“ข้าจะถามเ้าเป็ครั้งสุดท้าย เ้าจะยอมบอกความลับของที่แห่งนี้แต่โดยดีหรือไม่”
เยวี่ยหนีซางเดินเข้าไปจนอยู่ห่างจากเยี่ยเฉินเฟิงเพียงสามเมตร จ้องมองใบหน้าหล่อเหลาของอีกฝ่ายพร้อมเอ่ยถามเสียงต่ำ ท่าทางเย้ายวนชวนให้หลงใหลเมื่อสักครู่เลือนหายไปจนหมดสิ้น
“ข้าไม่รู้จริงๆ ทำไมท่านต้องบีบบังคับข้าด้วยล่ะ?” เยี่ยเฉินเฟิงเอ่ยตอบเสียงต่ำ โคจรสมองกลืนเทวะให้แทรกซึมเข้าไปในอักขระใต้ฝ่าเท้าอย่างไม่หยุดยั้ง พยายามที่จะลองควบคุมอักขระเ่าั้
“ในเมื่อเ้าไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี ก็อย่าโทษว่าข้าไม่ให้โอกาสเ้าก็แล้วกัน” เยวี่ยหนีซางหมดสิ้นความอดทน นางเตรียมจะจับตัวเยี่ยเฉินเฟิงมาคาดคั้นให้เขาบอกความลับของยอดเขาปิงหลิงแห่งนี้
“ตูม!”
พลังอำนาจอันแกร่งกล้าขุมหนึ่งะเิออกมาจากร่างของเยวี่ยหนีซาง ราวกับูเาสูงตระหง่านกดทับไปทางเยี่ยเฉินเฟิง
“ต้องลองพนันดูสักตั้งแล้วล่ะ”
เมื่อถูกพลังอำนาจของเยวี่ยหนีซางกดดัน สองขาของเยี่ยเฉินเฟิงก็ทนรับแรงกดทับไม่ไหวจนแทบจะทรุดลงไปคุกเข่ากับพื้นอย่างกะทันหัน
ใน่สถานการณ์คับขัน เยี่ยเฉินเฟิงกัดฟันเสี่ยงกระตุ้นการทำงานของอักขระโจมตีที่ซ่อนอยู่ใต้ฝ่าเท้าให้ะเิออก พลังที่ทำให้ฟ้าดินเปลี่ยนสีได้ขุมหนึ่งพรั่งพรูออกมจากใต้ชั้นหิมะหนาทึบ ภายใต้การควบคุมของสมองกลืนเทวะ มันเคลื่อนตัวราวกับัที่ฟื้นคืนชีพ พุ่งเข้าจู่โจมทำลายล้างเยวี่ยหนีซางที่ใบหน้าเผือดสีไปแล้ว
“แย่แล้ว...”
เยวี่ยหนีซางคิดไม่ถึงเลยว่า พื้นหิมะใต้ฝ่าเท้าของเยี่ยเฉินเฟิงจะมีอักขระโจมตีที่น่ากลัวถึงเพียงนี้หลบซ่อนอยู่ อีกทั้งเขายังสามารถควบคุมอักขระที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติให้ทำการจู่โจมได้อีก เพราะความประมาทเลินเล่อจึงไม่อาจหลบหนีได้ทันการ ทำได้เพียงใช้พลังที่แท้จริงเผชิญหน้ากับอักขระโจมตีที่พุ่งทำลายล้างเข้ามา
“เคลื่อนย้ายเงาพราย!”
เสี้ยวพริบตาที่เยวี่ยหนีซางต้องรับมือกับอักขระโจมตี เยี่ยเฉินเฟิงก็เพิ่มความเร็วของตัวเองจนถึงขีดจำกัดสูงสุด ยอมตัดใจจากบัวหิมะเก้ากลีบที่มีความสำคัญต่อตัวเองมาก แล้วหลบลี้หนีหายออกไปจากยอดเขาปิงหลิงอย่างรวดเร็ว
“เ้าเด็กตัวแสบ ข้าจะไม่ปล่อยเ้าไปแน่”
เยวี่ยหนีซางไม่เคยคาดฝันเลยสักนิด ว่าตนเองจะถูกเยี่ยเฉินเฟิงเล่นงานตลบหลังเอาได้ จนถึงขั้นตกอยู่ในสถานการณ์อันตรายเช่นนี้
สายตามองตามแผ่นหลังของอีกฝ่ายที่ค่อยๆ หายลับไป เยวี่ยหนีซางจึงะเิเสียงคำรามด้วยความโกรธแค้นออกมา พลังเสียงอันแข็งแกร่งดังไกลไปถึงเก้าชั้นฟ้าเลยทีเดียว
ทว่าอักขระโจมตีที่เยี่ยเฉินเฟิงกระตุ้นให้ะเิออกมามีพลังอำนาจน่าหวาดกลัวเกินไป แม้แต่ระดับพลังของเยวี่ยหนีซางยังต้านทานได้ยากลำบากเลย
“พรวด!” เืสดๆ พุ่งกระจายออกมาจากริมฝีปากแดงฉ่ำนุ่มนิ่มของเยวี่ยหนีซาง
หลังจากใช้กระบี่คู่ในมือต้านทานอักขระโจมตีอยู่นานถึงห้าอึดใจ แต่สุดท้ายก็ยังโดนพลังของอักขระโจมตีจนาเ็อยู่ดี ร่างของนางราวกับว่าวที่สายป่านขาด ปลิวคว้างออกไปไกลนับร้อยเมตร
“ไม่รู้ว่าอักขระโจมตีพวกนั่นจะสามารถสังหารนางได้หรือไม่”
เยี่ยเฉินเฟิงที่หนีรอดจากความตายมาได้กล่าวพึมพำกับตัวเองด้วยความหวาดหวั่น ก่อนจะหยิบม้วนคัมภีร์หนังแกะออกมา เดินทางขึ้นไปบนยอดเขาปิงหลิงต่อตามสัญลักษณ์ที่ปรากฏบนแผนที่ด้วยความรวดเร็ว
อาศัยการตรวจจับของสมองกลืนเทวะ เยี่ยเฉินเฟิงสามารถหลบหลีกอักขระโจมตีที่มีอันตรายถึงชีวิตซึ่งเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติได้อย่างไม่ยากเย็น และค่อยๆ เดินทางเข้าใกล้จุดสูงสุดของยอดเขาปิงหลิงได้
“เขตอาคมเรอะ เป็เขตอาคมที่ซับซ้อนมากเสียด้วย”
เยี่ยเฉินเฟิงใช้เวลาเกือบสี่ชั่วโมงกว่าๆ ในการปีนป่ายขึ้นมาจนถึงจุดสูงสุดของยอดเขาปิงหลิง ยังไม่ทันจะหาน้ำพุต้นกำเนิดเหมันต์พบ กลับต้องเจอกับเขตอาคมลึกลับที่สลับซับซ้อนเป็อย่างมากแทน
เพียงแต่เขตอาคมเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่มีมนุษย์เป็ผู้รังสรรค์มันขึ้นมา เห็นได้ชัดเลยว่ามีคนค้นพบที่นี่ก่อนที่เขาจะมา และสลักเขตอาคมป้องกันเอาไว้ที่ยอดเขาปิงหลิงเพื่อไม่ให้มีใครหาน้ำพุต้นกำเนิดเหมันต์พบ
“อย่าบอกนะว่ามีคนชิงตัดหน้าข้าไปแล้ว?”
เมื่อเห็นเขตอาคมป้องกันอันแ่าตรงหน้า หัวคิ้วของเยี่ยเฉินเฟิงก็ขมวดเข้าหากันแน่นพร้อมบ่นพึมพำกับตัวเอง เกิดลังเลใจว่าจะเสี่ยงบุกเข้าไปสืบหาต้นสายปลายเหตุดีหรือไม่
ในขณะที่เขากำลังคิดไม่ตกอยู่นั้น กลิ่นอายน่าหวาดกลัวของอะไรบางอย่างก็แผ่ซ่านออกมา และยึดร่างกายของเขาเอาไว้ไม่ให้ขยับเขยื้อน
เยวี่ยหนีซางที่ถูกเยี่ยเฉินเฟิงใช้แผนลอบกัด ฝืนเรียกจิตอสูรจิ้งจอกหิมะสามหางออกมาโดยไม่สนใจาแบนร่างกายที่ถูกอักขระโจมตีตามธรรมชาติทำร้าย
“ข้าประเมินเ้าต่ำไปจริงๆ คิดไม่ถึงเลยว่าเ้าจะใช้พลังของอักขระตามธรรมชาติพวกนั้นมาโจมตีข้าจนาเ็ได้” เยวี่ยหนีซางจ้องมองเยี่ยเฉินเฟิงด้วยแววตาเยือกเย็น นางสวมชุดคลุมกันหนาวขนจิ้งจอกสุดเย้ายวน ทว่าใบหน้ากลับซีดเซียวอยู่เล็กน้อย ก่อนจะเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันกล่าว “คราวนี้ ดูสินะว่าเ้าจะหนีไปไหนได้อีก”
“คิดจะจับตัวข้า รอชาติหน้าไปเถอะ”
เยี่ยเฉินเฟิงกัดฟันฉวยโอกาสลงมือก่อนเยวี่ยหนีซาง พุ่งทะยานเข้าไปในเขตอาคมป้องกันที่ซับซ้อนและอันตรายอย่างถึงที่สุด และหายตัวไปต่อหน้าต่อตาของเยวี่ยหนีซาง
“เขตอาคม...เขตอาคมอีกแล้วเรอะ”
แม้เยวี่ยหนีซางจะมีพลังแข็งแกร่งมาก แต่นางมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเขตอาคมไม่มากนัก อีกทั้งนางเพิ่งจะโดนอักขระอาคมเล่นงานมาหมาดๆ โดยการโจมตีนางเสียจนาเ็หนัก ใน่เวลานี้จึงยังไม่กล้าที่จะตามไปฆ่าเยี่ยเฉินเฟิงภายในเขตอาคม
“เป็เขตอาคมป้องกันที่น่ากลัวเหลือเกิน”
หลังจากทะลวงเข้ามาภายในอักขระแล้ว เยี่ยเฉินเฟิงก็ถูกโจมตีด้วยพายุหิมะรุนแรงที่พัดโหมจนมืดฟ้ามัวดิน แม้แต่เขาที่ฝึกฝนวิชาระดับหลอมอวัยวะขั้นต้นสำเร็จแล้วก็ยังต้านทานเอาไว้ไม่ไหว ร่างกายเริ่มปรากฏรอยาแนับไม่ถ้วน
“สมองกลืนเทวะ ทำลายเขตอาคมซะ”
เยี่ยเฉินเฟิงอดทนรับความเ็ปของร่างกายที่ถูกความหนาวเหน็บฉีกกระชากจนผิวเนื้อปริแตก ควบคุมสมองกลืนเทวะให้ทำลายเขตอาคมป้องกันทิ้งด้วยความรวดเร็ว
ในขณะที่สมองกลืนเทวะปล่อยพลังแทรกซึมเข้าไปภายในเขตอาคมป้องกันที่กักขังเยี่ยเฉินเฟิงเอาไว้ และพยายามทำลายเขตอาคมให้ไวที่สุดอยู่นั้น ภายในห้วงอากาศของเขตอาคมก็พลันปรากฏรอยกระเพื่อมของผิวน้ำขึ้น เยวี่ยหนีซางที่ใบหน้าเย็นะเืแผ่จิตสังหารคุกรุ่นบุกทะลวงเข้ามาในเขตอาคมแล้ว
“เ้าเด็กเวร ข้าจะบดกระดูกเ้าจนแหลกเป็ขี้เถ้าเลยคอยดู”
เยวี่ยหนีซางปลดปล่อยพลังิญญาอันแข็งแกร่ง ต้านทานพายุหิมะที่พัดโหมเข้าโจมตี แล้วย่างสามขุมเข้าไปทางเยี่ยเฉินเฟิง ดวงตาทอประกายจิตสังหารเด่นชัด
“คิดจะฆ่าข้า รอชาติหน้าไปเถอะ”
เมื่อััได้ว่าเยวี่ยหนีซางเข้าใกล้มาเรื่อยๆ เยี่ยเฉินเฟิงก็พลันลืมตาโพลง เอ่ยตอบอีกฝ่ายเสียงกดต่ำ
สิ้นประโยค เบื้องหน้าของเยี่ยเฉินเฟิงก็ปรากฏคลื่นกระเพื่อมของผิวน้ำ ขัดขวางเยวี่ยหนีซางที่จิตสังหารคุกรุ่น
“คิดจะหนีไปไหน!”
เยวี่ยหนีซางะโเสียงดังลั่น คลื่นกระบี่คมกริบสองสายปรากฏออกมา ตัดฟันคลื่นกระเพื่อมตรงหน้าด้วยพลังทำลายล้างมหาศาล
“บ้าชะมัด ปล่อยมันหนีไปอีกจนได้”
เมื่อคลื่นกระเพื่อมถูกทำลายทิ้ง เยวี่ยหนีซางก็พบว่าเยี่ยเฉินเฟิงหายตัวไปแล้ว นางจึงทำได้เพียงเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันอย่างเคียดแค้น มีโทสะเสียจนปอดแทบะเิ
“ฟู่ อันตรายชะมัด เกือบถูกนางจับได้แล้วเชียว”
ใน่ระยะเวลาคับขัน สมองกลืนเทวะก็ทำลายเขตอาคมได้อย่างพอดิบพอดี และส่งเยี่ยเฉินเฟิงกลับออกมาสู่ภายนอก ทำให้เขาหายใจได้อย่างทั่วท้องอีกครั้ง ก่อนจะพึมพำกับตัวเองด้วยใจที่ยังหวาดกลัวไม่หาย
หลังจากที่ออกมาจากเขตอาคมพายุหิมะได้แล้ว เยี่ยเฉินเฟิงก็พบว่าตัวเองอยู่ในห้วงเอกภพแห่งหนึ่ง รายล้อมไปด้วยดาวตกส่องแสงระยิบระยับ พุ่งผ่านตนเองไปมากมายนับไม่ถ้วน
“ฝีมือร้ายกาจยิ่งนัก คนที่เป็ผู้สร้างเขตอาคมนี้ได้จะต้องรู้แจ้งเกี่ยวกับอักขระอาคมในระดับที่น่าตื่นตะลึงเป็แน่ ถึงได้สร้างเอกภพที่เป็อิสระเช่นนี้ออกมาได้”
เยี่ยเฉินเฟิงที่อยู่ภายในเอกภพไม่ได้ทำการเคลื่อนไหวอย่างประมาทเลินเล่อ เขาเพียงยืนสงบนิ่งอยู่กับที่ ปล่อยให้พลังของสมองเทวะแผ่ขยายออกไปจัดการทำลายเขตอาคมป้องกันอย่างต่อเนื่อง
เนื่องจากเขตอาคมเอกภพนี้มีความซับซ้อนลึกล้ำกว่าเขตอาคมพายุหิมะหลายสิบเท่า เยี่ยเฉินเฟิงจึงเหน็ดเหนื่อยกับการใช้พลังของสมองเทวะปลดทำลายค่ายกลอย่างมาก
โชคดีที่เยวี่ยหนีซางไม่ได้มีความรู้เกี่ยวกับอักขระอาคมมากนัก จึงยังคงถูกขังอยู่ภายในเขตอาคมพายุหิมะ ไม่สามารถเข้ามายุ่มย่ามกับเขาในเขตอาคมป้องกันเอกภพแห่งนี้ได้
เวลาผ่านไปประมาณสามชั่วโมงกว่า เยี่ยเฉินเฟิงที่นั่งหลับตาขัดสมาธิแน่นิ่งอยู่ภายในเขตอาคมเอกภพก็พลันลืมตาโพลง อักขระอาคมอันซับซ้อนวุ่นวายจำนวนมากปรากฏขึ้นภายในดวงตาของเขา
“ทำลาย!”
เยี่ยเฉินเฟิงะเิเสียงคำรามลั่น พลังิญญาอันไร้ที่สิ้นสุดะเิออกมาโจมตีห้วงเอกภพภายในเขตอาคมป้องกัน บังคับพลังอักขระให้เกิดการเปลี่ยนแปลง สร้างหลุมดำขึ้นมากลางเขตอาคมป้องกัน
“ฟิ้ว!”
หลังจากหลุมดำปรากฏออกมา เยี่ยเฉินเฟิงก็ดีดตัวลุกขึ้นยืน พลิ้วกายกระโจนเข้าไปด้านในหลุมดำแห่งนั้น และเลือนหายไปจากเขตอาคมป้องกันเอกภพอย่างไร้ร่องรอย
