หลังจากอสรพิษจู่โจมครั้งแรกพลาดเป้า มันก็บังคับตัววกกลับมาม้วนรัดใส่เทียนิ!
อสรพิษรวดเร็วจนเทียนิไม่อาจหลบเลี่ยงได้อีกครั้ง แต่กระนั้นไป๋หยุนเฟยก็ติดตามมาถึง มันยื่นมือซ้ายกระชากคอเสื้อดึงเทียนิถอยหลัง ขณะเดียวกันก็เหวี่ยงหมัดขวาชกใส่หัวอสรพิษเสียงดัง‘ผัวะ’
ทันทีที่ไป๋หยุนเฟยดึงเทียนิไปด้านหลัง มันกับจิ้งิเฟิงก็สำรวจรอบด้านอย่างละเอียดด้วยสายตาตื่นตัว
ระหว่างที่ช่วยเหลือเทียนิออกมา ได้ยินเสียงอุทานด้วยความประหลาดใจดังมาจากป่าด้านซ้ายซึ่งอสรพิษจู่โจมออกมา จากนั้นได้ยินเสียงจากรอบข้างอย่างต่อเนื่องก่อนจะปรากฏร่างคนห้าคนเดินออกมา หนึ่งในห้าเป็ชายวัยกลางคนสวมใส่ชุดยาวสีม่วงเลิศหรู ส่วนที่เหลือสวมชุดยาวสีเทาที่ข้างกายพวกมันเป็อสูริญญาที่ดวงตาเหม่อลอยว่างเปล่า
“สำนักเ้าอสูร!!”
ไป๋หยุนเฟยใจเต้นรัวยามที่ความชิงชังต่อสำนักเ้าอสูรจากเหตุการณ์ของปักษาไร้เงาหวนกลับคืนมา
“พ่อบ้านจ้าว!!”
เสียงร้องแตกตื่นดังขึ้นขัดจังหวะความคิดของไป๋หยุนเฟยเมื่อเทียนิจดจำผู้ลอบจู่โจมพวกตนออก
“เทียนิ เ้ารู้จักพวกมัน?” ไป๋หยุนเฟยมองดูชายในชุดเลิศหรูที่ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้ม‘เมตตา’ จากกลิ่นอายที่คนผู้นี้แผ่ออกมามันต้องเป็ผู้บรรลุด่านภูติญญาอย่างไม่ต้องสงสัย
“มันเป็พ่อบ้านของหนึ่งในตระกูลใหญ่แห่งเมืองเกายี่ นามว่าจ้าวฉวน! แม้จะเป็เพียงพ่อบ้าน แต่ก็ถือเป็ผู้นำหมายเลขสองในบ้านตระกูลจ้าว --- แม้แต่ประมุขตระกูลจ้าว จ้าวหลิง ก็ยังฝีมือเหนือว่ามันเพียงเล็กน้อย! เื่ราวน้อยใหญ่ภายในตระกูลล้วนอยู่ภายใต้การดูแลของมัน ข้าทราบเพียงว่ามันเป็ภูติญญาระดับกลางซึ่งใช้พลังธาตุอัสนีเท่านั้น”
“บ้านตระกูลจ้าว... หรือตระกูลของมันกับของเ้ามีเื่บาดหมางอันใดต่อกัน?” จิ้งิเฟิงมองดูกลุ่มคนเบื้องหน้าอย่างตื่นตัวยามเอ่ยปากถามเทียนิ
“แน่นอนว่ามีความโกรธแค้นกันอยู่บ้าง แต่ก็ไม่เคยลงมือทำร้ายกันเช่นนี้มาก่อน เหตุการณ์เช่นนี้... นับว่าเกิดขึ้นเป็ครั้งแรก!” เทียนิเอ่ยปากตอบ มันทราบกระจ่างถึงแผนการของฝ่ายตรงข้าม แต่ก็ยังอดตั้งคำถามกับตนเองไม่ได้ “หรือ... หรือว่ามีเื่อันใดเกิดขึ้นใน่ไม่กี่เดือนที่ข้าไม่อยู่?”
ความหวาดหวั่นครอบคลุมใบหน้าของเทียนิ เห็นได้ชัดว่ามันเป็กังวลต่อตระกูลของตน
“ข้าพอจะเข้าใจเื่ที่ตระกูลจ้าวลงมือต่อเ้า แต่ไฉนสำนักเ้าอสูรก็ยื่นมือเข้ามาด้วยเช่นกัน?” สายตาจิ้งิเฟิงจับจ้องไปยังอสูริญญาตรงเบื้องหน้าด้วยความสับสน
เทียนิก็ส่ายหน้าด้วยความสับสนเช่นกัน “ข้า... ข้าก็ไม่ทราบเช่นกัน นอกจากบ้านตระกูลหลิวที่มีความสัมพันธ์กับสำนักธาตุไม้แล้ว ตระกูลเย่กับตระกูลจ้าวก็ไม่มีความเกี่ยวข้องกับสำนักใดๆอีก”
“หึ หึ นายน้อยเทียนิต่อให้ท่านคาดเดาเพียงใดก็ไม่เดาถูกได้หรอก ไม่คิดเลยว่าสหายท่านจะฝีมือร้ายกาจปานนี้ ถือว่าข้าพลาดเอง แต่ทว่ายังคงไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์อันใด ที่ข้ามาวันนี้ก็เพื่อรอต้อนรับและเชิญท่านกลับไปยังตระกูลจ้าวสักหลายวัน คงมิอาจไม่อาจกล่าวไว้ก่อนว่าข้าไม่คิดจะทำร้ายท่าน หากท่านให้ความร่วมมือแต่โดยดี ท่านกับสหายก็จะไม่ต้องรับความเ็ป” พ่อบ้านจ้าวยิ้มแย้มพลางยกมือห้ามปรามชายสองคนที่ข้างกาย
ไป๋หยุนเฟยไม่เอ่ยปากอันใดระหว่างที่ทั้งสองฝ่ายโต้ตอบกัน มันกำลังใคร่ครวญสถานการณ์อย่างละเอียด ผ่านไปชั่วครู่เทียนิจึงเอ่ยปากบอกความคิดของตน “หรือกล่าวอีกอย่างก็คือ ยามนี้ทั้งสองตระกูลฉีกหน้าเป็ศัตรูกันอย่างเปิดเผยแล้ว และเ้าคิดจะใช้ข้าเป็ตัวประกันเพื่อข่มขู่ตระกูลเย่? หากพวกเราไม่ให้ความร่วมมือ เช่นนั้นเ้าก็จะ แน่นอนว่า จะลงมือหนักขึ้นจนอาจทำร้ายหรือแม้กระทั่งสังหารสหายข้า?”
เทียนิยังอายุน้อย แต่ก็ไม่ได้โง่เขลา เหตุผันแปรที่เกิดขึ้นกะทันหันนี้ต้องอาศัยวิจารณญาณอันเฉียบคมจึงสามารถตระหนักถึงความเป็จริงที่เกิดขึ้นได้ เทียนิเพ่งมองพ่อบ้านจ้าวพร้อมกับเอ่ยปากถาม “หรือเ้าไม่เกรงกลัวว่าความพิโรธของเ้าเมืองเกายี่จะครอบใส่ศีรษะเ้าจึงลงมืออย่างครึกโครมเช่นนี้? หรือเ้าไม่เกรงกลัวว่าท่านเ้าเมืองจะลงมือ? เกิดอะไรขึ้นกับตระกูลเย่กันแน่?”
“นายน้อยเทียนิ เกรงว่าท่านจากบ้านนานเกินไปแล้ว จึงไม่ทราบระแคะระคายถึงเื่ที่เกิดขึ้นภายในเมืองเกายี่ รอจนกลับถึงบ้านตระกูลจ้าวแล้ว ข้ายินดีจะบอกเล่าทุกรายละเอียดแม้เพียงเล็กน้อยที่ท่าน้าทราบให้ฟัง... สำหรับตอนนี้ ท่านว่าอย่างไร พวกเราสมควรกลับไปพร้อมกันได้แล้วกระมัง นายน้อยเทียนิ?” พ่อบ้านจ้าวยังคงเจรจาด้วยน้ำเสียงเป็มิตรพร้อมกับรอยยิ้ม
กระทั่งยามนี้ ไป๋หยุนเฟยก็ยังคงวิเคราะห์สถานการณ์อย่างเงียบงัน “พ่อบ้านผู้นี้บรรลุด่านภูติญญาระดับกลาง และสามคนด้านข้างบรรลุด่านวีรชนิญญาระดับปลาย แต่ที่สำคัญที่สุดคือชายวัยกลางคนที่ยืนข้างกายพ่อบ้านจ้าว มันเป็ภูติญญาระดับกลางแต่ยังฝีมือร้ายกาจกว่าพ่อบ้านจ้าวอีก! อสูริญญาพยัคฆ์สองตัว อสูริญญาสุนัขป่าหนึ่งตัว และอสูริญญาอสรพิษอีกหนึ่งตัว และจากที่เห็นไม่มีทางที่อสูริญญาอสรพิษตัวนี้จะอ่อนแอไปได้... สำนักเ้าอสูร ไฉนไม่ว่าจะไปที่ใดก็ต้องพบพานพวกมันทุกครั้งไป? ดังกับิญญาร้ายตามทวงชีวิต...”
“เฮอะ อย่าได้เพ้อฝันไป ---” เทียนิแค่นเสียง แล้วไป๋หยุนเฟยก็พลันพบว่าสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปจึงรีบฉุดลากเทียนิะโไปด้านหลัง พร้อมกันนั้นวัตถุรูปร่างคล้ายรากไม้สี่เส้นก็พลันพุ่งเข้ามายังที่ซึ่งพวกมันยืนอยู่หมายจะรัดพันขาของทั้งคู่
เมื่อเห็นว่าลอบจู่โจมล้มเหลวอีกครั้ง คนจากสำนักเ้าอสูรก็โบกมือต่อจ้าวฉวนไม่ให้มันกล่าวต่อ “เลิกพร่ำไร้สาระ ถึงเวลาลงมือแล้ว!”
เสียงของมันเป็สัญญาณให้วีรชนิญญาทั้งสามทะยานร่างถอยกลับกะทันหัน พวกมันสีหน้าไร้ความรู้สึกส่งเสียงสั่นระรัวแ่เบาออกจากปาก จากนั้นทั้งสามก็โบกมือขวาสั่งการ อสูริญญาข้างกายก็คำรามเสียงต่ำก่อนจะกระโจนข้ามอากาศไล่ตามไป๋หยุนเฟยและพวก
แม้แต่จ้าวฉวนก็หรี่ตาพลางร้องขึ้น “ประเสริฐ! จับตัวเด็กน้อยนั้น ส่วนอีกสองคน ฆ่า!”
แสงเรืองรองสีม่วงห่อหุ้มรอบกายมันขณะกล่าววาจา เพียงขยับขาชายวัยกลางคนก็สาบสูญไปจากสายตาด้วยความเร็วที่เหนือล้ำยิ่งกว่าอสูริญญาทั้งสาม พริบตาต่อมามันก็ปรากฏตัวขึ้นที่เบื้องหน้าเทียนิพร้อมกับยื่นมือคว้าใส่ลำคอ
“รวดเร็วนัก!!” ไป๋หยุนเฟยตื่นตระหนกต่อความเร็วของอีกฝ่ายยิ่ง นี่เป็ครั้งแรกที่มันได้มีโอกาสเผชิญหน้ากับผู้ใช้พลังธาตุอัสนี ผู้ฝึกปรือิญญาที่ใช้พลังธาตุนี้จะสามารถเร่งความเร็วขึ้นในพริบตามิหนำซ้ำยังสามารถจู่โจมได้อย่างรุนแรง นอกจากข้อได้เปรียบเช่นนี้แล้ว กับผู้ฝึกปรือิญญาธาตุน้ำ ธาตุน้ำแข็ง หรือธาตุทองก็ไม่อาจต้านทานต่อผู้ใช้พลังธาตุอัสนีได้
แม้จะตื่นตะลึงต่อความเร็วของศัตรู แต่ไป๋หยุนเฟยไม่กล้าจะล่าถอย มันบิดพลิกสองเท้าทะยานไปเบื้องหน้าเทียนิเช่นกัน ไป๋หยุนเฟยกวาดแขนซ้ายใส่เทียนิ ส่วนมือขวารวบหมัดชกใส่ทรวงอกของจ้าวฉวน
จ้าวฉวนคาดเดาไว้แล้วว่าไป๋หยุนเฟยต้องเคลื่อนไหวเช่นนี้ จึงยกแขนขวาขึ้นต้านรับ พริบตาต่อมามือขวามันถูกกระแทกออก พร้อมกับเสียง‘ปัง’ทั้งสองจึงแยกออกจากกัน
ได้ยินเสียงลมหวีดหวิวจากการเคลื่อนไหวดังกระชั้นยามสุนัขป่าและพยัคฆ์ทั้งสองตะครุบใส่ จิ้งิเฟิงฉุดดึงเทียนิไปด้านซ้ายขณะเดียวกันไป๋หยุนเฟยก็ถูกลูกเตะของจ้าวฉวนบีบให้ไปด้านขวา
ทันทีที่อสูริญญาทั้งสามถึงพื้นก็ยืมแรงสะท้อนพุ่งเข้าหาจิ้งิเฟิงในบัดดล อสูริญญาทั้งสามนั้นเป็อสูริญญาระดับสาม ลำพังจิ้งิเฟิงก็สามารถสยบพวกมันลงแล้วจัดการเ้าของทั้งสามได้ไม่ยาก แต่เมื่อต้องปกป้องเทียนิไปด้วยความยากลำบากก็แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
ไป๋หยุนเฟยคิดจะไปช่วยทั้งคู่ แต่ชั่วขณะที่วอกแวกนั้นจ้าวฉวนก็ฟาดฝ่ามือใส่ไหล่ซ้ายของไป๋หยุนเฟย คลื่นพลังสายฟ้าไหลพล่านสู่ร่างจนชาด้านจากนั้นทรวงอกไป๋หยุนเฟยก็ถูกชกใส่อีกหมัด กระนั้นเพราะอาศัยเกราะิญญาไหมทองจึงไม่ได้รับาเ็อันใดจากท่าจู่โจมของศัตรู เมื่อความรู้สึกชาด้านสลายออกไปมันค่อยยืนขึ้นมาได้
ขณะที่ไป๋หยุนเฟยคิดหาทางจะไปช่วยปกป้องเทียนิอยู่นั้น เสียงร้องตื่นตระหนกจากอีกฝ่ายก็ดังขึ้น มันรีบหันไปมองว่าเกิดอะไรขึ้น ก็พบว่าจิ้งิเฟิงและเทียนิถูกบีบให้แยกออกจากัน จิ้งิเฟิงเตะใส่สุนัขป่าสีเทาหมายจะเปิดทางเพื่อเข้าไปหาเทียนิ แต่จู่ๆก็มีเส้นสีดำพุ่งออกจากพุ่มไม้เข้าใส่ ที่แท้เป็อสรพิษตัวเดียวกับก่อนหน้า! มันม้วนพันรอบขาก่อนจะเลื้อยขึ้นมาฝังคมเขี้ยวบนแขนเทียนิในบัดดล!
ร่างเทียนิแข็งทื่อราวไม้กระดานขณะที่ใบหน้าเปลี่ยนเป็แดงฉาน มันอ้าปากราวคิดจะกล่าวอันใดแต่ก็ไม่มีเสียงออกมา สุดท้ายเทียนิก็ตาหรี่ปรือจากนั้นจึงล้มลมราวกับหุ่นเชิดถูกตัดสาย อสูริญญาอสรพิษยังคงพันอยู่รอบกายเทียนิพร้อมกับลากร่างของมันออกไปอีกด้าน
“เทียนิ!!”
ไป๋หยุนเฟยและจิ้งิเฟิงร้องอย่างแตกตื่นต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ชั่วขณะที่ไป๋หยุนเฟยนำเชือกสารพัดนึกออกมา ก็ปรากฏแสงสีม่วงโถมเข้าใส่จากด้านข้าง จ้าวฉวนที่ราวกับปรากฏกายจากที่ใดไม่ทราบก็เข้ามาด้วยกับประกายตาดุร้ายพร้อมกับมีดโค้งขนาดเล็กกว้างราวสามนิ้วมือรูปทรงคล้ายมีดผ่าแตง ขณะที่ไป๋หยุนเฟยกำลังว้าวุ่นใจมันก็ฉวยโอกาสจู่โจมใส่
ด้วยความแตกตื่นไป๋หยุนเฟยได้แต่ยกแขนซ้ายหลบ มีดโค้งจึงกรีดใส่หว่างเอว เสื้อผ้าที่ใส่อยู่ปรากฏรอยถูกกรีดขาดแต่เพราะมีเกราะิญญาไหมทองอยู่ด้านในจึงสามารถต้านรับเอาไว้ได้ เพียงปรากฏประกายแลบปลาบที่เกิดขึ้นยามปะทะเท่านั้น
“เหล่าไป๋!” จิ้งิเฟิงซัดใส่พยัคฆ์ทั้งสองในกระบวนท่าเดียวก่อนจะทะยานขึ้นหลบเลี่ยงรากไม้สองรากที่เลื้อยพัวพันสองเท้า จิ้งิเฟิงเบิ่งตามองเทียนิถูกลากเข้าในป่าก็ร้องบอกไป๋หยุนเฟยราวกับพยายามจะถามว่าทำอย่างไรดี
ดวงตาไป๋หยุนเฟยสาดประกายเย็นเยียบขณะที่ความเดือดดาลของมันพลุ่งขึ้น “ฆ่า!!”
ไป๋หยุนเฟยไม่ใช่ผู้ที่ชื่นชอบการฆ่าคน แล้วอย่างไร คิดจะหลบหนียังมีโอกาสหรือ สถานการณ์ยามนี้ไม่เอื้ออำนวยให้วางแผนอะไรอีกแล้วเนื่องเพราะเทียนิถูกคร่ากุมตัวไป มิหนำซ้ำเห็นได้ชัดว่าศัตรูเหล่านี้พยายามจะสังหารไป๋หยุนเฟยและจิ้งิเฟิง ยามนี้ระหว่างสองฝ่ายไม่อาจหาข้อสรุปที่ดีได้อีกแล้ว ไป๋หยุนเฟยเองก็ไม่มีโอกาสจะแสดงความเมตตาดังที่ผ่านมาอีก คงทำได้เพียงละทิ้งอารมณ์ความรู้สึกแล้วลงมือเข่นฆ่าศัตรูเท่านั้น
คนจากตระกูลจ้าวและสำนักเ้าอสูรมีแต่ต้องตายเท่านั้น! หากทั้งหมดไม่ถูกสังหาร วันหน้าไป๋หยุนเฟยและจิ้งิเฟิงคงต้องเป็ฝ่ายถูกสังหารแทน! นี่คือทั้งหมดที่จะต้องเป็ไป!
ดวงตาจิ้งิเฟิงทอประกายวูบหลังจากเข้าใจความหมายในวาจาของไป๋หยุนเฟย มันถีบเท้าขวากับพื้นพุ่งเข้าใส่หนึ่งในสองพยัคฆ์ อาศัยหัวของมันเป็แท่นรองเท้าทะยานขึ้นในอากาศร่วมสองวาพร้อมกับแสงสีครามทะลักออกรอบกาย มือขวามันพร่าเลือนในอากาศจากนั้นมีดสั้นสีดำก็ปรากฏอยู่ในมือ แขนขวาจิ้งิเฟิงสะบัดกลางอากาศเกิดเป็เส้นสาย ยามวาดลงก็บังเกิดคมมีดสายลมยาวหนึ่งวากรีดฝ่าอากาศเบื้องหน้าเข้าหาศิษย์สำนักเ้าอสูรผู้หนึ่ง
ศิษย์สำนักเ้าอสูรที่ควบคุมสุนัขป่าั์ยิ้มหยันเมื่อเห็นจิ้งิเฟิงไม่อาจรับมือพวกตนได้ กระนั้นเมื่อเห็นจิ้งิเฟิงทะยานขึ้นสู่อากาศแล้วจู่โจมสวนกลับอย่างดุดัน มันก็ร้องอุทานพร้อมกับสั่งให้อสูริญญากลับมาปกป้องตนเอง สุนัขป่าขู่คำรามพร้อมกับทะยานฝ่าอากาศมาจากด้านข้างเพื่อรับมีดสายลมแทนผู้เป็นาย
ระหว่างนั้น ศิษย์สำนักเ้าอสูรลอบยินดีที่ตนเองมีปฏิกิริยารวดเร็ว แต่กระนั้นดวงตาจิ้งิเฟิงก็แข็งกร้าวขึ้นอีกครั้งก่อนจะซัดคมมีดสายลมออกจากมีดสั้นอีกครั้ง “แยก!” จิ้งิเฟิงร้องขึ้น
ระหว่างการต่อสู้เพื่อช่วยเหลือปักษาไร้เงาของจิ้งิเฟิง มีดสายลมของมันแปรสภาพให้เหมาะสมกับการต่อสู้ได้ ในยามนี้คมมีดสายลมของมันไม่ได้แปรเปลี่ยนเป็ตาข่าย แต่คมมีดสายลมขนาดใหญ่พลันแตกออกเป็พายุคมมีดสายลมขนาดย่อส่วน!!
ศิษย์สำนักเ้าอสูรไม่ทันได้หลบคมมีดของจิ้งิเฟิงที่กระจายออก ได้ยินเสียงเชือดเฉือนดังถี่ยิบร่างของมันก็ถูกคมมีดตัดเฉือนไปทุกมุมทั่วร่าง แววตายินดีเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็แตกตื่น แต่จากนั้นแม้แต่แววตาแตกตื่นก็ค่อยๆแตกซ่านจนว่างเปล่า ร่างมันล้มลงกับพื้นดัง‘พลั่ก’แล้วก็ไม่ไหวติงอีก สุนัขป่าที่ถูกมันควบคุมอยู่ก็หยุดเสียงร้องลงเช่นกัน ดูไปคล้ายหุ่นเชิดที่จู่ๆก็ถูกตัดขาดจากคนเชิดหุ่นที่ควบคุมอยู่
จิ้งิเฟิงสังหารอีกฝ่ายในพริบตาเช่นนี้ และอีกด้านสถานการณ์ที่สุดจะคาดคิดก็กำลังเกิดขึ้นพร้อมกัน!
