่ในความมืด “คนพวกนี้ตอนมีชีวิตข้ายังสังหารได้ แม้ฟื้นคืนชีพขึ้นมา ก็แค่ถูกข้าฆ่าซ้ำอีกครั้งเท่านั้น!”
“ใครบอกว่าข้าจะควบคุมพวกมันเล่า”
หูต้าเซียนยิ้มเยาะในใจ ‘คนผู้นี้คงจะเพราะวิชาถนัดถูกข้าทำลายได้ง่ายๆ จึงต้องแสร้งทำเป็ปากดี’
ขณะที่เขากำลังคิดหาวิธีนำผ้าต้านไฟฝ่าออกจากห้องเก็บศพ ทันใดนั้นก็รู้สึกถึงกระแสลมแรงพัดมาจากด้านหลัง! หูต้าเซียนใมาก พอหันกลับมาก็โดนกำปั้นหนักๆ กระแทกเข้าที่อก ร่างทั้งร่างกระเด็นไปชนผนังห้องเก็บศพอันหนาทึบ
เืลมในร่างไหลย้อนกลับ อวัยวะภายในปั่นป่วน เขาอาเจียนเป็เืจนเปื้อนเสื้อผ้า เห็นเพียงศพขนาดั์ที่ยังคงยืนค้างอยู่ในท่าออกหมัด
หูต้าเซียนจำมันได้ทันที เขากล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือและเืกบปาก “นี่มันร่างั์ในโลงศพ!”
หลังจากที่ร่างั์ต่อยหูต้าเซียนกระเด็นไปแล้ว มันก็หยิบผ้าต้านไฟขึ้นมา แล้วเดินสะโหลสะเหลไปที่ทางเข้าห้องเก็บศพ ก่อนก้มหน้ามอบให้อีกฝ่ายที่อยู่ในความมืดเสมือนจงรักภักดีต่อคนผู้นั้น
ในเวลานี้ อีกฝ่ายรับผ้ามาแล้วหัวเราะ “คนที่ข้า้าควบคุมจริงๆ คือมันต่างหาก!”
