ครั้นพวกเขามาถึงเขาเสี่ยวชิง หม้อใหญ่ทั้งสามใบก็กำลังเดือดพอดี
ต้วนเหลยถิงหาโอกาสหลอกล่อคนอื่นๆ ให้ออกห่างจากข้างเตา จากนั้นจัดการแบ่งเกี๊ยวเทใส่หม้อทั้งสามใบและช่วยกันต้มเกี๊ยวกับเคอโยวหรานด้วยตนเอง
หลังต้มเกี๊ยวหม้อแรกเสร็จ ช่างหวงที่อยู่ภายใต้การชี้นำทางของผู้ใหญ่บ้านเฉินก็พาคนงานกว่าสี่ร้อยคนเดินทางมาถึงเขาเสี่ยวชิงพอดี
เหล่าคนงานต่างรู้กันโดยทั่วว่าการมาสร้างโรงงานและจวนภายในหมู่บ้านเถาหยวนจะมีอาหารให้กินสามมื้อ
แต่สิ่งที่พวกเขาคิดไม่ถึงคืออาหารเช้าวันนี้จะเป็เกี๊ยวไส้เนื้อที่อุดมสมบูรณ์เช่นนี้
“์ ท่านอาจารย์! ท่านมิได้พาพวกเรามาผิดที่กระมัง?” ศิษย์ของช่างหวงร้องออกมาด้วยความตกตะลึงระคนไม่มั่นใจ
ช่างหวงพลันฟาดฝ่ามือลงบนศีรษะของลูกศิษย์แล้วเอ่ยว่า “เ้าช่างทำงามหน้านัก สกุลต้วนมีคุณธรรม ฮูหยินน้อยสกุลต้วนมีเมตตา ให้พวกเ้าได้กินดีในมื้อแรก
พวกเรามิอาจไร้คุณธรรม เกี๊ยวมีค่าตั้งเพียงใด พวกเรากินคนละสองชิ้นเพื่อลิ้มรสสักหน่อยเป็พอ ยามสร้างจวนก็จงนำความสามารถทั้งหมดออกมา
จะต้องช่วยสกุลต้วนสร้างโรงงานและจวนออกมาให้ดี พวกเราต้องไม่ผิดต่อเกี๊ยวมื้อนี้ ใช่หรือไม่?”
“ใช่แล้วขอรับ! ฮ่าๆๆ...” เหล่าช่างต่างขานรับเป็เสียงเดียวกัน ยกยิ้มจนมิอาจหุบปากได้เสียแล้ว
นี่เป็ถึงเกี๊ยวเชียวนะ มีช่างฝีมือบางคนที่ชั่วชีวิตยังมิอาจหักใจกินสักครั้ง ให้พวกเขาได้มาลิ้มรสเยี่ยงนี้ กล่าวได้ว่าใช้ชีวิตคุ้มค่าแล้ว
ครั้นเห็นอาจารย์ช่างหวงกับศิษย์ของเขาต่างรู้มารยาทและซื่อตรงเช่นนี้ เคอโยวหรานจึงพยักหน้าด้วยความพอใจแล้วเอ่ยเสียงดังว่า
“นายช่างหวงโปรดวางใจ เกี๊ยวมีจำนวนมาก ให้พวกช่างกินตามสบายเป็พอ ต้องกินอิ่มถึงจะมีเรี่ยวแรงทำงานมิใช่หรือเ้าคะ”
“จะ จะกล้าได้อย่างไรกัน?” นายช่างหวงถึงขั้นไม่รู้ว่าควรจะทำเยี่ยงไรเสียแล้ว
“ไม่มีอันใดให้ไม่กล้าเ้าค่ะ” เคอโยวหรานเอ่ยเรียก “เชิญทุกท่านต่อแถวเถิด เอาถ้วยของพวกท่านออกมาตักเกี๊ยวได้เลยเ้าค่ะ!”
ครั้นเหล่าคนงานได้ยินก็รีบหาตำแหน่งของตนเองและเข้าแถว แต่ละคนล้วนถือถ้วยกับตะเกียบไว้ในมือ
ผู้ที่ต่อแถวอยู่ด้านหลังต่างมองคนตรงหน้าตาปริบๆ ทอดมองเคอโยวหรานใช้กระชอนตักเกี๊ยวใส่ถ้วย ไม่ว่าถ้วยของคนผู้นั้นจะใหญ่เพียงใดนางก็ตักใส่จนเต็ม ทุกคนต่างถึงกับหวาดหวั่นเสียแล้ว
เพื่อให้กินอิ่ม ถ้วยของพวกเขาจึงมีขนาดไม่เล็ก เมื่อตักหนึ่งกระชอนนี้ลงไปเรียกได้ว่าได้เกี๊ยวขึ้นมาสามสิบกว่าชิ้นเลยกระมัง?
“์ ฮูหยินน้อยสกุลต้วนจะต้องห่อเกี๊ยวตั้งมากมายเพียงใดกัน?”
“ให้ตายเถิด อาหารเพียงหนึ่งมื้อนี้คงใช้เงินเป็จำนวนไม่น้อยเลยกระมัง?”
“ไอ้หยา ตักให้คนข้างหน้าเสร็จแล้ว ยังจะมีเหลือให้พวกเราที่อยู่ข้างหลังอีกหรือไม่?”
......
เสียงพูดคุยดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทว่าทุกคนล้วนไม่ทันสังเกตเห็นต้วนเหลยถิงเทเกี๊ยวแต่ละถังลงไปในหม้อ เพราะการกระทำของเขารวดเร็วเกินไป ทุกคนจึงไม่ทันมองว่าเกี๊ยวล้วนแต่ถูกแช่แข็งเอาไว้
เคอโยวหรานเพิ่งจะตักหมดหนึ่งหม้อก็ต้มเกี๊ยวอีกหนึ่งหม้อ ครั้นช่างที่อยู่ด้านหลังเห็นว่ามีเกี๊ยวเพียงพอจึงไม่มีทีท่าว่าจะแย่งกันแต่อย่างใด
เมื่อคนข้างหน้าได้เกี๊ยวมา บ้างก็หาที่ยืนกินตรงนั้นหรือไปหาที่นั่งยองๆ นอกจากนี้ยังยัดเข้าปากโดยไม่สนว่าเกี๊ยวจะร้อนเพียงใด
กระทั่งน้ำจิ้มที่เคอโยวหรานเตรียมเอาไว้ก็ไม่สนใจแม้แต่น้อย ทั้งเป่าและสูดปากกินเข้าไปทั้งเช่นนั้น
ผู้ที่อยู่ด้านหลังต่างน้ำลายไหลเมื่อเห็นพวกเขากินอย่างเอร็ดอร่อย ต่างคนต่างเลียปาก ยืนเขย่งเท้ามองไปข้างหน้าโดยหวังว่าจะถึงคราวของตนเร็วๆ
และเพราะการต้มเกี๊ยวมิต้องใช้ทักษะอันใดให้มากมาย ไม่นานนักทุกคนก็ได้กินเกี๊ยวกันอย่างครบครัน
ต้วนเหลยถิงยังต้มเอาไว้อีกไม่น้อย จึงบอกให้อิ่งเอ้อร์กับอิ่งซานนำไปให้มารดาสกุลต้วนกับพวกเคอต้าส่า
ขอเพียงมีคนถามว่าห่อเกี๊ยวั้แ่เมื่อใด เหตุใดจึงห่อมากมายถึงเพียงนี้?
ต้วนเหลยถิงก็จะตอบกลับแบบเดียวกันว่าเขากับโยวหรานช่วยกันห่อข้ามคืนของเมื่อวาน เพื่อจะให้บรรดาช่างทุกคนได้กินอาหารดีในเช้าวันนี้
ครั้นเอ่ยเช่นนี้ออกไป พลันทำให้หัวใจของเหล่าช่างอบอุ่นราวกับสายน้ำในฤดูใบไม้ผลิ ยามทำงานในภายหน้าล้วนแต่มอบความจริงใจอย่างเต็มเปี่ยม
จัดการสร้างโรงงาน รวมถึงจวนของสกุลต้วนกับสกุลเคออย่างเป็ระเบียบเรียบร้อยและคุณภาพดียิ่งนัก ทว่าสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็เื่ราวในภายภาคหน้า
ในขณะที่ทุกคนกำลังกินเกี๊ยวอย่างสุขกายสบายใจ จวนเก่าสกุลเคอก็ถูกปู่รองสกุลเคอทุบจนเกิดเสียงดังสนั่น
เคอก่วงเถียนเพิ่งจะเปิดประตู ปู่รองสกุลเคอพลันขมวดคิ้วะโว่า “บิดามารดาของเ้าเล่า? เคอโยวหรานเชิญคนสี่ร้อยกว่าคนกินเกี๊ยวอยู่ตรงเชิงเขาเสี่ยวชิง เหตุใดพวกเ้าถึงยังนั่งกันได้อีก?”
เพิ่งจะสิ้นคำกล่าว ผู้เฒ่าเคอกับแม่เฒ่าเคอถึงขั้นไม่ทันใส่รองเท้าให้เรียบร้อยก็รีบสวมเสื้อคลุมวิ่งออกมาเสียแล้ว
แม่เฒ่าเคอคันคอจนมิอาจเปล่งเสียง ผู้เฒ่าเคอจึงถลึงตาจ้องนางด้วยความขุ่นเคืองก่อนจะถามว่า
“พี่รอง ท่านหมายความว่าอย่างไรขอรับ? คนสี่ร้อยคนกินเกี๊ยว เช่นนั้นต้องใช้เงินทองตั้งมากมายเพียงใดกัน?”
ปู่รองสกุลเคอมองคนทั้งสองอย่างหยามเหยียด เพียงเอ่ยด้วยความขุ่นเคืองว่า “มัวแต่พูดจาเยิ่นเย้อ หากพวกเ้ายังไม่รีบไป เกี๊ยวคงจะเห็นก้นหม้อเสียแล้ว กระทั่งน้ำแกงก็คงไม่มีเหลือ”
“หา?” ในที่สุดแม่เฒ่าเคอก็เค้นหนึ่งคำเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง จากนั้นดึงผู้เฒ่าเคอวิ่งห้อตะบึงไปทางเขาเสี่ยวชิง
ภายในใจของนางลอบด่าพึมพำว่า : นังเด็กเคอโยวหราน ต้มเกี๊ยวเยอะขนาดนี้กลับไม่ส่งมายังจวนสกุลเคอ ช่างเป็เด็กอกตัญญูที่เลี้ยงไม่เชื่องเสียจริง รอให้คอของข้าหายดีเสียก่อน ข้าจะด่าจนเ้าจำกระทั่งบิดามารดามิได้เลยทีเดียว
มุมปากของปู่รองสกุลเคอหยักยกขึ้น เขาเดินตามอยู่ข้างหลังผู้เฒ่าเคอกับแม่เฒ่าเคอด้วยท่าทางร้อนรนใจ
เคอก่วงเถียนรีบลงกลอนประตูแล้วไล่ตามไปเช่นกัน กินเกี๊ยวเชียวหรือ กระทั่งคิดนางก็ยังไม่กล้าด้วยซ้ำ
แม้แต่กินเนื้อ สกุลเคอยังได้กินเพียงคนละชิ้นเล็กๆ ในวันสิ้นปีเท่านั้น
ผู้เฒ่าเคอเพิ่งมาถึงเชิงเขาเสี่ยวชิงก็ร้องตะคอกเสียงดังโดยไม่แยแสสิ่งใด “นังคนชั้นต่ำเคอโยวหราน ต้มเกี๊ยวกลับไม่รู้จักนึกถึงปู่ย่า...”
กล่าวยังไม่ทันจบพลันถูกต้วนเหลยถิงเอ่ยขัดว่า “ด่าผู้ใดว่าคนชั้นต่ำกัน?”
“คนชั้นต่ำนั่นด่าหลานสาวข้า เกี่ยวข้องอันใดกับเ้า” ผู้เฒ่าเคอชี้ไปทางต้วนเหลยถิงด้วยเพลิงโทสะลุกโชน ถึงขั้นลืมเื่ที่อีกฝ่ายรู้วรยุทธ์และเป็นายพรานไปจนหมดสิ้น
ปู่รองสกุลเคอที่ตามหลังมาได้ยินคำบริภาษของผู้เฒ่าเคอพลันคิดในใจว่า : มิได้การแล้ว
ผู้อื่นไม่รู้ แต่เขากลับเป็คนที่เห็นต้วนเหลยถิงลงมือด้วยตนเอง จึงอดมิได้ที่จะขุ่นเคืองเพราะผู้เฒ่าเคอกระทำการไม่รู้ความ
เดิมทีเขา้าให้ผู้เฒ่าเคอมากดดันเคอโยวหรานเพื่อให้ทุกคนแบ่งเกี๊ยวกลับไปกินที่จวน เพราะถึงอย่างไรเคอโยวหรานก็คือหลานสาวของผู้เฒ่าเคอ
ในบรรดาความดีทั้งหลาย กตัญญูมาเป็อันดับแรก อย่างไรเสียก็อยู่ต่อหน้าผู้คนมากมายถึงเพียงนี้ นังเด็กเคอโยวหรานย่อมมิอาจแสดงอำนาจอันใดได้
แต่ผู้ใดจะคิดว่าทันทีที่เข้ามา ตาเฒ่าผู้นี้ก็เผชิญหน้ากับต้วนเหลยถิง นั่นคือคนที่เขาด่าได้เช่นนั้นหรือ?
กระดูกชราของผู้เฒ่าเคอยังไม่พอให้ผู้อื่นบีบด้วยมือข้างเดียวด้วยซ้ำ
เคอโยวหรานก้าวออกมาจากด้านหลังของต้วนเหลยถิงแล้วเดินมายังข้างกายเขา นางดึงแขนของชายหนุ่มเอาไว้พลางเอ่ยว่า “ท่านปู่ ท่านคงมิได้แก่จนเลอะเลือนเสียแล้วกระมัง เหตุใดถึงด่าตนเองว่าเป็คนชั้นต่ำเล่าเ้าคะ?”
“ฮ่าๆๆ...ฮ่าๆๆ...” ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์พลันนึกขึ้นได้ ต่างกุมท้องหัวเราะจนมิอาจหุบปากเข้าหากันเสียแล้ว
“จะ...จะ...เ้า...” ผู้เฒ่าเคอเข้าใจโดยพลัน มือที่ชี้ไปทางเคอโยวหรานถึงกับสั่นเทา แต่กลับเค้นออกมาได้แค่หนึ่งคำเท่านั้น
เคอก่วงเถียนที่ไล่ตามมาท้ายสุดจดจ้องเคอโยวหรานด้วยความขุ่นเคือง นางขบเขี้ยวเคี้ยวฟันพลางดึงทึ้งผ้าเช็ดหน้า คิดใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่งก่อนเอ่ยว่า
“โยวหราน มิใช่ว่าอาหญิงเล็กตำหนิเ้า เป็หลานสาวเหตุใดจึงไม่กตัญญูเช่นนี้ ต้มเกี๊ยวแล้วไม่เอาไปให้ปู่ย่าก็ช่างเถิด แต่เหตุใดถึงยังต่อปากต่อคำกับผู้าุโเยี่ยงนี้เล่า?
คนที่รู้ก็เข้าใจว่าเ้าไม่รู้ความ แต่หากเป็คนที่ไม่รู้ยังจะคิดว่าสตรีในสกุลเคอของพวกเรามิได้รับการอบรมเลี้ยงดูเสียแล้ว!”
