บทที่ 20 ความสิ้นหวังภายใต้รัตติกาล
ครืน... ครืน...
เสียงกัมปนาทของอัสนีบาตดังก้องไปทั่วค่ำคืนที่พายุเทกระหน่ำ ประหนึ่งเทพเ้ากำลังพิโรธ ทำให้ทั่วทั้งเทือกเขาไท่คุนตกอยู่ในสภาวะกดดันอันหนักอึ้ง
ภายในป่า หยางเจวี๋ยติ่งและหลี่ชิงชิวฝ่าสายฝนที่สาดซัดเดินทางมุ่งหน้าไป เมื่อถึงพื้นที่ราบเรียบ หยางเจวี๋ยติ่งก็หันมามองหลี่ชิงชิว
“ฝนตกหนักขนาดนี้ย่อมส่งผลต่อสภาพร่างกาย อีกทั้งระยะทางไปพันธมิตรเจ็ดบรรพตนั้นไกลนัก หากไม่มีเวลาหลายวันคงยากจะถึง ไฉนพวกเราไม่พักผ่อนสักคืน พรุ่งนี้ค่อยไปขอยืมม้าในเมืองเพื่อออกเดินทางล่ะ?”
หยางเจวี๋ยติ่งรู้สึกว่าหลี่ชิงชิวเริ่มจะเสียสติไปแล้ว เขาจึงคิดว่าการพาอีกฝ่ายมาตากฝนสักพักอาจจะช่วยให้สติคืนมาได้บ้าง
ทว่าหลี่ชิงชิวกลับกล่าวว่า “ไม่เป็ไร พวกเราไม่ต้องรีบนัก ขอเพียงตามกลุ่มคนที่หนีรอดไปจากพันธมิตรเจ็ดบรรพตให้ทันก็พอ พวกมันลากจูงคนาเ็ไปมากมาย ย่อมหนีไปได้ไม่ไกลนักหรอก”
“ที่แท้ก็เป็เช่นนี้ ข้านึกว่าท่านจะบุกเดี่ยวไปถึงที่ทำการใหญ่พวกมันเสียอีก”
หยางเจวี๋ยติ่งลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก เขาเกือบจะหลุดปากพูดออกไปแล้วว่า ‘ข้านึกว่าท่านบ้าไปแล้วเสียอีก’
ลำพังพวกเขาสองคนจะบุกไปพันธมิตรเจ็ดบรรพต ย่อมไม่ต่างจากการไปหาที่ตาย
ทว่าหากเป็การตามล่ากลุ่มนักบู๊ที่าเ็สาหัส นั่นย่อมเป็เื่ที่ง่ายดายดุจพลิกฝ่ามือ
“ในเมื่อเป็เช่นนั้น ก็เร่งมือกันหน่อยเถอะ!”
หยางเจวี๋ยติ่งเริ่มมีไฟขึ้นมา เขาเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น ซึ่งนั่นก็ตรงกับความ้าของหลี่ชิงชิวพอดี
ท่ามกลางป่าเขาอันมืดสลัว หยางเจวี๋ยติ่งใช้วิชาตัวเบา ส่วนหลี่ชิงชิวใช้วิชาวายุกัมปนาท ทั้งสองทะยานร่างดุจภูตพราย มองปราดเดียวดูราวกับว่าเท้าของพวกเขาไม่เคยััพื้นดินเลย
รัตติกาลยิ่งทวีความลึกซึ้ง พายุฝนที่ไร้ความปราณีเริ่มซาลง ดูเหมือนสรวง์จะระบายอารมณ์จนเกือบจะหมดสิ้นแล้ว
บนถนนสายหลักระหว่างหุบเขา ม้าศึกหลายร้อยตัวกำลังเคลื่อนที่ไปอย่างช้าๆ บนหลังม้าส่วนใหญ่มีนักบู๊ที่าเ็นอนพาดอยู่ และยังมีนักบู๊อีกกว่าร้อยคนที่จูงม้าเดินนำทางไปอย่างอ่อนแรง
เยว่เจิ้นชวน เดินนำอยู่หัวขบวน หยาดน้ำฝนไหลผ่านแก้มของเขา แววตาของเขาเย็นเยียบนัก ทว่าภายในใจกลับเต็มไปด้วยความหวาดผวาที่ยังไม่จางหาย
ที่ลำคอของเขายังคงมีาแจากการถูกเฉือน เกือบจะโดนหลอดลมไปเพียงนิดเดียว
ภาพร่างของเจียงจ้าวเซี่ยที่ต่อสู้ราวกับปีศาจคลั่งยังคงติดตาเขาไม่หาย รวมถึงเด็กสาวผู้นั้นที่เกือบจะปลิดชีพเขาได้ด้วยกระบี่เพียงเล่มเดียว
สำนักชิงเซียวไปซ่อนอัจฉริยะที่น่าสะพรึงกลัวเช่นนี้ไว้ถึงสองคนได้อย่างไร ไหนจะหลี่ซื่อเฟิงนั่นอีก... เยว่เจิ้นชวนคิดอย่างไรก็ไม่ตก
อย่าว่าแต่พันธมิตรเจ็ดบรรพตเลย ต่อให้เป็สำนักระดับเ้าธรณีที่เขาเคยไปเยือนมา ก็มิเคยพบเห็นสัตว์ประหลาดในคราบอัจฉริยะเช่นนี้มาก่อน
ความแค้นนี้ได้ถูกผูกมิตรอันดีไม่ได้อีกแล้ว พันธมิตรเจ็ดบรรพตไม่มีทางยอมความแน่นอน เขาต้องนำข่าวนี้กลับไปแจ้งพรรคร่วมแรงร่วมใจกันทั้งสำนักเพื่อกวาดล้างสำนักชิงเซียวให้สิ้นซาก มิเช่นนั้นในอีกสิบปี... ไม่สิ อีกเพียงห้าปี พันธมิตรเจ็ดบรรพตคงต้องพบกับหายนะอย่างแน่นอน
ยิ่งคิดเยว่เจิ้นชวนก็ยิ่งหวาดกลัว เขาถึงขั้นสงสัยว่าภายในสำนักชิงเซียวอาจจะซ่อนปีศาจเอาไว้ ข่าวเื่หลินสวิ่นเฟิงไปเสาะหาเซียนนั้นแพร่ไปทั่ว ชาวยุทธมากมายต่างพากันหัวเราะเยาะว่าหลินสวิ่นเฟิงเสียสติไปแล้ว รวมถึงตัวเขาด้วย ทว่าตอนนี้เมื่อลองคิดดูใหม่ หรือว่าหลินสวิ่นเฟิงจะไปประสบพบเจออะไรบางอย่างเข้าจริงๆ ถึงได้บังเกิดความคิดที่จะบำเพ็ญเซียนขึ้นมา?
ฝนหยุดตกแล้ว ทว่าอารมณ์ของเยว่เจิ้นชวนกลับยังมิอาจปลอดโปร่งได้เลย
“เหล่ายอดฝีมือเบื้องหน้า โปรดรอก่อน!”
เสียงอันทรงพลังและดังกังวานแว่วมาจากทางด้านหลัง ทำเอาศิษย์พันธมิตรเจ็ดบรรพตสะดุ้งสุดตัวรีบหันกลับไปมองด้วยความหวาดระแวง กลัวว่าคนของสำนักชิงเซียวจะตามมาเข่นฆ่า
เยว่เจิ้นชวนเองก็ใจนตัวสั่นเทา หันไปเห็นร่างในชุดกันฝนใบไม้สองร่างกำลังพุ่งตรงมาหาด้วยความเร็วสูง ท่ามกลางรัตติกาลที่มืดสลัว พวกเขาทำได้เพียงพิจารณาจากรูปร่างว่าคนทั้งสองคืุ์
แม้จะมากันเพียงสองคน ทว่าศิษย์พันธมิตรเจ็ดบรรพตที่ผ่านศึกหนักเมื่อตอนกลางวันมาต่างก็ขวัญหนีดีฝ่อ มิกล้าประมาทแม้แต่น้อย พากันชักอาวุธออกมาเตรียมรับมืออย่างเต็มกำลัง
พวกเขามีคนเจ็บเป็ภาระ อีกทั้งตนเองก็าเ็ จะให้หนีก็คงหนีไม่พ้น หากเริ่มหนีมีแต่จะถูกรุกไล่ฆ่าไปทีละคน
“ผู้น้อยหยางเจวี๋ยติ่ง เหล่ายอดฝีมือเคยได้ยินนามของข้าบ้างหรือไม่?”
เสียงของหยางเจวี๋ยติ่งดังขึ้นอีกครั้ง เมื่อเขาแจ้งชื่อเรียงเสียงนามออกมา ศิษย์พันธมิตรเจ็ดบรรพตต่างหันมามองหน้ากันแล้วเริ่มผ่อนคลายท่าทีลง
จอมยุทธสยบั หยางเจวี๋ยติ่ง ในยุทธภพแคว้นกูโจว ไม่มีใครไม่รู้จักเขา
เยว่เจิ้นชวนเองก็นิ่งสงบลง เขาเคยรู้จักหยางเจวี๋ยติ่ง คราที่หยางเจวี๋ยติ่งไปเยี่ยมเยียนพันธมิตรเจ็ดบรรพต เขาเคยได้เห็นฝีมือของอีกฝ่ายมาบ้าง แม้จะไม่แน่ใจว่าเก่งกว่าเขาหรือไม่ ทว่าพลังฝีมือฝ่ามือของหยางเจวี๋ยติ่งนั้นสมกับที่เป็สิบอันดับแรกแห่งทำเนียบฟ้าจริงๆ
“ที่แท้ก็คือน้องหยางนี่เอง เชิญเข้ามาสนทนากันก่อน!”
เยว่เจิ้นชวนะโเรียก ทั้งยังกวักมือให้คนทั้งสองเดินเข้ามาหา
หากได้หยางเจวี๋ยติ่งมาร่วมเดินทางด้วย ขบวนของพวกเขาย่อมจะมีความปลอดภัยมากขึ้นมหาศาล
หยางเจวี๋ยติ่งดูเหมือนจะจำเขาได้ จึงเร่งฝีเท้าเดินเข้าไปหา ศิษย์พันธมิตรเจ็ดบรรพตต่างพากันหลีกทางให้ด้วยความเคารพ
“ไฉนสภาพถึงได้ดูสะบักสะบอมเช่นนี้เล่า ไปซัดกับพวกนิกายชิงมาอย่างนั้นรึ?”
หยางเจวี๋ยติ่งเดินเข้ามาใกล้ ถอดหมวกสานออกพลางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงติดตลก
เยว่เจิ้นชวนมิได้ใส่ใจคนด้านหลังหยางเจวี๋ยติ่ง เขาตอบอย่างจนใจว่า “ออกไปทำงานนิดหน่อย ทว่ากลับพลาดท่าเสียทีไปบ้าง”
หยางเจวี๋ยติ่งเดินมาหยุดตรงหน้าเยว่เจิ้นชวน พินิจมองาแตามร่างกายอีกฝ่ายพลางเดาะลิ้น “ยอดฝีมือจริงๆ ดูจากแผลกระบี่แล้ว เพลงกระบี่ว่องไวนัก เล็งจุดตายเ้าทั้งนั้นเลยนี่นา”
สีหน้าของเยว่เจิ้นชวนเริ่มไม่สู้ดี เขาแค่นเสียง “ยอดฝีมือจริงๆ นั่นแหละ วันนี้ข้าประมาทไปหน่อย...”
“พวกเ้าคือยอดฝีมือแห่งพันธมิตรเจ็ดบรรพตรึ?”
หลี่ชิงชิวเดินเบี่ยงออกมาจากด้านข้างหยางเจวี๋ยติ่ง จ้องมองเยว่เจิ้นชวนพลางถามขึ้น
เยว่เจิ้นชวนมองเห็นหน้าเขาไม่ชัด นึกว่าเป็เพียงรุ่นหลานที่ติดตามหยางเจวี๋ยติ่งมา จึงตอบไปอย่างไม่ใส่ใจว่า “อืม พันธมิตรเจ็ดบรรพตเรากับจอมยุทธสยบัข้างกายเ้านับว่าเป็สหายเก่าแก่...”
ทว่าคำพูดยังมิทันจบประโยค ประกายกระบี่พลันสว่างวาบขึ้น หยางเจวี๋ยติ่งหลบไม่พ้น ถูกเืสาดเข้าเต็มใบหน้า เขาเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงอย่างที่สุด
เยว่เจิ้นชวนเองก็เบิกตากว้างตามสัญชาตญาณ สองมือพยายามกุมลำคอไว้ ทว่าโลหิตกลับพุ่งกระฉูดออกมาไม่หยุดจนมิอาจปิดกั้นได้
“เ้า...”
เยว่เจิ้นชวนมองหลี่ชิงชิวด้วยความเหลือเชื่อ ร่างกายสั่นเทาโซเซไปด้านหลังก่อนจะล้มตึงลง
ศิษย์พันธมิตรเจ็ดบรรพตที่อยู่ใกล้เคียงต่างสีหน้าเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง ตั้งท่าจะร้องะโ ทว่าหลี่ชิงชิวกลับหมุนตัวตวัดกระบี่ ปาดคอสังหารไปอีกคนทันที
ไม่ไกลนัก ศิษย์รักของเยว่เจิ้นชวนกำลังนั่งพักอยู่บนโขดหิน เขากำลังจะถอดกางเกงเพื่อดูแผลที่ต้นขา ทว่าพลันเหลือบไปเห็นอาจารย์ของตนถอยหลังกรูดแล้วล้มลงไปกองกับพื้น สิ่งนี้ทำให้เขาอึ้งไปครู่หนึ่ง
เขากำลังจะอ้าปากถาม ทว่ากลับเห็นร่างในชุดกันฝนข้างกายหยางเจวี๋ยติ่งหมุนตัว แล้วซัดกระบี่ในมือตรงมาที่เขา
ฉึก!
คมกระบี่เจาะทะลุหน้าผากของชายหนุ่ม แรงปะทะฉุดร่างของเขาให้ลอยไปด้านหลังไกลหลายจาง เมื่อร่างหยุดนิ่ง ลมหายใจของเขาก็ขาด่ไปเสียแล้ว ตายไปโดยที่ตายังไม่หลับ
หลี่ชิงชิวพุ่งตัวออกไปอย่างรวดเร็ว ดึงกระบี่ออกจากกะโหลกศพนั้น ท่วงท่าดุจภูตพรายพุ่งเข้าหาศิษย์พันธมิตรเจ็ดบรรพตคนอื่นๆ ต่อทันที
เหล่านักบู๊เจ็ดบรรพตเพิ่งจะได้สติ พากันหันกลับมาเผชิญหน้ากับหลี่ชิงชิว
หลี่ชิงชิวผู้บรรลุขั้นบำรุงปราณระดับที่ 3 แล้วนั้นเรียกได้ว่าผลัดเปลี่ยนร่างใหม่ ประสาทััฉับไวกว่าเดิม ร่างกายคล่องแคล่วและมีการตอบสนองที่รวดเร็วถึงขีดสุด
เขาวิ่งผ่านใครไป คนผู้นั้นย่อมถูกปลิดชีพลงทันที ไม่มีท่วงท่าส่วนเกิน เสียงคมกระบี่เฉือนเนื้อดังขึ้นอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย
หยางเจวี๋ยติ่งที่เพิ่งพ้นจากความอึ้งงัน รีบหันกลับไปมอง พบเพียงซากศพเกลื่อนกลาดพื้น เขาถึงกับขวัญผวาในตัวหลี่ชิงชิว
รวดเร็วนัก! เหี้ยมเกรียมนัก!
เขาเดาไว้แล้วว่าหลี่ชิงชิวนั้นแข็งแกร่ง ทว่านึกไม่ถึงว่าจะแข็งแกร่งปานนี้ ต่อให้เป็เจียงจ้าวเซี่ยก็มิอาจนำมาเปรียบได้เลย
“ฆ่ามันซะ!”
ศิษย์พันธมิตรเจ็ดบรรพตผู้าุโคนหนึ่งสีหน้าเหี้ยมเกรียม ชูหมัดะโก้อง ก่อนจะพุ่งเข้าหาหลี่ชิงชิว
ศิษย์คนอื่นๆ ต่างกรูเข้าใส่ สิ่งนี้ทำให้ม้าศึกเริ่มใส่งเสียงร้องระงม ม้าบางตัวเริ่มวิ่งเตลิด คนเจ็บบางส่วนถูกสลัดตกจากหลังม้าแล้วถูกกีบเท้ามาเหยียบซ้ำจนสิ้นใจตายอย่างอนาถ
ในพริบตา พื้นที่รกร้างกลางหุบเขาแห่งนี้ก็ตกอยู่ในความโกลาหล
เหล่านักบู๊เจ็ดบรรพตกลุ่มนี้ต่างก็มีาแติดตัว อย่าว่าแต่ฝืนสังขารมาสู้เลย ต่อให้ร่างกายสมบูรณ์ดี ก็ย่อมมิใช่คู่ต่อสู้ของหลี่ชิงชิว
ด้วยเหตุนี้ การต่อสู้จึงกลายเป็การสังหารหมู่เพียงฝ่ายเดียว หยางเจวี๋ยติ่งเฝ้ามองหลี่ชิงชิวที่กำลังไล่เข่นฆ่าด้วยความรู้สึกหนาวเหน็บไปถึงกระดูกสันหลัง
จิตสังหารช่างรุนแรงนัก!
หยางเจวี๋ยติ่งแม้จะตรากตรำในยุทธภพ ทว่าเขากลับให้ความสำคัญกับระดับวรยุทธและชื่อเสียงมากกว่าการเข่นฆ่า นี่คือเหตุผลที่เขาได้รับการยกย่องเป็จอมยุทธ ทว่าหลี่ชิงชิวในยามนี้กลับทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจอย่างยิ่ง
เขาพยายามบอกตัวเองว่า นี่เป็เพราะพันธมิตรเจ็ดบรรพตมาหาเื่ก่อน และพวกมันก็หาใช่สำนักฝ่ายธรรมะที่แสนดีแต่ประการใด ในยุทธภพพวกมันก่อกรรมทำเข็ญไว้ไม่น้อย
ครานั้นที่เขาไปเยือนพันธมิตรเจ็ดบรรพต อ้างว่าไปประลองฝีมือ ทว่าแท้จริงแล้วเขา้าจะสั่งสอนพวกมันให้หลาบจำ น่าเสียดายที่ยามนั้นทำไม่สำเร็จ จึงต้องแสร้งทำเป็ผูกมิตรไว้
ทว่า ไม่ว่าเขาจะปลอบใจตนเองอย่างไร เมื่อมองดูหลี่ชิงชิวที่เปรียบดั่งพยัคฆ์ร้ายบุกฝูงแกะ เขาก็อดคิดไม่ได้ว่า... หากตัวเขาต้องเผชิญหน้ากับหลี่ชิงชิวที่กำลังโกรธแค้นเช่นนี้ เขาจะต้านทานได้สักกี่กระบวนท่ากัน?
เมื่อจำนวนศิษย์เจ็ดบรรพตล้มตายลงไปกว่าครึ่ง ศิษย์ที่เหลืออยู่ก็ทนไม่ไหวเริ่มแตกพ่ายหนีตายกันไปคนละทิศละทาง ทว่าหลี่ชิงชิวมิคิดจะปล่อยพวกมันไปแม้แต่คนเดียว เขาตามล่าสังหารพวกมันไปทีละคนๆ
ศิษย์พวกนี้าเ็อยู่แล้ว ทั้งยังตรากตรำเดินทางมาตลอดทางย่อมสิ้นเรี่ยวแรง วิ่งไปได้ไม่ไกลก็ถูกหลี่ชิงชิวตามไปบั่นคอจนสิ้น
หนึ่งก้านธูปผ่านไป
หลี่ชิงชิวถือกระบี่เดินกลับมาหาหยางเจวี๋ยติ่ง เขาเงยหน้าขึ้น ภายใต้หมวกสานนั้นปรากฏใบหน้าที่เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเื
“เหลืออีกคนเดียวเท่านั้น มันหนีไปได้ไม่ไกลหรอก ข้าฆ่ามันเสร็จแล้วจะมุ่งหน้าไปที่ทำการใหญ่พันธมิตรเจ็ดบรรพตทันที เ้าจงอยู่ที่นี่เถอะ เมื่อไม่มีคนพวกนี้ไปส่งข่าว พันธมิตรเจ็ดบรรพตก็จะไม่ยกพวกกลับมาหาเราได้อีกสักพัก พรุ่งนี้จงพาเหล่าศิษย์มาจัดการซากศพบนเขาให้เรียบร้อย อย่าให้เกิดโรคระบาดขึ้นมาได้”
หลี่ชิงชิวกล่าวจบก็หมุนตัวมุ่งหน้าไปยังทิศทางที่ศิษย์คนสุดท้ายหนีไป
เดินไปได้เพียงสองก้าว หลี่ชิงชิวดูเหมือนจะนึกอะไรออก เขาหันกลับมามองหยางเจวี๋ยติ่งแล้วสั่งว่า “ลำบากเ้าหน่อย ช่วยค้นตัวศพพวกนี้ให้หมด ดูว่ามีของมีค่าอะไรบ้าง แล้วพากลับขึ้นเขาไปให้หมด อีกอย่าง... เื่ในคืนนี้ ห้ามเ้าแพร่งพรายให้เหล่าศิษย์ล่วงรู้แม้แต่ครึ่งคำ รวมถึงพวกศิษย์น้องของข้าด้วย หากใครถามว่าข้าไปไหน ให้บอกเพียงว่าข้าออกไปตรวจตราูเา”
สิ้นคำกล่าว หลี่ชิงชิวก็สะบัดกระบี่เดินจากไปอย่างเด็ดเดี่ยว
รัตติกาลอันเวิ้งว้าง หยางเจวี๋ยติ่งมองตามแผ่นหลังของหลี่ชิงชิวพลางอ้าปากค้าง ทว่ากลับมิอาจเอ่ยคำใดออกมาได้เลย
หลังจากได้ประจักษ์ถึงพลังฝีมืออันน่าสะพรึงกลัวของหลี่ชิงชิว เขาเชื่อว่าต่อให้หลี่ชิงชิวมุ่งหน้าไปพันธมิตรเจ็ดบรรพตแล้วเกิดพลาดพลั้ง อย่างน้อยเขาก็สามารถหนีรอดกลับมาได้อย่างปลอดภัยแน่นอน
เขายืนอึ้งอยู่เช่นนั้น มองส่งจนร่างของหลี่ชิงชิวหายลับไปที่สันเขา เขาจึงค่อยได้สติกลับมา หันมองดูซากศพที่เกลื่อนกราดเต็มพื้นดินแล้วมุมปากก็อดมิได้ที่จะกระตุกเบาๆ
เขารู้สึกทันทีว่า งานที่หลี่ชิงชิวมอบหมายให้เขานั้น... มันมิได้เบาไปกว่าการเข่นฆ่าสังหารเลยสักนิด
อีกด้านหนึ่ง ห่างออกไปสามลี้
ศิษย์คนสุดท้ายของพันธมิตรเจ็ดบรรพตกำลังวิ่งหนีสุดชีวิตอยู่บนเนินเขา ทว่าด้วยความตื่นตระหนกจนเกินเหตุ เท้าของเขาจึงไปสะดุดเข้ากับโขดหินข้างทาง ทำให้เขากลิ้งหลุนๆ ตกลงมาจากเนินเขา กระแทกพื้นจนสะบักสะบอมไปหมด
เมื่อเขาหยุดนิ่งลงได้ ความเ็ปแล่นพล่านไปทั่วกายประหนึ่งกระดูกจะแตกเป็เสี่ยงๆ
เขาสูดลมหายใจด้วยความเ็ป พยายามจะยันกายลุกขึ้นอย่างยากลำบาก ทันทีที่เขาเงยหน้าขึ้น ดวงตาก็พลันเบิกกว้าง ความสิ้นหวังพาดผ่านใบหน้าของเขาในทันที
เมื่อมองตามสายตาของเขาไป บนสันเขาเบื้องบน ปรากฏร่างของหลี่ชิงชิวในชุดกันฝนใบไม้ ประทับยืนถือกระบี่ก้มมองเขาอยู่เบื้องล่าง เมฆครึ้มบนท้องฟ้าเคลื่อนผ่านไปพอดี เผยให้เห็นดวงจันทร์สว่างจ้าที่ลอยเด่นอยู่เหนือศีรษะของหลี่ชิงชิว...
